Blog

ทิ้งกระจาดศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ปี2569

งานประเพณีทิ้งกระจาดศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ปี2569

จบไปด้วยดีงานประเพณีทิ้งกระจาด ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี 2569. อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี จัดได้ยิ่งใหญ่อลังการโดยประธานการจัดงานคุณธงชัย-คุณวรรณดี ลิ้มศรีเจริญ และทีมงานมากความสามารถ-ทีมงานเข้มแข็งโดยคุณอภิสิทธิ์ โพธิเจริญ

ครูตำรวจแดร์ สภ.สองพี่น้อง ให้ความรู้ อันตรายจากบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า


สภ.สองพี่น้อง วันที่ 11 ก.ย.69
เวลา 08.30 น. 15.30 น.
ภายใต้การอำนวยการ ของ
พ.ต.อ.วรภพ จำปาเงิน ผกก.สภ.สองพี่น้อง
พ.ต.ท.วิสัญ เรืองฤทธิ์ รอง ผกก.ป.สภ.สองพี่น้อง
พ.ต.ท.นาวิน กันพิช สวป.สภ.สองพี่น้อง มอบหมายให้
ร.ต.อ.สัญญา วิจิตธำรงศักดิ์ รอง สวป.สภ.สองพี่น้อง
ร.ต.อ.ชุมพล โพธิ์ลาดพร้าว รอง สวป.(ชส.)สภ.สองพี่น้อง
ร.ต.ต.ไตรรัตน์ เรืองประชา รอง สว(ป.)สภ.สองพี่น้อง
ด.ต.ธนัท วรานนท์วนิช ผบ.หมู่ ป.สภ.สองพี่น้อง (ครูตำรวจแดร์)
ด.ต.หญิง พันธนันท์ สินพูนผล ผบ.หมู่ ป.สภ.สองพี่น้อง(ครูตำรวจแดร์) พร้อมด้วยทีมงานวิทยากรสภ.สองพี่น้อง
ร่วมกับ นาย ชลิต โพธิ์พันธ์ นายกอบต.ห้วโพธิ์
น.ส.นงลักษณ์ แสงดิษฐ์ ผอ.โรงเรียนวัดหัวโพธิ์ พร้อมด้วยคณะครูโรงเรียนวัดหัวโพธิ์
ดำเนินการบรรยายให้ความรู้ ตามโครงการ”สร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติด พิษภัยอันตรายจากบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า ” ให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดหัวโพธิ์ ในระดับชั้นอนุบาล จนถึง ป.6 โดยมีนักเรียนเข้ารับฟังการอบรมจำนวน 75 คน ณ อาคารโรงเรียนวัดหัวโพธิ์

ประเด็นท้าทายทางการจัดการภาครัฐและเอกชน

วันเสาร์ที่ 12 กันยาจน 2569

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการภาครัฐและเอกชน
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

จัดการเรียนการสอนรายวิชา
GD24924 สัมมนาประเด็นท้าทายทางการจัดการภาครัฐและเอกชน

ผู้สอน
09.00-12:00 น. รศ.ดร.ชูชีพ เบียดนอก
13.00-16:00 น. รศ.ดร.วรรณวิภา ไตลังคะ

นักศึกษารุ่นที่ 2 และ รุ่นที่ 3 บรรยายครั้งที่ 2 โดยจัดการเรียนการสอนแบบ On-site และ On-line#มีการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ นำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จากหลายๆ วิชา หรือหลายๆแหล่งมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิตจริง โดยเน้นการปฏิบัติจริง การแก้ปัญหา และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ต่อไป

พระทุศีล…ไม่ใช่ความเสื่อมของพระธรรม……ศาสนา

พระทุศีล…ไม่ใช่ความเสื่อมของพระธรรม……ศาสนา

อย่าเอาความผิดของคนคนหนึ่ง มาตัดสินความจริงของทั้งศาสนา

ในทุกยุคทุกสมัยของโลกใบนี้
มีทั้งคนดีและคนไม่ดี
มีทั้งคนที่อยู่ในศีลธรรม และคนที่ละเมิดศีลธรรม
มีทั้งคนที่ปฏิบัติจริง และคนที่เพียงแต่พูดว่าปฏิบัติ

นี่คือความจริงของสังคมมนุษย์

ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ศาสนาใด ประเทศใด หรือสังคมใดก็ตาม ล้วนมีทั้งคนที่มีคุณธรรมและคนที่ขาดคุณธรรมปะปนกันอยู่ทั้งสิ้น

พระสงฆ์ก็เป็นมนุษย์ มิใช่ข้อยกเว้นจากกฎธรรมชาติ

ผู้ที่เข้ามาบวช คือผู้ที่ตั้งใจละทางโลก หันมาศึกษาและปฏิบัติธรรม เพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์

แต่การบวช ไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นจะหมดกิเลสในทันที
การครองผ้าเหลือง ไม่ได้แปลว่าจิตใจจะบริสุทธิ์โดยอัตโนมัติ
และการเป็นพระ ก็ไม่ได้รับประกันว่าทุกคนจะรักษาศีลได้สมบูรณ์ตลอดชีวิต

พระบางรูปปฏิบัติดี
พระบางรูปปฏิบัติไม่ดี
พระบางรูปมีความมั่นคงในศีลธรรม
พระบางรูปยังพ่ายแพ้ต่อกิเลส ตัณหา และความอยากของตนเอง

นี่คือเรื่องของมนุษย์

และเรื่องของมนุษย์ ย่อมมีทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด


เมื่อพระทุศีล…ทำไมสังคมจึงสะเทือนใจ?

