โกโก้สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างโอกาส

โครงการ COCOA AI

“โกโก้สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างโอกาส”

เปลี่ยนโกโก้ 1 แก้ว ให้เป็นโอกาสของชีวิต

หลักการและเหตุผล

สืบเนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากภาวะความขัดแย้งและสงครามในหลายพื้นที่ของโลก ส่งผลต่อราคาพลังงาน น้ำมัน ต้นทุนสินค้า และค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อยกำลังประสบปัญหาในการดำเนินกิจการ บางบริษัทจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานหรือปิดกิจการ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องตกงาน ขาดรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

โดยเฉพาะพนักงานวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งต่างต้องเผชิญกับการแข่งขันและข้อจำกัดในการหางาน ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังคงดำเนินต่อไป ทั้งค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายบัตรเครดิต ค่าเล่าเรียนของบุตรหลาน ค่าใช้จ่ายประจำเดือน ตลอดจนภาระในการดูแลพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

จากปัญหาดังกล่าว ได้มีญาติโยมและประชาชนที่มีความห่วงใยต่อสถานการณ์เศรษฐกิจเข้ามาปรึกษาพระอาจารย์ และเสนอแนวคิดว่า น่าจะมีโครงการที่สามารถช่วยให้ผู้ตกงาน ผู้มีรายได้น้อย และคนรุ่นใหม่ ได้มีโอกาสสร้างอาชีพและสร้างรายได้ด้วยตนเอง

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่พระอาจารย์ได้คิดและพัฒนามาเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยพระอาจารย์มีความตั้งใจที่จะนำ “โกโก้” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสูตรเฉพาะและมีรสชาติที่ได้รับการยอมรับจากญาติโยมที่ได้ทดลองชิม มาเป็นเครื่องมือในการสร้างอาชีพและช่วยเหลือประชาชน เพราะโกโก้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่ม แต่สามารถต่อยอดเป็นอาชีพขนาดเล็กที่เริ่มต้นได้ง่าย ใช้เงินลงทุนไม่สูง และสามารถดำเนินการจากที่บ้านได้

จึงเกิดเป็นแนวคิด “โครงการ COCOA AI — โกโก้สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างโอกาส” โดยนำองค์ความรู้ด้านการชงโกโก้ การคำนวณต้นทุน การตั้งราคา การขาย และการตลาดออนไลน์ มาผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถเริ่มต้นอาชีพได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านขนาดใหญ่ ไม่ต้องลงทุนในธุรกิจจำนวนมาก และไม่จำเป็นต้องสต็อกสินค้าในปริมาณสูง

ผู้เข้าร่วมสามารถเริ่มต้นจากบ้านของตนเอง ชงและจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ใช้โทรศัพท์มือถือและสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์และสร้างลูกค้า เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีทุนน้อยสามารถเริ่มต้นธุรกิจของตนเองได้

วัตถุประสงค์ของโครงการ

  1. เพื่อช่วยเหลือผู้ตกงาน ผู้มีรายได้น้อย และคนรุ่นใหม่ ให้มีช่องทางในการสร้างอาชีพและรายได้
  2. เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพขนาดเล็กที่สามารถเริ่มต้นได้จากที่บ้าน
  3. เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านการทำโกโก้ การคำนวณต้นทุน การขาย และการตลาดออนไลน์
  4. เพื่อประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้างอาชีพยุคใหม่
  5. เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการโกโก้ และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชน

แนวทางการดำเนินงาน

โครงการจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่ตกงาน ผู้มีรายได้น้อย เยาวชน และประชาชนทั่วไปที่ต้องการมีอาชีพ ได้เข้ามาเรียนรู้ ทดลองชิม ทดลองทำ และนำความรู้ไปประกอบอาชีพจริง โดยมีการสอนตั้งแต่การชงโกโก้ การควบคุมต้นทุน การกำหนดราคาขาย การสร้างแบรนด์ การถ่ายภาพสินค้า การทำคอนเทนต์ การใช้ AI และการขายผ่านช่องทางออนไลน์

