พระทุศีล…ไม่ใช่ความเสื่อมของพระธรรม……ศาสนา

พระทุศีล…ไม่ใช่ความเสื่อมของพระธรรม……ศาสนา

อย่าเอาความผิดของคนคนหนึ่ง มาตัดสินความจริงของทั้งศาสนา

ในทุกยุคทุกสมัยของโลกใบนี้
มีทั้งคนดีและคนไม่ดี
มีทั้งคนที่อยู่ในศีลธรรม และคนที่ละเมิดศีลธรรม
มีทั้งคนที่ปฏิบัติจริง และคนที่เพียงแต่พูดว่าปฏิบัติ

นี่คือความจริงของสังคมมนุษย์

ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ศาสนาใด ประเทศใด หรือสังคมใดก็ตาม ล้วนมีทั้งคนที่มีคุณธรรมและคนที่ขาดคุณธรรมปะปนกันอยู่ทั้งสิ้น

พระสงฆ์ก็เป็นมนุษย์ มิใช่ข้อยกเว้นจากกฎธรรมชาติ

ผู้ที่เข้ามาบวช คือผู้ที่ตั้งใจละทางโลก หันมาศึกษาและปฏิบัติธรรม เพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์

แต่การบวช ไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นจะหมดกิเลสในทันที
การครองผ้าเหลือง ไม่ได้แปลว่าจิตใจจะบริสุทธิ์โดยอัตโนมัติ
และการเป็นพระ ก็ไม่ได้รับประกันว่าทุกคนจะรักษาศีลได้สมบูรณ์ตลอดชีวิต

พระบางรูปปฏิบัติดี
พระบางรูปปฏิบัติไม่ดี
พระบางรูปมีความมั่นคงในศีลธรรม
พระบางรูปยังพ่ายแพ้ต่อกิเลส ตัณหา และความอยากของตนเอง

นี่คือเรื่องของมนุษย์

และเรื่องของมนุษย์ ย่อมมีทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด


เมื่อพระทุศีล…ทำไมสังคมจึงสะเทือนใจ?

เพราะสังคมคาดหวังว่า พระสงฆ์เป็นผู้ดำรงศีลธรรม เป็นที่พึ่งทางจิตใจ เป็นผู้สืบทอดพระธรรมคำสอน

เมื่อพระบางรูปประพฤติผิด ความผิดนั้นจึงกระทบต่อศรัทธาของผู้คนอย่างรุนแรง

บางคนผิดหวัง
บางคนโกรธ
บางคนเลิกเข้าวัด
บางคนเลิกทำบุญ
บางคนถึงขั้นประกาศว่า

“ศาสนาเสื่อมแล้ว”

“พระไม่มีคุณธรรมแล้ว”

“ศาสนาไม่มีอะไรให้ยึดถือ”

“ไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนาอีกต่อไป”

แต่ขอให้เราหยุดสักครู่หนึ่ง…

แล้วถามตัวเองด้วยสติปัญญา

พระรูปหนึ่งทุศีล
พระหลายรูปทุศีล
หรือแม้แต่พระจำนวนมากทุศีล

สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้หรือว่า…

พระธรรมไม่มีอยู่จริง?

ความดีไม่มีอยู่จริง?

ความชั่วไม่มีอยู่จริง?

บาปบุญไม่มีอยู่จริง?

กฎแห่งกรรมไม่มีอยู่จริง?

ความจริงของธรรมชาติสูญหายไปแล้ว?

คำตอบคือ…ไม่ใช่

เพราะเรากำลังเอา “การประพฤติผิดของบุคคล” ไปตัดสิน “ความจริงของธรรม”

และนี่คือความสับสนที่สังคมจำเป็นต้องมีสติรู้เท่าทัน


พระทุศีล เป็นเรื่องหนึ่ง พระธรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ขอให้แยกให้ออกว่า

พระสงฆ์ คือผู้ศึกษาและปฏิบัติพระธรรม

แต่พระสงฆ์ ไม่ใช่เจ้าของพระธรรม

พระสงฆ์ไม่ได้เป็นผู้สร้างความจริงของโลก
ไม่ได้เป็นผู้สร้างกฎแห่งกรรม
ไม่ได้เป็นผู้สร้างความดีและความชั่ว
ไม่ได้เป็นผู้สร้างความเกิด แก่ เจ็บ ตาย

พระธรรม คือคำสอนที่ชี้ให้มนุษย์เห็นความจริงของชีวิตและธรรมชาติ

ความโลภทำให้เกิดความทุกข์
ความโกรธทำให้เกิดความทุกข์
ความหลงทำให้เกิดความทุกข์
การเบียดเบียนทำให้เกิดความเดือดร้อน
การมีสติ มีเมตตา มีศีลธรรม ย่อมนำไปสู่ความสงบและความดี