เพราะสังคมคาดหวังว่า พระสงฆ์เป็นผู้ดำรงศีลธรรม เป็นที่พึ่งทางจิตใจ เป็นผู้สืบทอดพระธรรมคำสอน

เมื่อพระบางรูปประพฤติผิด ความผิดนั้นจึงกระทบต่อศรัทธาของผู้คนอย่างรุนแรง

บางคนผิดหวัง
บางคนโกรธ
บางคนเลิกเข้าวัด
บางคนเลิกทำบุญ
บางคนถึงขั้นประกาศว่า

“ศาสนาเสื่อมแล้ว”

“พระไม่มีคุณธรรมแล้ว”

“ศาสนาไม่มีอะไรให้ยึดถือ”

“ไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนาอีกต่อไป”

แต่ขอให้เราหยุดสักครู่หนึ่ง…

แล้วถามตัวเองด้วยสติปัญญา

พระรูปหนึ่งทุศีล
พระหลายรูปทุศีล
หรือแม้แต่พระจำนวนมากทุศีล

สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้หรือว่า…

พระธรรมไม่มีอยู่จริง?

ความดีไม่มีอยู่จริง?

ความชั่วไม่มีอยู่จริง?

บาปบุญไม่มีอยู่จริง?

กฎแห่งกรรมไม่มีอยู่จริง?

ความจริงของธรรมชาติสูญหายไปแล้ว?

คำตอบคือ…ไม่ใช่

เพราะเรากำลังเอา “การประพฤติผิดของบุคคล” ไปตัดสิน “ความจริงของธรรม”

และนี่คือความสับสนที่สังคมจำเป็นต้องมีสติรู้เท่าทัน


พระทุศีล เป็นเรื่องหนึ่ง พระธรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ขอให้แยกให้ออกว่า

พระสงฆ์ คือผู้ศึกษาและปฏิบัติพระธรรม

แต่พระสงฆ์ ไม่ใช่เจ้าของพระธรรม

พระสงฆ์ไม่ได้เป็นผู้สร้างความจริงของโลก
ไม่ได้เป็นผู้สร้างกฎแห่งกรรม
ไม่ได้เป็นผู้สร้างความดีและความชั่ว
ไม่ได้เป็นผู้สร้างความเกิด แก่ เจ็บ ตาย

พระธรรม คือคำสอนที่ชี้ให้มนุษย์เห็นความจริงของชีวิตและธรรมชาติ

ความโลภทำให้เกิดความทุกข์
ความโกรธทำให้เกิดความทุกข์
ความหลงทำให้เกิดความทุกข์
การเบียดเบียนทำให้เกิดความเดือดร้อน
การมีสติ มีเมตตา มีศีลธรรม ย่อมนำไปสู่ความสงบและความดี

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้กลายเป็นเท็จ เพียงเพราะพระรูปหนึ่งประพฤติผิด

ถ้าคนหนึ่งโกหก
ความจริงไม่ได้หายไปจากโลก

ถ้าคนหนึ่งทำชั่ว
ความดีก็ไม่ได้สูญพันธุ์

ถ้าพระรูปหนึ่งทุศีล
พระธรรมก็ไม่ได้ทุศีลตามพระรูปนั้น

คนอาจทำลายความน่าเชื่อถือของตนเองได้ แต่ไม่มีใครสามารถทำลายสัจธรรมด้วยการประพฤติผิดของตนเพียงคนเดียว

นี่คือสิ่งที่ชาวพุทธควรพิจารณาให้ลึกซึ้ง


อย่าให้ความผิดของคนอื่น ขโมยความดีออกไปจากชีวิตของเรา

ลองคิดดู…

คนคนหนึ่งขับรถประมาทจนเกิดอุบัติเหตุ
เราจะประกาศหรือไม่ว่า “รถยนต์ทุกคันไม่มีประโยชน์”?

หมอคนหนึ่งรักษาคนไข้ผิดพลาด
เราจะประกาศหรือไม่ว่า “การแพทย์ไม่มีคุณค่า”?

ครูคนหนึ่งประพฤติไม่ดี
เราจะประกาศหรือไม่ว่า “การศึกษาไม่มีความหมาย”?

นักการเมืองคนหนึ่งทุจริต
เราจะประกาศหรือไม่ว่า “ความซื่อสัตย์ไม่มีอยู่จริง”?

ถ้าเราไม่ใช้ความผิดของบุคคลหนึ่งไปตัดสินสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด

เหตุใดเราจึงนำความผิดของพระบางรูป ไปตัดสินว่าพระธรรมทั้งหมดย่อมเสื่อมสลาย?

นี่ไม่ใช่การใช้ปัญญา แต่มันคือการปล่อยให้อารมณ์พาเราตัดสินความจริง

แน่นอนว่า พระทุศีลต้องถูกตรวจสอบ
ต้องถูกตำหนิเมื่อสมควร
ต้องเข้าสู่กระบวนการตามพระธรรมวินัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ผู้เสียหายต้องได้รับความเป็นธรรม
การปกปิดความผิดหรือช่วยเหลือผู้กระทำผิด ไม่ใช่การปกป้องพระพุทธศาสนา

แต่การจัดการกับผู้กระทำผิด เป็นเรื่องหนึ่ง

การทำลายศรัทธาในพระธรรมทั้งหมด เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เราต้องไม่เอาสองเรื่องนี้มาปะปนกัน


ศาสนาไม่ได้เสื่อม เพียงเพราะคนบางคนไม่รักษาศาสนา

ขอให้พิจารณาอย่างลึกซึ้ง…

ถ้าวันหนึ่งพระสงฆ์ทั้งประเทศประพฤติผิดศีลธรรม
พระธรรมจะหายไปหรือไม่?

ถ้าวันหนึ่งพระสงฆ์ทั้งโลกไม่มีใครปฏิบัติดี
ความดีจะหายไปจากโลกหรือไม่?