ทั้งนี้ โครงการไม่ได้มุ่งหวังเพียงการขายโกโก้ แต่ต้องการสร้าง “โอกาส” ให้คนที่กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจสามารถลุกขึ้นมายืนได้ด้วยตนเอง

ขอเชิญสื่อมวลชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาส

ในการเปิดตัวโครงการครั้งนี้ จึงขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สื่อข่าวทุกแขนงมาร่วม ชิมโกโก้ ทดลอง และร่วมแถลงข่าว เพื่อสัมผัสผลิตภัณฑ์และแนวคิดของโครงการด้วยตนเอง พร้อมช่วยเผยแพร่ข่าวสารและประชาสัมพันธ์โครงการไปสู่ประชาชนในวงกว้าง

เพราะเราเชื่อว่า…

“ในวันที่เศรษฐกิจทำให้หลายคนตกงาน
เราอาจไม่สามารถสร้างงานให้ทุกคนได้ในทันที
แต่เราสามารถสร้างโอกาสให้เขาเริ่มต้นได้”

COCOA AI — โกโก้สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างโอกาส

โกโก้ 1 แก้ว อาจไม่เปลี่ยนเศรษฐกิจของประเทศ
แต่สามารถเปลี่ยนชีวิตของคนหนึ่งคนได้

พุทธมหายานกับเถรวาท ต่างวิธี…แต่ไม่ต่างเป้าหมาย

พุทธมหายานกับเถรวาท

ต่างวิธี…แต่ไม่ต่างเป้าหมาย

ถ้าเรามองพระพุทธศาสนา
ให้พ้นจากกรอบของคำว่า “นิกาย”

เราจะเห็นความจริงอย่างหนึ่งว่า…

เถรวาทก็มีเป้าหมายของเถรวาท
มหายานก็มีแนวทางของมหายาน

วิธีปฏิบัติอาจแตกต่างกัน

แต่หัวใจสำคัญ
คือการ ขัดเกลากิเลส
การ ลดความยึดติด
การ พ้นจากความทุกข์
และการ เข้าถึงความจริงของชีวิต

ในฝ่ายมหายาน
โดยเฉพาะแนวทางพระโพธิสัตว์
จะเน้นการออกไปอยู่ท่ามกลางผู้คน

ไม่ใช่เพียงถามว่า…

“ฉันจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร?”

แต่ถามว่า…

“ทำอย่างไรให้คนอื่นพ้นทุกข์ไปพร้อมกับเรา?”

จึงเกิดอุดมคติของพระโพธิสัตว์ขึ้นมา

คือการตั้งปณิธานว่า
จะช่วยเหลือสรรพสัตว์
จะข้ามทะเลแห่งความทุกข์ไปพร้อมกัน
จะใช้ชีวิต
เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น

การช่วยคน
การเยียวยาความทุกข์
การเผยแผ่ธรรม
การสร้างประโยชน์แก่สังคม

จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียง “งานช่วยเหลือสังคม”

แต่เป็นส่วนหนึ่งของ เส้นทางแห่งการปฏิบัติธรรม

เป็นอุบาย
เป็นวิถี
เป็นการฝึกใจ

เพื่อขัดเกลาความเห็นแก่ตัว
ลดความยึดมั่นถือมั่น
พัฒนาความเมตตา
พัฒนาปัญญา
และสั่งสมบารมี


แล้วเถรวาทต่างอย่างไร?

เถรวาทมีแนวทางและระบบการปฏิบัติ
ที่มีรายละเอียดแตกต่างออกไป

มีการฝึกศีล
สมาธิ
ปัญญา

มีการพิจารณาทุกข์
เหตุแห่งทุกข์
ความดับทุกข์
และหนทางแห่งการดับทุกข์

รวมถึงการพัฒนาตน
เพื่อขัดเกลากิเลส
และนำไปสู่ความหลุดพ้น

ดังนั้น…

มหายานไม่ได้แปลว่า “ช่วยคน”
เถรวาทไม่ได้แปลว่า “ช่วยตัวเอง”

นี่เป็นความเข้าใจที่ง่ายเกินไป

เพราะในความเป็นจริง
ทั้งสองฝ่ายต่างมีมิติของการช่วยเหลือผู้อื่น
และต่างมีมิติของการพัฒนาตนเอง

เพียงแต่ น้ำหนักและอุบายวิธีอาจแตกต่างกัน


แล้วอะไรคือสิ่งที่เหมือนกัน?