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้กลายเป็นเท็จ เพียงเพราะพระรูปหนึ่งประพฤติผิด

ถ้าคนหนึ่งโกหก
ความจริงไม่ได้หายไปจากโลก

ถ้าคนหนึ่งทำชั่ว
ความดีก็ไม่ได้สูญพันธุ์

ถ้าพระรูปหนึ่งทุศีล
พระธรรมก็ไม่ได้ทุศีลตามพระรูปนั้น

คนอาจทำลายความน่าเชื่อถือของตนเองได้ แต่ไม่มีใครสามารถทำลายสัจธรรมด้วยการประพฤติผิดของตนเพียงคนเดียว

นี่คือสิ่งที่ชาวพุทธควรพิจารณาให้ลึกซึ้ง


อย่าให้ความผิดของคนอื่น ขโมยความดีออกไปจากชีวิตของเรา

ลองคิดดู…

คนคนหนึ่งขับรถประมาทจนเกิดอุบัติเหตุ
เราจะประกาศหรือไม่ว่า “รถยนต์ทุกคันไม่มีประโยชน์”?

หมอคนหนึ่งรักษาคนไข้ผิดพลาด
เราจะประกาศหรือไม่ว่า “การแพทย์ไม่มีคุณค่า”?

ครูคนหนึ่งประพฤติไม่ดี
เราจะประกาศหรือไม่ว่า “การศึกษาไม่มีความหมาย”?

นักการเมืองคนหนึ่งทุจริต
เราจะประกาศหรือไม่ว่า “ความซื่อสัตย์ไม่มีอยู่จริง”?

ถ้าเราไม่ใช้ความผิดของบุคคลหนึ่งไปตัดสินสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด

เหตุใดเราจึงนำความผิดของพระบางรูป ไปตัดสินว่าพระธรรมทั้งหมดย่อมเสื่อมสลาย?

นี่ไม่ใช่การใช้ปัญญา แต่มันคือการปล่อยให้อารมณ์พาเราตัดสินความจริง

แน่นอนว่า พระทุศีลต้องถูกตรวจสอบ
ต้องถูกตำหนิเมื่อสมควร
ต้องเข้าสู่กระบวนการตามพระธรรมวินัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ผู้เสียหายต้องได้รับความเป็นธรรม
การปกปิดความผิดหรือช่วยเหลือผู้กระทำผิด ไม่ใช่การปกป้องพระพุทธศาสนา

แต่การจัดการกับผู้กระทำผิด เป็นเรื่องหนึ่ง

การทำลายศรัทธาในพระธรรมทั้งหมด เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เราต้องไม่เอาสองเรื่องนี้มาปะปนกัน


ศาสนาไม่ได้เสื่อม เพียงเพราะคนบางคนไม่รักษาศาสนา

ขอให้พิจารณาอย่างลึกซึ้ง…

ถ้าวันหนึ่งพระสงฆ์ทั้งประเทศประพฤติผิดศีลธรรม
พระธรรมจะหายไปหรือไม่?

ถ้าวันหนึ่งพระสงฆ์ทั้งโลกไม่มีใครปฏิบัติดี
ความดีจะหายไปจากโลกหรือไม่?

ถ้าวันหนึ่งไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่
ความจริงของธรรมชาติจะสูญหายไปหรือไม่?

มนุษย์ยังคงเกิด
ยังคงแก่
ยังคงเจ็บ
ยังคงตาย

ความโลภยังนำไปสู่ความทุกข์
ความโกรธยังนำไปสู่ความทุกข์
การเบียดเบียนยังสร้างความเดือดร้อน
ความเมตตายังสร้างความเกื้อกูล

ธรรมชาติไม่เคยหยุดทำงาน เพียงเพราะมนุษย์หยุดปฏิบัติธรรม

พระพุทธศาสนาไม่ได้เป็นผู้สร้างความเกิดแก่เจ็บตาย
พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนที่ชี้ให้เราเห็นความจริงเหล่านั้น และสอนวิธีดำเนินชีวิตเพื่อเข้าใจและคลายทุกข์

ผู้ปฏิบัติอาจผิดพลาด
ผู้สอนอาจผิดพลาด
ผู้เผยแผ่อาจผิดพลาด

แต่ความจริงที่ถูกค้นพบและคำสอนที่ถูกต้อง ไม่ได้ผิดพลาดตามทุกคนที่อ้างตนเป็นผู้สอน