ถ้าวันหนึ่งไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่
ความจริงของธรรมชาติจะสูญหายไปหรือไม่?

มนุษย์ยังคงเกิด
ยังคงแก่
ยังคงเจ็บ
ยังคงตาย

ความโลภยังนำไปสู่ความทุกข์
ความโกรธยังนำไปสู่ความทุกข์
การเบียดเบียนยังสร้างความเดือดร้อน
ความเมตตายังสร้างความเกื้อกูล

ธรรมชาติไม่เคยหยุดทำงาน เพียงเพราะมนุษย์หยุดปฏิบัติธรรม

พระพุทธศาสนาไม่ได้เป็นผู้สร้างความเกิดแก่เจ็บตาย
พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนที่ชี้ให้เราเห็นความจริงเหล่านั้น และสอนวิธีดำเนินชีวิตเพื่อเข้าใจและคลายทุกข์

ผู้ปฏิบัติอาจผิดพลาด
ผู้สอนอาจผิดพลาด
ผู้เผยแผ่อาจผิดพลาด

แต่ความจริงที่ถูกค้นพบและคำสอนที่ถูกต้อง ไม่ได้ผิดพลาดตามทุกคนที่อ้างตนเป็นผู้สอน

นี่คือความแตกต่างระหว่าง

“ผู้ถือธรรม” กับ “ตัวธรรม”


อย่าคล้อยตามสื่อ จนลืมใช้สติปัญญาของตนเอง

ในยุคที่ข่าวสารวิ่งเร็วกว่าเหตุผล
ภาพหนึ่งภาพสามารถทำให้คนโกรธทั้งประเทศ
คลิปหนึ่งคลิปสามารถทำให้คนหมดศรัทธา
ข้อความหนึ่งข้อความสามารถทำให้คนเกลียดชังทั้งศาสนา

เราจึงต้องถามตัวเองว่า…

เรากำลังเห็นความจริงทั้งหมดหรือไม่?

เรากำลังตัดสินจากข้อเท็จจริง หรือจากอารมณ์?

เรากำลังวิพากษ์วิจารณ์ผู้กระทำผิด หรือกำลังเหมารวมทำลายคนทั้งกลุ่ม?

เรากำลังใช้ปัญญา หรือกำลังถูกความโกรธชักนำ?

สื่อมีสิทธิ์นำเสนอข่าว
ประชาชนมีสิทธิ์ตรวจสอบ
สังคมมีสิทธิ์เรียกร้องความถูกต้อง

แต่ไม่มีใครควรใช้ข่าวของพระบางรูป เป็นเครื่องมือทำให้ผู้คนเกลียดชังพระธรรมทั้งหมด

การเปิดโปงความผิด ไม่ใช่การทำลายศาสนา

แต่การใช้ความผิดของบุคคลหนึ่ง เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อศาสนาทั้งศาสนา นั่นคือการพาสังคมออกจากความจริง

ชาวพุทธต้องไม่หลับตาปกป้องความผิด

แต่ก็ต้องไม่หลับตาทำลายความดี

ต้องกล้ายอมรับความจริงทั้งสองด้าน

พระทุศีลมีอยู่จริง
และพระผู้ปฏิบัติดีก็มีอยู่จริง

คนทำชั่วมีอยู่จริง
และคนทำดีก็มีอยู่จริง

ข่าวร้ายมีอยู่จริง
แต่ความดีของผู้คนอีกมากมายก็ยังคงมีอยู่จริง

อย่าให้เสียงดังที่สุดในสื่อ กลายเป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียวในใจเรา


อย่าให้พระรูปหนึ่ง ทำให้เราหยุดเป็นคนดี

นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด

ไม่ใช่เพียงว่าพระรูปหนึ่งทำผิด

แต่คือเมื่อคนคนหนึ่งทำผิด แล้วเรากลับเอาความผิดนั้นมาเป็นเหตุผลในการทำร้ายตัวเอง

“ไม่เข้าวัดแล้ว”

“ไม่ทำบุญแล้ว”

“ไม่ปฏิบัติธรรมแล้ว”

“ไม่ต้องรักษาศีลแล้ว”

“ศาสนาไม่มีความหมาย”

ขอถามว่า…

พระรูปนั้นทำผิด แล้วเหตุใดเราจึงต้องหยุดทำความดี?

พระรูปนั้นขาดศีล แล้วเหตุใดเราจึงต้องขาดศีลตาม?

พระรูปนั้นไม่ปฏิบัติธรรม แล้วเหตุใดเราจึงต้องเลิกปฏิบัติธรรม?

อย่าให้ความผิดของคนอื่น กลายเป็นข้ออ้างให้เราละทิ้งความดีของตนเอง

ถ้าเราทำบุญ เพราะหวังให้พระรูปหนึ่งเป็นคนดี
เมื่อพระรูปนั้นผิดหวัง เราจึงเลิกทำบุญ

แต่ถ้าเราทำความดี เพราะเข้าใจคุณค่าของความดี
ไม่ว่าใครจะทำผิด เราก็ยังคงทำความดีต่อไป