ตรงนี้สำคัญมาก

เพราะถ้าเรามัวแต่ถามว่า

“นิกายไหนถูก?”

เราจะพลาดคำถามที่สำคัญกว่า…

“คำสอนนั้นทำให้เราเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นหรือไม่?”

ไม่ว่าเราจะเดินเส้นทางไหน

ถ้าการปฏิบัติธรรม
ทำให้เราโลภน้อยลง
โกรธน้อยลง
หลงน้อยลง

มีเมตตามากขึ้น
มีสติมากขึ้น
มีปัญญามากขึ้น

และทำให้เราเบียดเบียนผู้อื่นน้อยลง

นั่นคือการเดินไปในทิศทางของการขัดเกลาจิตใจ


สำหรับคนรุ่นใหม่

คุณไม่จำเป็นต้องเข้าวัด
เพื่อเริ่มต้นเข้าใจธรรมะ

คุณไม่จำเป็นต้องเรียกตัวเองว่า
“พุทธ”

และคุณไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกอย่าง
เพียงเพราะมีใครบอกว่าเป็นคำสอนทางศาสนา

ลองเริ่มจากคำถามง่าย ๆ…

วันนี้เราโกรธน้อยลงหรือยัง?

เราเห็นแก่ตัวน้อยลงหรือยัง?

เราให้อภัยคนอื่นได้มากขึ้นหรือยัง?

เราเข้าใจความทุกข์ของคนอื่นมากขึ้นหรือยัง?

และเราเป็นเหตุให้คนอื่นทุกข์น้อยลงหรือยัง?

ถ้าคำตอบคือ “ใช่”

นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรมแล้ว


เพราะท้ายที่สุด…

ธรรมะไม่ได้วัดกันที่เราพูดเก่งแค่ไหน

ไม่ได้วัดกันที่
เราเข้าวัดกี่ครั้ง
สวดมนต์กี่บท
หรือรู้ศัพท์ธรรมะมากแค่ไหน

แต่วัดกันที่…

กิเลสของเราลดลงหรือไม่
ความเมตตาของเราเพิ่มขึ้นหรือไม่
และโลกใบนี้ดีขึ้นเพราะการมีอยู่ของเราหรือไม่

มหายานมีอุดมคติแห่งพระโพธิสัตว์

เถรวาทมีหนทางแห่งการฝึกตน
ศีล สมาธิ ปัญญา
และความหลุดพ้น

รายละเอียดของหลักธรรม
และอุบายวิธี
ย่อมมีความแตกต่างกัน

แต่สิ่งที่ควรมองเห็นร่วมกันคือ…

เรากำลังเดินออกจากความโลภ
ออกจากความโกรธ
ออกจากความหลง
และออกจากการยึดติด

เพื่อเข้าถึงความจริง
และความหลุดพ้นจากทุกข์


ดังนั้น…

อย่าเพิ่งถามว่า
“เถรวาทหรือมหายาน ใครดีกว่า?”

ลองถามใหม่ว่า…

“คำสอนที่ฉันกำลังเดินตาม
กำลังทำให้ฉันเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นหรือเปล่า?”

ถ้าคำตอบคือ…

เราเห็นคนอื่นเป็นเพื่อนร่วมทุกข์
ไม่ใช่ศัตรู

เราเห็นความทุกข์ของผู้อื่น
แล้วอยากช่วย

เราเห็นความผิดของตัวเอง
แล้วกล้ายอมรับ

เราเห็นความโกรธ
แล้วไม่ปล่อยให้ความโกรธควบคุมชีวิต

และเราค่อย ๆ ลด
“ตัวฉัน”
“ของฉัน”
“ความต้องการของฉัน”