นี่คือความแตกต่างระหว่าง

“ผู้ถือธรรม” กับ “ตัวธรรม”


อย่าคล้อยตามสื่อ จนลืมใช้สติปัญญาของตนเอง

ในยุคที่ข่าวสารวิ่งเร็วกว่าเหตุผล
ภาพหนึ่งภาพสามารถทำให้คนโกรธทั้งประเทศ
คลิปหนึ่งคลิปสามารถทำให้คนหมดศรัทธา
ข้อความหนึ่งข้อความสามารถทำให้คนเกลียดชังทั้งศาสนา

เราจึงต้องถามตัวเองว่า…

เรากำลังเห็นความจริงทั้งหมดหรือไม่?

เรากำลังตัดสินจากข้อเท็จจริง หรือจากอารมณ์?

เรากำลังวิพากษ์วิจารณ์ผู้กระทำผิด หรือกำลังเหมารวมทำลายคนทั้งกลุ่ม?

เรากำลังใช้ปัญญา หรือกำลังถูกความโกรธชักนำ?

สื่อมีสิทธิ์นำเสนอข่าว
ประชาชนมีสิทธิ์ตรวจสอบ
สังคมมีสิทธิ์เรียกร้องความถูกต้อง

แต่ไม่มีใครควรใช้ข่าวของพระบางรูป เป็นเครื่องมือทำให้ผู้คนเกลียดชังพระธรรมทั้งหมด

การเปิดโปงความผิด ไม่ใช่การทำลายศาสนา

แต่การใช้ความผิดของบุคคลหนึ่ง เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อศาสนาทั้งศาสนา นั่นคือการพาสังคมออกจากความจริง

ชาวพุทธต้องไม่หลับตาปกป้องความผิด

แต่ก็ต้องไม่หลับตาทำลายความดี

ต้องกล้ายอมรับความจริงทั้งสองด้าน

พระทุศีลมีอยู่จริง
และพระผู้ปฏิบัติดีก็มีอยู่จริง

คนทำชั่วมีอยู่จริง
และคนทำดีก็มีอยู่จริง

ข่าวร้ายมีอยู่จริง
แต่ความดีของผู้คนอีกมากมายก็ยังคงมีอยู่จริง

อย่าให้เสียงดังที่สุดในสื่อ กลายเป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียวในใจเรา


อย่าให้พระรูปหนึ่ง ทำให้เราหยุดเป็นคนดี

นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด

ไม่ใช่เพียงว่าพระรูปหนึ่งทำผิด

แต่คือเมื่อคนคนหนึ่งทำผิด แล้วเรากลับเอาความผิดนั้นมาเป็นเหตุผลในการทำร้ายตัวเอง

“ไม่เข้าวัดแล้ว”

“ไม่ทำบุญแล้ว”

“ไม่ปฏิบัติธรรมแล้ว”

“ไม่ต้องรักษาศีลแล้ว”

“ศาสนาไม่มีความหมาย”

ขอถามว่า…

พระรูปนั้นทำผิด แล้วเหตุใดเราจึงต้องหยุดทำความดี?

พระรูปนั้นขาดศีล แล้วเหตุใดเราจึงต้องขาดศีลตาม?

พระรูปนั้นไม่ปฏิบัติธรรม แล้วเหตุใดเราจึงต้องเลิกปฏิบัติธรรม?

อย่าให้ความผิดของคนอื่น กลายเป็นข้ออ้างให้เราละทิ้งความดีของตนเอง

ถ้าเราทำบุญ เพราะหวังให้พระรูปหนึ่งเป็นคนดี
เมื่อพระรูปนั้นผิดหวัง เราจึงเลิกทำบุญ

แต่ถ้าเราทำความดี เพราะเข้าใจคุณค่าของความดี
ไม่ว่าใครจะทำผิด เราก็ยังคงทำความดีต่อไป