นี่คือศรัทธาที่มีปัญญา

ไม่ใช่ศรัทธาที่ฝากชีวิตไว้กับบุคคลเพียงคนเดียว


พระธรรมไม่เคยเรียกร้องให้เราเชื่อโดยไม่พิจารณา

พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราปิดหูปิดตา

ไม่ได้สอนให้เราเชื่อทุกอย่างเพียงเพราะผู้พูดนุ่งห่มผ้าเหลือง

ไม่ได้สอนให้เรายอมรับความผิดเพียงเพราะผู้กระทำเป็นพระ

และไม่ได้สอนให้เราเกลียดศาสนา เพียงเพราะมีผู้ประพฤติผิด

พระธรรมสอนให้เราใช้ปัญญา

พิจารณาเหตุและผล
พิจารณาความจริง
พิจารณาการกระทำ
พิจารณาผลของการกระทำ

พระสงฆ์ที่ดี ควรเป็นผู้ดำรงพระธรรม

พระสงฆ์ที่ทุศีล ควรได้รับการตรวจสอบ

ประชาชนควรมีสิทธิ์ตั้งคำถาม

และทุกคนควรมีหน้าที่รักษาความจริง

ศรัทธาที่แท้จริง ไม่ใช่การปกป้องคนผิดทุกกรณี

แต่คือการยืนอยู่ข้างความถูกต้อง แม้ความผิดนั้นจะเกิดขึ้นกับคนที่เรานับถือ

ถ้าพระทำผิด เราต้องกล้าพูดว่าผิด
ถ้าพระทำดี เราต้องกล้าพูดว่าดี
ถ้าข่าวเป็นจริง เราต้องยอมรับ
ถ้าข่าวยังไม่ชัดเจน เราต้องไม่รีบตัดสิน

นี่คือความยุติธรรม
นี่คือสติ
นี่คือปัญญาของชาวพุทธ


สุดท้าย…ขอให้เราแยกให้ออก

พระทุศีล คือความผิดของบุคคล

พระธรรม คือคำสอนแห่งความจริง

พระพุทธศาสนา คือหนทางแห่งการศึกษาและปฏิบัติเพื่อความเข้าใจในทุกข์และการพ้นทุกข์

สามสิ่งนี้ไม่ควรถูกเหมารวมจนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

ถ้าพระบางรูปทำผิด
เราต้องแก้ไขความผิด

ถ้าระบบมีปัญหา
เราต้องตรวจสอบและปรับปรุง

ถ้าสังคมมีความเข้าใจผิด
เราต้องใช้ปัญญาอธิบาย

แต่ถ้าเรานำความผิดของบุคคลหนึ่ง ไปตัดสินว่าความดีไม่มีอยู่จริง

นั่นไม่ใช่การรักษาพระศาสนา
และไม่ใช่การทำลายพระศาสนาอย่างมีปัญญา

มันคือการที่เราอาจกำลังทำร้ายความดีในใจของตนเอง

อย่าให้พระทุศีล ทำให้เราทุศีลตาม

อย่าให้คนทำชั่ว ทำให้เราเลิกทำดี

อย่าให้ข่าวร้าย ทำให้เราหมดศรัทธาในความจริง

อย่าให้ความผิดของมนุษย์ ทำให้เราปฏิเสธธรรมชาติของสัจธรรม

เพราะแม้วันหนึ่งผู้คนจะล้มเหลว
แม้วันหนึ่งสังคมจะสับสน
แม้วันหนึ่งศรัทธาจะสั่นคลอน

ความจริงก็ยังเป็นความจริง

ความดีก็ยังเป็นความดี

ความชั่วก็ยังเป็นความชั่ว

เหตุและผลของการกระทำยังคงมีความหมาย

และความจริงของชีวิต…

ยังคงรอให้มนุษย์ผู้มีสติปัญญา กลับมาเรียนรู้และปฏิบัติด้วยตนเอง


ฝากไว้ให้คิด

เราไม่จำเป็นต้องศรัทธาในพระทุกรูป

แต่เราควรพิจารณาว่า พระธรรมข้อใดเป็นความจริงและนำไปสู่ความพ้นทุกข์

เราไม่จำเป็นต้องปกป้องพระที่ทำผิด

แต่เราก็ไม่ควรทำลายความดี เพียงเพราะคนบางคนไม่รักษาความดี

เราไม่จำเป็นต้องหลับตาเชื่อ

แต่เราก็ไม่ควรหลับตาเกลียด

จงใช้สติปัญญาแยกแยะ

เพราะผู้ที่มีปัญญา ย่อมไม่เอาความผิดของคนหนึ่งคน ไปตัดสินความจริงของทั้งโลก

พระทุศีล…เป็นเรื่องของพระทุศีล

พระธรรม…เป็นเรื่องของพระธรรม

อย่าเอาสองสิ่งนี้มาปะปนกัน จนทำให้ชีวิตของเราสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงความดีและความจริง

จงรักษาสติ รักษาปัญญา และรักษาความดีในใจของตนเอง


แสดงโดย

ธรรมจารย์

โพธิสุทธิ์ อัครอนันตชิน

วัดกวงหมิงซัน

เมืองไทเป ประเทศไต้หวัน

เด็ก ม.ปลาย ปวส. ทำหนังจริง กับค่ายผลิตภาพยนตร์สั้นฟรี ไม่มีกั๊ก โดยนิเทศหอการค้า

#ฟรีจ้า 🎬 เด็กฟิล์ม ม.ปลาย ปวส. ฟังทางนี้! มาปล่อยของ ทำหนังจริง เก็บผลงานลง Port ให้กรรมการว้าวกันเถอะ! 💥#ฟรี!!!
#ค่ายผลิตภาพยนตร์สั้น “My Real Story, My Shield” เปลี่ยนเรื่องเล่าและประสบการณ์จริงรอบตัว ให้กลายเป็นภาพยนตร์สั้นสุดคูลที่จะเป็นเกราะป้องกันยาเสพติด!
5 วันฟรี ไม่มีกั๊ก โดย คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
สนับสนุนงบประมาณสุดปังจาก กองทุน ป.ป.ส. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ( ปป.ส.)✨

🔥 #เข้าค่ายนี้แล้วได้อะไรบ้าง? บอกเลยว่าคุ้ม!