ลงได้ทีละน้อย…

นั่นแหละ
คือการเดินบนเส้นทางแห่งการขัดเกลาจิตใจ

ต่างนิกาย…

แต่หัวใจของการตื่นรู้
ไม่ควรกลายเป็นเหตุให้เราเกลียดกัน

เพราะพระธรรม
ไม่ควรสร้างกำแพงระหว่างมนุษย์

พระธรรมควรพาเราข้ามกำแพง
แห่งความยึดมั่น
ความเห็นแก่ตัว
และความทุกข์
ไปสู่ความเข้าใจ เมตตา ปัญญา และความหลุดพ้น

และบางที…

นี่อาจเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่
กำลังตามหาอยู่

ไม่ใช่ศาสนาที่บอกว่า…

“เธอต้องเชื่อฉัน”

แต่เป็นธรรมะที่ถามเราว่า…

“เธอพร้อมจะเปลี่ยนตัวเองหรือยัง?”

แสดงโดยพระธรรมาจารย์โพธิสุทธิ์ อัครอนันตชิน
ประธานมูลนิธิพระหัตถ์ของ กวงอิมโพธิสัตว์
เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ และผู้ประสบภัยพิบัติ

วัดกวงหมิงซัน
เมืองไทเป
ประเทศไต้หวัน

ครูตำรวจแดร์ สภ.สองพี่น้อง ร่วมกิจกรรม โครงการรณรงค์และแก้ไขปัญหายาเสพติด To Be Num ber One ประจำปีงบประมาณ 2569

***กิจกรรมวันอาทิตย์ …. ครูนัท + ครูนุ่น …มาส่งการบ้านให้ครูตรวจ.. ครับ
สภ.สองพี่น้อง วันที่ 6 ก.ย.69
เวลา 08.30 – 12.00 น.
ภายใต้การอำนวยการ ของ
พ.ต.อ.วรภพ จำปาเงิน ผกก.สภ.สองพี่น้อง
พ.ต.ท.วิสัญ เรืองฤทธิ์ รอง ผกก.ป.สภ.สองพี่น้อง
พ.ต.ท.นาวิน กันพิพิช สวป.สภ.สองพี่น้อง
มอบหมายให้
ด.ต.ธนัท วรานนท์วนิช ผบ.หมู่ ป.สภ.สองพี่น้อง (ครูตำรวจแดร์)
ด.ต.พันธนันท์ สินพูนผล ผบ.หมู่ ป.สภ.สองพี่น้อง (ครูตำรวจแดร์)
ร่วมกับ ดร.แหลม ศรีนุ้ย นายก อบต.ดอนมะนาว นาง รัชนี ศรีอินกิจ ปลัดอบต.ดอนมะนาว นายกิตติศักดิ์ ศรีนุ้ย กำนันต.ดอนมะนาว ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน
ร่วมกิจกรรม โครงการรณรงค์และแก้ไขปัญหายาเสพติด To Be Num ber One ประจำปีงบประมาณ 2569 (ศูนย์เพื่อนใจวัยรุ่นในชุมชน / หมู่บ้าน) ทูลกระหม่อมฯหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี โดยบรรยายให้ความรู้พิษภันของยาเสพติดและผลกระทบต่อสุขภาพ ครอบครัว และชุมชน โดยมีเด็กๆ และประชาชน ทั้ง 7 หมู่บ้านเข้าร่วมกิจกรรม ณ อบต.ดอนมะนาว ต.ดอนมะนาว อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

บริจาคช่วยบรรเทาภัยพิบัติจากน้ำท่วมฉับพลันในเนปาล

บริจาคช่วยบรรเทาภัยพิบัติจากน้ำท่วมฉับพลันในเนปาล

โดย ทีมข่าวศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา

อรวรรณ บุณยธาดา
ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา บริจาคเพื่อสนับสนุนโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ
ในความพยายามบรรเทาภัยพิบัติจากน้ำท่วมฉับพลันในเนปาล
โดยการบริจาคไม่เพียงแต่หมายความว่าเราสามารถให้อาหารแก่เด็กได้อีกคนหนึ่ง แต่ยังหมายความว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่มีความหมายยิ่งใหญ่กว่านั้นด้วย

โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติช่วยชีวิตผู้คนในภาวะวิกฤตและช่วยชุมชนสร้างความเข้มแข็งเพื่ออนาคตที่ปราศจากความหิวโหย
ครอบครัวในเนปาลต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนหลังจากเกิดอุทกภัยและดินถล่มครั้งร้ายแรง โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติได้จัดส่งเสบียงอาหารฉุกเฉินและให้การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์เพื่อให้แน่ใจว่าความช่วยเหลือเพื่อช่วยชีวิตจะไปถึงชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (WFP) มีรถบรรทุกมากถึง 5,000 คัน เรือ 20 ลำ และเครื่องบิน 80 ลำ ที่เคลื่อนที่อยู่ทุกวัน เพื่อส่งมอบอาหารที่ช่วยชีวิตเด็กและครอบครัวที่หิวโหย

ข้อความจากโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติถึง
คุณ อรวรรณ บุณยธาดา
“ขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับการบริจาคของคุณในครั้งนี้! การร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันกันแล้ว ไม่มีอะไรหยุดเราได้”

โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติช่วยชีวิตผู้คนในภาวะวิกฤตและช่วยชุมชนสร้างความเข้มแข็งเพื่ออนาคตที่ปราศจากความหิวโหย
ก่อตั้งขึ้นในปี 1961 และเป็นองค์กรด้านมนุษยธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และผู้ใจบุญเช่นคุณนี่เองที่ช่วยเราช่วยชีวิตและเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก
อรวรรณ บุณยธาดากล่าวว่า
“รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทุกนาทีมีค่า หากการบริจาคของฉันสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้แม้เพียงไม่กี่คน ฉันก็มีความสุขแล้ว”

กสทช. จัดอบรมผู้ประกาศและบุคลากรสื่อภาคเหนือ

เชียงใหม่
สำนักงาน กสทช. จัดอบรมผู้ประกาศและบุคลากรสื่อภาคเหนือ มุ่งยกระดับสู่ผู้ประกาศมืออาชีพอย่างมีจริยธรรมและจรรยาบรรณ

สำนักงาน กสทช. จัดการอบรม “การพัฒนาเพื่อก้าวสู่ผู้ประกาศมืออาชีพอย่างมีจริยธรรมและจรรยาบรรณ” ครั้งที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๓ – ๕ กันยายน ๒๕๖๙ ณ โรงแรมวีรันดา ไฮ รีสอร์ทเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้เข้าร่วมการอบรมจำนวน ๗๗ คน จาก ๑๐ จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย แม่ฮ่องสอน แพร่ พะเยา น่าน สุโขทัย และอุตรดิตถ์ เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ประกาศและบุคลากรด้านสื่อควบคู่กับการยึดมั่น
ในจริยธรรม จรรยาบรรณ และความรับผิดชอบต่อสังคม

ในพิธีเปิด นางสิริรัตน์ นิ่มเงิน นักวิชาการนโยบายและแผนอาวุโสเชี่ยวชาญ รักษาการแทน ผู้อำนวยการสำนักกำกับผัง เนื้อหารายการ และพัฒนาผู้ประกาศในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาผู้ประกาศในยุคที่เทคโนโลยีและการสื่อสารเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยผู้ประกาศจำเป็นต้องมีทั้งความรู้ ความถูกต้อง ความรอบคอบ ทักษะการสื่อสาร และความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเน้นย้ำว่า “ผู้ประกาศมืออาชีพ ไม่ใช่เพียงคนที่พูดได้ดี แต่ต้องมีมาตรฐานวิชาชีพ เป็นคนที่ประชาชนเชื่อถือได้”

ตลอดระยะเวลา ๓ วัน ผู้เข้าร่วมได้รับทั้งความรู้และการฝึกทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ผู้ประกาศ ทั้งด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณ การพัฒนาทักษะและบุคลิกภาพการออกเสียงภาษาไทย การกำกับดูแลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การใช้ภาษาไทยในงานสื่อ การนำเสนอข่าว การสื่อสารอย่างมืออาชีพ ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับการทดสอบบัตรผู้ประกาศ และการนำเสนอผลงานแบบรายกลุ่ม