นี่คือศรัทธาที่มีปัญญา

ไม่ใช่ศรัทธาที่ฝากชีวิตไว้กับบุคคลเพียงคนเดียว


พระธรรมไม่เคยเรียกร้องให้เราเชื่อโดยไม่พิจารณา

พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราปิดหูปิดตา

ไม่ได้สอนให้เราเชื่อทุกอย่างเพียงเพราะผู้พูดนุ่งห่มผ้าเหลือง

ไม่ได้สอนให้เรายอมรับความผิดเพียงเพราะผู้กระทำเป็นพระ

และไม่ได้สอนให้เราเกลียดศาสนา เพียงเพราะมีผู้ประพฤติผิด

พระธรรมสอนให้เราใช้ปัญญา

พิจารณาเหตุและผล
พิจารณาความจริง
พิจารณาการกระทำ
พิจารณาผลของการกระทำ

พระสงฆ์ที่ดี ควรเป็นผู้ดำรงพระธรรม

พระสงฆ์ที่ทุศีล ควรได้รับการตรวจสอบ

ประชาชนควรมีสิทธิ์ตั้งคำถาม

และทุกคนควรมีหน้าที่รักษาความจริง

ศรัทธาที่แท้จริง ไม่ใช่การปกป้องคนผิดทุกกรณี

แต่คือการยืนอยู่ข้างความถูกต้อง แม้ความผิดนั้นจะเกิดขึ้นกับคนที่เรานับถือ

ถ้าพระทำผิด เราต้องกล้าพูดว่าผิด
ถ้าพระทำดี เราต้องกล้าพูดว่าดี
ถ้าข่าวเป็นจริง เราต้องยอมรับ
ถ้าข่าวยังไม่ชัดเจน เราต้องไม่รีบตัดสิน

นี่คือความยุติธรรม
นี่คือสติ
นี่คือปัญญาของชาวพุทธ


สุดท้าย…ขอให้เราแยกให้ออก

พระทุศีล คือความผิดของบุคคล

พระธรรม คือคำสอนแห่งความจริง

พระพุทธศาสนา คือหนทางแห่งการศึกษาและปฏิบัติเพื่อความเข้าใจในทุกข์และการพ้นทุกข์

สามสิ่งนี้ไม่ควรถูกเหมารวมจนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

ถ้าพระบางรูปทำผิด
เราต้องแก้ไขความผิด

ถ้าระบบมีปัญหา
เราต้องตรวจสอบและปรับปรุง

ถ้าสังคมมีความเข้าใจผิด
เราต้องใช้ปัญญาอธิบาย

แต่ถ้าเรานำความผิดของบุคคลหนึ่ง ไปตัดสินว่าความดีไม่มีอยู่จริง

นั่นไม่ใช่การรักษาพระศาสนา
และไม่ใช่การทำลายพระศาสนาอย่างมีปัญญา

มันคือการที่เราอาจกำลังทำร้ายความดีในใจของตนเอง

อย่าให้พระทุศีล ทำให้เราทุศีลตาม

อย่าให้คนทำชั่ว ทำให้เราเลิกทำดี

อย่าให้ข่าวร้าย ทำให้เราหมดศรัทธาในความจริง

อย่าให้ความผิดของมนุษย์ ทำให้เราปฏิเสธธรรมชาติของสัจธรรม

เพราะแม้วันหนึ่งผู้คนจะล้มเหลว
แม้วันหนึ่งสังคมจะสับสน
แม้วันหนึ่งศรัทธาจะสั่นคลอน

ความจริงก็ยังเป็นความจริง

ความดีก็ยังเป็นความดี

ความชั่วก็ยังเป็นความชั่ว

เหตุและผลของการกระทำยังคงมีความหมาย

และความจริงของชีวิต…

ยังคงรอให้มนุษย์ผู้มีสติปัญญา กลับมาเรียนรู้และปฏิบัติด้วยตนเอง


ฝากไว้ให้คิด

เราไม่จำเป็นต้องศรัทธาในพระทุกรูป

แต่เราควรพิจารณาว่า พระธรรมข้อใดเป็นความจริงและนำไปสู่ความพ้นทุกข์

เราไม่จำเป็นต้องปกป้องพระที่ทำผิด

แต่เราก็ไม่ควรทำลายความดี เพียงเพราะคนบางคนไม่รักษาความดี

เราไม่จำเป็นต้องหลับตาเชื่อ

แต่เราก็ไม่ควรหลับตาเกลียด

จงใช้สติปัญญาแยกแยะ

เพราะผู้ที่มีปัญญา ย่อมไม่เอาความผิดของคนหนึ่งคน ไปตัดสินความจริงของทั้งโลก

พระทุศีล…เป็นเรื่องของพระทุศีล

พระธรรม…เป็นเรื่องของพระธรรม

อย่าเอาสองสิ่งนี้มาปะปนกัน จนทำให้ชีวิตของเราสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงความดีและความจริง

จงรักษาสติ รักษาปัญญา และรักษาความดีในใจของตนเอง


แสดงโดย

ธรรมจารย์

โพธิสุทธิ์ อัครอนันตชิน

วัดกวงหมิงซัน

เมืองไทเป ประเทศไต้หวัน

ใส่ความเห็น