  • Day 1: Scriptwriting Level Up! เวิร์กช็อปเปลี่ยน Real Story ให้เป็นบทหนังสุดเข้มข้น ดึงอารมณ์คนดูให้อยู่หมัด
  • Day 2: มหกรรมจับอุปกรณ์จริง! เวียนครบ 5 ฐาน จัดเต็มทั้ง กล้องโปร, เทคนิคจัดแสงอารมณ์, ไมค์บูม/บันทึกเสียง, Pre-pro และตัดต่อ
  • Day 3: Action! ลงกองถ่ายจริง สวมบทผู้กำกับ ตากล้อง ทีมงาน ลุยถ่ายทำโลเคชันจริงทั่วมหาวิทยาลัย
  • Day 4: ห้องตัดต่อเดือด ใส่สี ใส่เสียง เอฟเฟกต์ ซับไตเติล เกลาผลงานออกมาให้เนียนตาระดับมืออาชีพ
  • Day 5: Premiere Day & รับเกียรติบัตร ฉายผลงานบนจอใหญ่ รับฟังคอมเมนต์จากกูรูตัวจริง พร้อมรับ ใบประกาศ และ ไฟล์หนังเต็มเรื่อง กลับไปใส่ Portfolio ยื่นเข้ามหาลัยแบบตัวตึง! 🏆

📌 #ใครสมัครได้บ้าง?

  • น้อง ๆ มัธยมศึกษา (ม.3 – ม.6) และระดับ ปวช. – ปวส. ทั่วประเทศ
  • รับจำกัดแค่ 50 คนเท่านั้น! (ดูแลประกบใกล้ชิดฟีลครอบครัวโดยอาจารย์และพี่เลี้ยงรุ่นพี่นิเทศฯ สุด cool!)

📝 #เตรียมของให้พร้อมแล้วกดส่งเลย!

  1. ข้อมูลติดต่อส่วนตัว + ข้อมูลอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้ปกครอง
  2. ภาพถ่ายบัตรนักเรียน (หรือแคปหน้าจอบนเว็บโรงเรียน)
  3. เรื่องย่อหนังสั้นเกี่ยวกับมุมมอง/ประสบการณ์ยาเสพติดและการป้องกัน (300–500 คำ)

🔗 #สมัครเลยที่: [https://forms.gle/wPodXi8wiTRUbY6W7]
📅 เดดไลน์ปิดรับสมัคร: เที่ยงคืนของวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 69 (จะติดต่อกลับผู้ได้รับคัดเลือก ภายในวันที่ 27 กันยายน 2569)

☎️ #สงสัยตรงไหน ทักมาคุยกับ อ.อรได้ที่ เบอร์โทร 0809002526/ ID Line oradolgmail

#เด็ก69เด็ก70 #DEK70 #เด็ก70 #DEK70ทำพอร์ต #PortfolioDEK70 #ยื่นพอร์ตมหาลัย

นายกนครหัวหิน ชูมวยไทย ดัน Sports Tourism ดึงนักท่องเที่ยวสู่หัวหิน


“นายกนครหัวหิน เปิด HOOF MUAYTHAI HUA-HIN ชูมวยไทย ดัน Sports Tourism ดึงนักท่องเที่ยวสู่หัวหิน”

เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 นาย นพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นายชีพ สุกสี ประธานสภาเทศบาล และคณะสมาชิกสภาเทศบาลนครหัวหิน เดินทางไปร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดกิจการ HOOF MUAYTHAI HUA-HIN อย่างเป็นทางการ

นายกเทศมนตรีนครหัวหิน กล่าวว่า

“การเปิดค่ายมวยแห่งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการสร้างพื้นที่สำหรับออกกำลังกายและฝึกฝนศิลปะการป้องกันตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมและอนุรักษ์กีฬาแห่งชาติอย่าง ‘มวยไทย’ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย”
“นอกจากนี้ ยังสอดรับกับนโยบายของเมืองในการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่รักสุขภาพให้เดินทางมาเยือนเมืองหัวหิน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชนบ้านเราอีกทางหนึ่งครับ”

ทั้งนี้ การเปิด HOOF MUAYTHAI HUA-HIN จึงนับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีส่วนช่วยยกระดับศักยภาพของหัวหินในด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา พร้อมส่งเสริมการออกกำลังกาย อนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปะมวยไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ตลอดจนสร้างโอกาสในการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่

หัวหินไม่ได้เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวริมทะเล แต่ยังสามารถเป็นจุดหมายปลายทางของผู้ที่รักกีฬา สุขภาพ และศิลปะมวยไทยจากทั่วโลกได้อีกด้วย

รายงานข่าวโดย
น.ส.สุภักดิ์ดี คงบุตร (กิ๊ก)
Miss PR มหานครข่าว 2019

เครดิตภาพ : ภาพถ่ายจากเฟสบุ๊คของท่าน นพพร วุฒิกุล

“Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” ตอกย้ำความสำเร็จระดับโลกเตรียมเข้าฉายในบราซิล