โดยในการอบรมได้รับเกียรติจากวิทยากร ได้แก่ รองศาสตราจารย์สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ นางสาวรุ่งมณี เมฆโสภณ นางสาวอรชุลี พิศลยบุตร นางสิริรัตน์ นิ่มเงิน นางวิภาดา ปรรณารม นางสาวทวินันท์ คงคราญ นางราตรี จุลคีรี และเจ้าหน้าที่ ส่วนรับเรื่องร้องเรียนด้านเนื้อหารายการในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์

ช่วงท้ายของการอบรม ดร.ฉันทพัทธ์ ขำโคกกรวด นักวิชาการนโยบายและแผนเชี่ยวชาญพิเศษ รักษาการแทนรองเลขาธิการ กสทช. เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรม พร้อมกล่าวปิดการอบรม โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของผู้ประกาศในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มีผลต่อการรับรู้และความเข้าใจของประชาชน ผู้ประกาศจึงต้องให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ความรอบคอบ ความน่าเชื่อถือ ตลอดจนยึดมั่นในจริยธรรมและจรรยาบรรณ พร้อมนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพและรับผิดชอบต่อประำชาชนและสังคมต่อไป

วรกฤษณ์ มหิทธิ มหานครข่าว รายงาน

พระราชทานเพลิงศพคุณพ่อวิฑูรย์ นิรันตราย


พิธีพระราชทานเพลิงศพคุณพ่อวิฑูรย์ นิรันตราย เมื่อวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2569 ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน
โดยมี

คุณระวิ -คุณสมลักษณ์-คุณวิลักษณ์-คุณวรรคสร โหลทอง
คุณสนธิ ลิ้มทองกุล
คุณสมชาย กรุสวนสมบัติ
คุณจรูญ วานิชชา
น.นพรัตน์
“บิ๊กเหม็น” ไพฑูร ชุติมากรกุล นายกสมาคมนักข่าว-ช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย
“อาเต๋า”..กำพล ถาวรโลหะ
เจ๊หงส์” นางปวีณา โชคไพบูลย์กิจ คือประธานบริษัท โรงงานฟุตบอลล์ไทย สปอร์ตติ้งกู๊ดส์
และแขกผู้มีเกียรติอีกมากมาย

ทางเจ้าภาพขอกราบขอบพระคุณทุกๆท่านที่สละเวลาอันมีค่ามาร่วมงาน
#พระราชทานเพลิงศพวิฑูรย์นิรันตราย

ปทุมธานี เปิด “คาราวาน ไบรท์แลนด์ลี่” กระตุ้นท่องเที่ยวท้องถิ่น

ปทุมธานี ผู้ว่าฯ นำทัพกว่า 700 ชีวิต เปิด “คาราวาน ไบรท์แลนด์ลี่” เส้นทางนำร่อง เมือง-สามโคก-ลาดหลุมแก้ว กระตุ้นท่องเที่ยวท้องถิ่น
เวลา 07.00 น. วันที่ 5 กันยายน 2569 ที่สวนเทพปทุม อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานการเปิดกิจกรรม “คาราวาน ไบรท์แลนด์ลี่ ปทุมธานี” เส้นทางที่ 1 ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองปทุมธานี อำเภอสามโคก และ อำเภอลาดหลุมแก้ว โดยมีนักปั่นจักรยาน เข้าร่วมงานกว่า 700 คน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
ภายในงานมีบุคคลสำคัญร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง นำโดย นายศศิน ดิศวนนท์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปทุมธานี , นายสรรเพ็ชร์ หริตกุล ประธานชมรมจักรยานท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เกิดศิริ ทองศิริ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี และ นายนรเทพ นนทรัตน์ หรือ “เบส” นักแสดงนายแบบ ในฐานะพรีเซนเตอร์ของกิจกรรม และหัวหน้าส่วนราชการ
สำหรับกิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยววิถีใหม่ของจังหวัดปทุมธานี โดยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับมนต์เสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ชุมชนริมน้ำและอัตลักษณ์ท้องถิ่น อันโดดเด่นตลอดเส้นทางทั้ง 3 อำเภอ พร้อมช่วยสร้างรายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานี กิจกรรม Caravan Bike Rally Pathum Thani 2026 ได้ออกแบบเส้นทางการปั่นจักรยานท่องเที่ยว จำนวน 3 เส้นทาง ครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอของจังหวัดปทุมธานี ได้แก่