แอนิเมชันไทย “Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” ตอกย้ำความสำเร็จระดับโลก
เตรียมเข้าฉายในบราซิล ขยายตลาดลาตินอเมริกา
“Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” ภาพยนตร์แอนิเมชันฝีมือคนไทย เดินหน้าสร้างความสำเร็จบนเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง หลังได้รับการยอมรับและคว้ารางวัลจากหลากหลายเวที พร้อมนำความสนุกและเรื่องราวการผจญภัยไปสู่สายตาผู้ชมแล้วกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ตอกย้ำความสำเร็จของภาพยนตร์แอนิเมชันไทยที่สามารถก้าวสู่ตลาดสากลและเข้าถึงผู้ชมในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก
จากการเปิดตัวในประเทศไทย สู่การเดินทางไปยังตลาดต่างประเทศ “Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” ได้ขยายการฉายอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาค ทั้งเอเชีย ยุโรป และตลาดต่างประเทศ โดยล่าสุดภาพยนตร์ได้เข้าฉายใน ประเทศสเปนเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายฐานผู้ชมในตลาดยุโรป
และความสำเร็จยังคงเดินหน้าต่อไป เมื่อ “Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” เตรียมเปิดประตูสู่ตลาด ลาตินอเมริกา โดยมีกำหนดเข้าฉายใน ประเทศบราซิล วันที่ 24 กันยายนนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของภาพยนตร์ในการเดินทางสู่ผู้ชมกลุ่มใหม่ และขยายการรับรู้ในตลาดภาพยนตร์ระดับนานาชาติ
“Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” ยังคงเดินหน้าบนเส้นทางระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมพาผลงานแอนิเมชันจากประเทศไทยไปพบกับผู้ชมในตลาดใหม่ ๆ และสร้างโอกาสให้คอนเทนต์ไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้นบนเวทีโลก
คอหนังแอนิเมชันยังสามารถชมภาพยนตร์ “Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” ได้ที่ Netflix และสามารถติดตามอัปเดตกิจกรรมความเคลื่อนไหว หรือคอนเท้นต์คุณภาพอื่นๆ จาก “ที แอนด์ บี มีเดีย โกลบอล” ได้ที่: https://www.facebook.com/OutOfTheNestOfficialTH / https://www.facebook.com/TandBKids /

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือมูลนิธิฯ/สมาคมจีนช่วยผู้ประสบภัยชุมชนรุ่งมณีพัฒนา

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือมูลนิธิฯ/สมาคมจีนต่างๆ ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยต่อเนื่อง ลงพื้นที่มอบเงินสดพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยบริเวณชุมชนรุ่งมณีพัฒนา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ รวมมูลค่ากว่า 1.8 แสนบาท
.
วันนี้ (วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายชูเดช เตชะไพบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการ พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิ นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัยและแผนกบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่มอบเงินสดพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนภายในชุมชนรุ่งมณีพัฒนา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ (เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ) มีผู้ประสบภัยที่เข้ารับความช่วยเหลือในวันนี้ จำนวน 17 ครอบครัว รวม 39 คน มูลนิธิฯ มอบเงินสด คนละ 3,500 บาท เป็นเงิน 136,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว จำนวน 12 ชุด ชุดละ 2,500 บาท เป็นเงิน 30,000 บาท มอบเครื่องอุปโภคบริโภครายบุคคล จำนวน 5 ชุด ชุดละ 1,500 บาท เป็นเงิน 7,500 บาท รวมคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 174,000 บาท และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม เป็นเงิน 7,800 บาท รวมงบประมาณการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับมูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี ให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 181,800 บาท (หนึ่งแสนแปดหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยบาทถ้วน) โดยมี นางสาวอรุณี อินถนอม ผู้อำนวยการเขตวังทองหลาง พร้อมด้วย อาสาฯ ศิลปิน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อาทิ นายภัทรพล ฐิติภวัตสกุล ,นายกวิน ชาตะวนิช, นายสุขสันต์ วันสว่าง นางสาวเบญญาภา จันใจ รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานราชการต่างๆ ร่วมลงพื้นที่มอบ ณ วิทยาลัยพณิชยการอินทราชัย เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ
.
ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
.
ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกรวมถึงพิกัดมูลนิธิฯ ได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418
.

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ศ.ดร.สามารถ จับโจรลงพื้นที่ติดตามการใช้ประโยชน์ AI FARM

ศ.ดร.สามารถ จับโจรลงพื้นที่ติดตามการใช้ประโยชน์ AI FARM กับกลุ่มเกษตรกรโคขุนต้นน้ำในการพัฒนาสูตรอาหารโคขุนต้นทุนต่ำด้วย Machine Learning สู่เกษตรกร

(วันนี้11 กันยายน 2569) ณ ศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจชุมชน บ้านโคกพลวง หมู่ 11 ตำบลหินโคน อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา
ศาสตราจารย์ ดร.สามารถ จับโจร ผู้ทรงคุณวุฒิมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สายสุนีย์ จับโจร ผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และคณะ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้ากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนต้นน้ำ บ้านโคกพลวง หมู่ 11 กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนต้นน้ำบ้านหนองเต็ง ต.คลองเมือง จ.นครราชสีมา เพื่อติดตามความคืบหน้าการนำเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะ (AI FARM) ไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการฟาร์มจริง การลงพื้นที่ครั้งนี้ มุ่งติดตามผลการนำระบบ AI FARM ไปประยุกต์ใช้ พร้อมรับฟังข้อมูล ปัญหา และความต้องการของเกษตรกรจากการใช้งานในพื้นที่จริง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการพัฒนาและปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับบริบทการเลี้ยงโคขุนของเกษตรกร และสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ได้รับเกียรติจาก นายชูศักดิ์ ชุนเกาะ อดีตรองผู้ว่าจังหวัดนครราชสีมา นายวินัย วงด่านเจริญ หัวหน้ากลุ่มยุทธ์และสารสนเทศการปศุสัตว์ นายวชิรพล สุกรภาค ปศุสัตว์อำเภอโชคชัย สัตวแพทย์หญิงจุฑามาศ ปศุสัตว์อำเภอเฉลิมพระเกียรติ นายสรคุบป์ สินธวานิช เกษตรอำเภอ นายณัชทิวัตถ์คอนงูเหลือม ปศุสัตว์อำเภอจักราช นายสุบงกช สิงห์ดี ประมงอำเภอ นายกฤษฎา โพธิ์ภัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองขาม นายอดิศักดิ์ เพชรภักดี รองนายกอบต.หนองขามนายนพเดช ทิศกระโทก รองนายกอบต.หนองขาม นายณรงค์ จันทร์ขุน ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองขาม

นอกจากนี้ทางศาสตราจารย์ ดร.สามารถ จับโจร ผู้ทรงคุณวุฒิมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สายสุนีย์ จับโจร ผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมายังได้เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่มเติมให้กับกลุ่มเกษตรกรฯในด้าน “การพัฒนาระบบแนะนำสูตรอาหารโคขุนต้นทุนต่ำโดยใช้ Machine Learning” ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสนับสนุนการเลือกสูตรอาหารและวัตถุดิบที่เหมาะสมกับโคขุน โดยคำนึงถึง ความต้องการทางโภชนาการ ปริมาณอาหาร ต้นทุนวัตถุดิบ และบริบทของพื้นที่

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจด้านการจัดการอาหารได้อย่างเป็นระบบ เลือกใช้วัตถุดิบในพื้นที่อย่างเหมาะสม ลดภาระต้นทุนด้านอาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของการเลี้ยงโคขุน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการฟาร์มในระยะยาว

การลงพื้นที่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่าง นักวิจัย นักพัฒนาระบบ และเกษตรกรผู้ใช้งานจริง เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีไม่ได้สิ้นสุดเพียงในระดับงานวิจัย แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงการนำ “งานวิจัย + เทคโนโลยี + นวัตกรรม” สู่การใช้ประโยชน์จริงในชุมชน เชื่อมโยงองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนต้นน้ำ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการฟาร์ม ลดต้นทุนการผลิต และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สร้างความสุขความประทับใจให้กับกลุ่มเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายได้อย่างคึกคักและอบอุ่น

#AIFARM #MachineLearning #สูตรอาหารโคขุนต้นทุนต่ำ
#SmartFarm #โคขุนต้นน้ำ #เกษตรอัจฉริยะ #เทคโนโลยีเพื่อการเกษตร
#งานวิจัยเพื่อชุมชน #งานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์
#สำนักคอมพิวเตอร์ #มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา #NRRU

adot° เปิดพื้นที่แห่งที่สอง ณ Happitat โซน Festie Town


adot° เปิดพื้นที่แห่งที่สอง ณ Happitat โซน Festie Town
adot° แพลตฟอร์มศิลปะและทรัพย์สินทางปัญญาแบบ phygital เปิดพื้นที่แห่งที่สองแล้ว ณ Happitat โซน Festie Town โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ บางนา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ประกอบด้วยสามห้องที่เชื่อมถึงกัน ได้แก่ ห้อง 3213, 3214 และ 3312 นำเสนอสี่คอลเลกชันใหม่จากศิลปินไทย พร้อมพื้นที่จัดแสดง พื้นที่ร้านค้า และห้องประสบการณ์ ที่ผู้ชมมีส่วนร่วมกับผลงานได้จริง ทั้งนี้ adot° ดำเนินการโดยบริษัท VUCA Digital (วูคา ดิจิตอล) ในเครือ DreamCrafter Group (ดรีมคราฟเตอร์ กรุ๊ป) ซึ่งมี ดร.ณัฐวัฒน์ (แตน) อริยวรารมย์ และคุณทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง
พื้นที่แห่งใหม่นี้ออกแบบให้เป็นพื้นที่ของคนทุกวัย โดยนำผลงานของศิลปินสามรุ่นมาอยู่ร่วมกันในที่เดียว ตั้งแต่
ศิลปินวัยสิบขวบ ไปจนถึงประติมากรอาวุโสวัยเจ็ดสิบกว่าปี
สี่คอลเลกชันใหม่ที่จัดแสดงเฉพาะที่ Happitat
TinTin & TiTo คู่ศิลปินพี่น้องชาวไทย ตินติน (14 ปี) และติโต้ (10 ปี) นำเสนอสองคอลเลกชัน ได้แก่ Seven Habitats ภาพวาดลายเส้นขาวดำ 8 ชิ้น ที่ได้แรงบันดาลใจจากสารคดีธรรมชาติ Our Planet และ Once & Still Wild ที่รวมสิ่งมีชีวิตจากคนละช่วงเวลาของโลกมาไว้ด้วยกัน ตั้งแต่สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปนานแล้ว จนถึงสัตว์ที่ยังอยู่ร่วมกับเราในวันนี้ โดยผลงานชุดสัตว์มาพร้อมเทคโนโลยี AR และงาน 3D เมื่อผู้ชมส่องผ่านอุปกรณ์ สัตว์ในภาพลายเส้นจะเคลื่อนไหวขึ้นมา
เปรม บัวชุม ศิลปินสิ่งทอร่วมสมัยและนักออกแบบชาวไทย ผู้นำเศษวัสดุจากอุตสาหกรรมสิ่งทอมาสร้างสรรค์ใหม่ ด้วยการปัก ทอ เย็บมือ และคอลลาจผ้า ภายใต้แนวคิดหลักเรื่อง “การเกิดใหม่” จัดแสดงสองคอลเลกชัน ได้แก่ A Symphony of Wind, Water, and Bloom ที่เส้นใยจะสั่นไหวเมื่อแสงและลมเคลื่อนผ่าน ทำให้ผลงานถูกมองเห็นต่างกันในแต่ละครั้ง และ The Flowers in Full Radiance ทุ่งดอกไม้ในจินตนาการ ที่ประกอบขึ้นจากวัสดุเหลือใช้เช่นเดียวกัน
นิทรรศการ Tree of Life โดยศิลปินแห่งชาติ พีระพงษ์ ดวงแก้ว จัดแสดงถึงวันที่ 13 กันยายน 2569
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ประกาศยกย่อง อาจารย์พีระพงษ์ ดวงแก้ว เป็นศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2568 สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ซึ่งเป็นหนึ่งใน 12 ศิลปิน ที่ได้รับการยกย่องในปีนี้ โดยนิทรรศการพิเศษ Tree of Life ผลงานประติมากรรมไม้จากชุด Biodiversity ของอาจารย์พีระพงษ์ ซึ่ง adot° รับหน้าที่ดูแลการจัดแสดง ณ โซน Whimsical Market ห้อง 2304 เปิดให้เข้าชมที่ Happitat ถึงวันที่ 13 กันยายน 2569 ผลงานชุดนี้แกะสลักจากไม้ด้วยเทคนิคงานช่างแบบดั้งเดิม เป็นต้นไม้ในจินตนาการที่ผสมผสานลักษณะของทั้งพืชและสัตว์ สะท้อนความห่วงใยของศิลปินต่อการตัดไม้ทำลายป่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยว และมลภาวะ
adot° Creator Talk · A Story Behind “Tree of Life” · วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2569
อาจารย์พีระพงษ์ ดวงแก้ว จะร่วมสนทนากับคุณประธาน ธีระธาดา ณ Luminus Theater โซน Festie Town ในวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 13.00 – 14.00 น. ภายใต้โปรแกรม adot° Creator Talk โดยผู้สนใจสามารถฟังบทสนทนาและชมผลงานจริงได้ในการเดินทางครั้งเดียว
ร่วมเทศกาลหนังสือ Once Upon A Book · 4 – 13 กันยายน 2569
ระหว่างวันที่ 4 – 13 กันยายน 2569 Happitat จัดเทศกาลหนังสือ Once Upon A Book ณ ชั้น 2 โซน Festie Town โดย adot° ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล ด้วยหนังสือจาก art4d และเวิร์กช็อปภายในร้าน ผู้เข้าร่วมที่ทำภารกิจภายในงาน สามารถร่วมกิจกรรม DIY โปสการ์ด ที่ตกแต่งด้วยดอกไม้ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ จากคอลเลกชันของ คุณเปรม บัวชุม โดยมีจำนวนจำกัดในแต่ละวัน และดอกไม้ที่ใช้มีที่มาจากวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เช่นเดียวกับวัสดุของผลงานที่จัดแสดงอยู่ในพื้นที่ ผู้ร่วมกิจกรรมจึงได้เห็นกระบวนการ “การเกิดใหม่” ของวัสดุด้วยมือของตนเอง