  • เส้นทาง อำเภอเมืองปทุมธานี – สามโคก – ลาดหลุมแก้ว
  • เส้นทาง อำเภอธัญบุรี – ลำลูกกา
  • เส้นทาง อำเภอคลองหลวง – หนองเสือ
    โดยทุกเส้นทาง เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญวิถีชีวิตชุมชน วัฒนธรรม สายน้ำ แหล่งเรียนรู้และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่างและเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้เรื่องราวของแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยจุดแรกปั่นออกจากจุดสตาร์ทไปยังวัดสิงห์ อ.สามโคก เพื่อชมโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง จากนั้นได้ปั่นต่อมายังปิ่นฟ้าฟาร์ม อ.ลาดหลุมแก้ว
    ทางด้าน นายนพดล ลัดดาแย้ม (สจ.ตุ้ย) อดีต สจ.ปทุมธานี ผู้บริหารปิ่นฟ้าฟาร์ม ลาดหลุมแก้ว ได้ให้การต้อนรับ บรรดานักปั่นที่แวะมาเยี่ยมชมและได้สัมผัสปิ่นฟ้าฟาร์ม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเป็นศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตตลาดชุมชน สร้างความเป็นกันเองแบบอบอุ่น

สมเกียรติ ทรัพย์เฉลิม รายงาน

เชิญชาวพุทธไทยในเนเธอร์แลนด์, เยอรมัน,ฝรั่งเศส,เบลเยี่ยมร่วมทอดกฐิน วัดพุทธวิหารอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์

ขอเชิญพุทธศาสนิกชนคนใจบุญชาวไทยในเนเธอร์แลนด์, เยอรมัน,ฝรั่งเศส,เบลเยี่ยม
ร่วม “รักษาบุญเดิม เพิ่มเติมบุญใหม่ ทอดกฐินสามัคคีร่วมใจ
ถวาย ณ วัดพุทธวิหารอัมสเตอร์ดัม ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
ในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2569

ร่วมจองเป็นเจ้าภาพกฐินสามัคคี

#ประธานร่วมกฐินสามัคคีกองละ999ยูโร
#รองประธานร่วมกฐินสามัคคีกองละ499ยูโร
#ร่มบุญกฐินสามัคคีประจำเมืองตามกำลังศรัทธา
#ร่มบุญกฐินสามัคคีประจำร้านตามกำลังศรัทธา
#กฐินสามัคคีประจำตระกูลจำนวน299 กองๆละ 99 ยูโร

บุญบารมีหลวงพ่อหนุน อำนวยพรให้ทุกท่านพร้อมครอบครัว มีความรักที่ยั่งยืน มีครอบครัวที่มั่นคง มีการเงินที่มั่งคั่ง มีการงานที่ก้าวหน้า มีการค้าเจริญรุ่งเรือง คิดหวังสิ่งใด ขอให้ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ตนเองปรารถนาทุกประการ🙏🙏🙏

ร่วมบุญกฐินสามัคคีผ่านบัญชี
ING BANK
IBAN : NL 44 INGB 0002 2375 03
BIC : INGBNL 2A

☎️ ติดต่อสอบถามร่วมเป็นเจ้าภาพกฐินสามัคคี ได้ที่
TEL : +31 299 774 304
Facebook : Wat Buddhavihara Amsterdam
ผู้สื่อข่าวโดย
แมวเหมียว เขี้ยวเพชร

ดังไกลไปทั่วโลก“สวนนงนุชพัทยา” สำนักข่าวระดับโลก AP เผยแพร่

ดังไกลไปทั่วโลก“สวนนงนุชพัทยา” สะท้อนภาพใหม่พัทยาสู่ Family Destination สำนักข่าวระดับโลก AP เผยแพร่

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 สำนักข่าว Associated Press (AP) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเมืองพัทยา ประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ครอบครัวมากขึ้น โดยรายงานดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อระดับนานาชาติ อาทิ ABC News และ The Washington Post ทำให้เรื่องราวของพัทยา รวมถึง สวนนงนุชพัทยา (Nong Nooch Tropical Botanical Garden) ได้รับการนำเสนอสู่สายตาผู้อ่านและผู้ชมในวงกว้าง