คุณพรรณธร ลออรรถวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง adot° กล่าวว่า “เทศกาลหนังสือเป็นจังหวะที่ตรงกับสิ่งที่เราทำมาก เพราะผลงานหลายชิ้นของศิลปินของเราเริ่มต้นจากการอ่าน
น้องตินติน กับ น้องติโต้ ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือและสารคดี ก่อนจะเปลี่ยนสิ่งที่อ่านให้กลายเป็นภาพวาด เราจึงอยากให้ผู้ที่เดินเข้ามาชม ได้ลองทำแบบเดียวกัน คือเริ่มจากเรื่องราวและกลับบ้านไปพร้อมกับชิ้นงาน
ที่มีเรื่องราวติดตัวไปด้วย”
พันธมิตรแบรนด์และการสะสมผลงาน
พื้นที่ของ adot° ที่ Happitat ออกแบบให้ผู้ชมได้เห็นว่าศิลปะอยู่ร่วมกับชีวิตประจำวันได้อย่างไร ผ่านความร่วมมือกับแบรนด์พันธมิตร ได้แก่ Samsung พันธมิตรด้านเทคโนโลยี ที่จัดแสดงผลงานศิลปะดิจิทัล
บน The Frame พร้อมด้วย Music Frame และ Music Studio, Mobella เฟอร์นิเจอร์ดีไซเนอร์, Rolife ของเล่นและโมเดลประกอบเอง, art4d หนังสือด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบและศิลปะ และ One More Thing แบรนด์สิ่งทอดีไซน์สัญชาติไทย ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถสะสมผลงานได้ในสามรูปแบบ ทั้ง phygital edition ที่จับคู่ผลงานต้นฉบับเข้ากับบันทึกรับรองที่ตรวจสอบได้, digital edition ที่เผยแพร่บน adot.maison นอกจากนี้ยังมีของสะสมพิเศษที่จัดทำขึ้นในจำนวนจำกัด
เกี่ยวกับ adot°
adot° คือแพลตฟอร์มศิลปะและทรัพย์สินทางปัญญาแบบ phygital ที่ผลงานกายภาพและดิจิทัลอยู่ร่วมกัน ผลงานแต่ละชิ้นเชื่อมโยงกับบันทึกรับรองที่ตรวจสอบได้ ทำให้ที่มาและประวัติของผลงานติดตามไปกับชิ้นงานทุกที่ พื้นที่ของ adot° จึงเป็น IP studio หรือสตูดิโอทรัพย์สินทางปัญญา ที่ทำงานกับผลงานตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยมีหัวใจสำคัญคือประสบการณ์การได้สะสมผลงานตัวจริง และระบบเศรษฐกิจที่สนับสนุนศิลปินและชุมชน
Your Art. Your Ownership. Your Community. ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ adot.maison
ปัจจุบัน adot° เปิดให้เข้าชมสองแห่ง ได้แก่ Cloud 11 สุขุมวิท ชั้น 2 ห้อง 221 และ 229 และ Happitat โซน Festie Town ห้อง 3213, 3214 และ 3312 โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ บางนา
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและขอภาพประกอบความละเอียดสูง
คุณพรรณธร ลออรรถวุฒิ (แก้ว) · บริษัท วูคา ดิจิตอล จำกัด
pannathorn_lo@vucadigital.co · info@vucadigital.co · 094-654-4159