หนึ่งในสถานที่มีการรายงานของ AP ซึ่งกล่าวถึงโดยตรงคือ สวนนงนุชพัทยา (Nong Nooch Tropical Botanical Garden) โดยนำเสนอถึงพื้นที่สวนและพรรณไม้อันกว้างใหญ่ รวมถึงการแสดงทางวัฒนธรรม สะท้อนอีกมิติของพัทยาที่มีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรมและกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่า การที่สื่อต่างประเทศกล่าวถึงสวนนงนุชพัทยาในบริบทของภาพลักษณ์ใหม่ของเมืองพัทยา ถือเป็นเรื่องน่ายินดีและสอดคล้องกับแนวทางที่สวนนงนุชฯ มุ่งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับทุกช่วงวัย ทั้งครอบครัว เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ปัจจุบัน สวนนงนุชพัทยาได้มีการรวบรวมประสบการณ์การท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งสวนสวยและพรรณไม้จากทั่วโลก หุบเขาไดโนเสาร์ เมืองอียิปต์ ศิลปวัฒนธรรมไทยและกิจกรรมสำหรับครอบครัว ควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติและการเรียนรู้

การปรากฏชื่อ Nong Nooch Tropical Botanical Garden ในรายงานของสำนักข่าวระดับโลกครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของ “พัทยาในมุมใหม่” ที่มีความหลากหลายมากขึ้น และพร้อมก้าวสู่การเป็นจุดหมายสำหรับครอบครัว ธรรมชาติและวัฒนธรรมในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก จะได้รู้จักสวนนงนุชพัทยา และประเทศไทยมากขึ้น

สมเกียรติ ทรัพย์เฉลิม รายงาน

ผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษา สร้างโดมและปรับภูมิทัศน์ ร.ร.วัดอินทร์ บางใหญ่

ผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษา สร้างโดมและปรับภูมิทัศน์ ร.ร.วัดอินทร์ บางใหญ่ ครบรอบ 96 ปี

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่โรงเรียนวัดอินทร์ ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี

พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และสมาชิกวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษา เพื่อสมทบทุนสร้างหลังคาโดมและปรับปรุงภูมิทัศน์ของโรงเรียน เนื่องในโอกาสวันสถาปนาโรงเรียนวัดอินทร์ ครบรอบ 96 ปี

โดยมี นายเจริญศักดิ์ จิรธัญญ์วรภัทร นายกสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพประเทศไทย นักการเมือง ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประธานชุมชน ผู้ปกครองนักเรียน และศิษย์เก่า เข้าร่วมงานจำนวนมาก ซึ่งมี นายมานพ แสงงาม ผู้อำนวยการ โรงเรียนวัดอินทร์ พร้อมคณะครูให้การต้อนรับ โดยมี พระสงฆ์จำนวน 9 รูป ทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับทางโรงเรียนและผู้มาร่วมงาน

ในโอกาสนี้ พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ได้มอบเงินสดจำนวน 127,000 บาท เพื่อสมทบทุนการศึกษา

พร้อมกันนี้ สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ค่ายมวยจิตรเมืองนนท์ ได้มอบข้าวสารจำนวน 20 กระสอบ น้ำหนักรวม 1,000 กิโลกรัมและเงินผ้าป่าส่วนหนึ่งมอบให้กับทางโรงเรียนด้วย

สำหรับบรรยากาศภายในงานมีการแห่ขบวนผ้าป่า และมีการจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่มไว้รองรับกับผู้มาร่วมงาน เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ที่อิ่มบุญ มีความอบอุ่นและเป็นกันเอง สร้างความปราบปลื้มใจให้กับคณะครู ผู้ปกครองและนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากตรงกับวันสถาปนาโรงเรียนครบรอบ 96 ปี มีศิษย์เก่าเดินทางมาร่วมงานหลายร้อยคน

ทั้งนี้ พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ถือเป็นศิษย์เก่ารุ่นที่ 9 ของโรงเรียนวัดอินทร์อีกด้วย

สมเกียรติ ทรัพย์เฉลิม รายงาน