Blog

เด็ก ม.ปลาย ปวส. ทำหนังจริง กับค่ายผลิตภาพยนตร์สั้นฟรี ไม่มีกั๊ก โดยนิเทศหอการค้า

#ฟรีจ้า 🎬 เด็กฟิล์ม ม.ปลาย ปวส. ฟังทางนี้! มาปล่อยของ ทำหนังจริง เก็บผลงานลง Port ให้กรรมการว้าวกันเถอะ! 💥#ฟรี!!!
#ค่ายผลิตภาพยนตร์สั้น “My Real Story, My Shield” เปลี่ยนเรื่องเล่าและประสบการณ์จริงรอบตัว ให้กลายเป็นภาพยนตร์สั้นสุดคูลที่จะเป็นเกราะป้องกันยาเสพติด!
5 วันฟรี ไม่มีกั๊ก โดย คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
สนับสนุนงบประมาณสุดปังจาก กองทุน ป.ป.ส. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ( ปป.ส.)✨

🔥 #เข้าค่ายนี้แล้วได้อะไรบ้าง? บอกเลยว่าคุ้ม!

  • Day 1: Scriptwriting Level Up! เวิร์กช็อปเปลี่ยน Real Story ให้เป็นบทหนังสุดเข้มข้น ดึงอารมณ์คนดูให้อยู่หมัด
  • Day 2: มหกรรมจับอุปกรณ์จริง! เวียนครบ 5 ฐาน จัดเต็มทั้ง กล้องโปร, เทคนิคจัดแสงอารมณ์, ไมค์บูม/บันทึกเสียง, Pre-pro และตัดต่อ
  • Day 3: Action! ลงกองถ่ายจริง สวมบทผู้กำกับ ตากล้อง ทีมงาน ลุยถ่ายทำโลเคชันจริงทั่วมหาวิทยาลัย
  • Day 4: ห้องตัดต่อเดือด ใส่สี ใส่เสียง เอฟเฟกต์ ซับไตเติล เกลาผลงานออกมาให้เนียนตาระดับมืออาชีพ
  • Day 5: Premiere Day & รับเกียรติบัตร ฉายผลงานบนจอใหญ่ รับฟังคอมเมนต์จากกูรูตัวจริง พร้อมรับ ใบประกาศ และ ไฟล์หนังเต็มเรื่อง กลับไปใส่ Portfolio ยื่นเข้ามหาลัยแบบตัวตึง! 🏆

📌 #ใครสมัครได้บ้าง?

  • น้อง ๆ มัธยมศึกษา (ม.3 – ม.6) และระดับ ปวช. – ปวส. ทั่วประเทศ
  • รับจำกัดแค่ 50 คนเท่านั้น! (ดูแลประกบใกล้ชิดฟีลครอบครัวโดยอาจารย์และพี่เลี้ยงรุ่นพี่นิเทศฯ สุด cool!)

📝 #เตรียมของให้พร้อมแล้วกดส่งเลย!

  1. ข้อมูลติดต่อส่วนตัว + ข้อมูลอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้ปกครอง
  2. ภาพถ่ายบัตรนักเรียน (หรือแคปหน้าจอบนเว็บโรงเรียน)
  3. เรื่องย่อหนังสั้นเกี่ยวกับมุมมอง/ประสบการณ์ยาเสพติดและการป้องกัน (300–500 คำ)

🔗 #สมัครเลยที่: [https://forms.gle/wPodXi8wiTRUbY6W7]
📅 เดดไลน์ปิดรับสมัคร: เที่ยงคืนของวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 69 (จะติดต่อกลับผู้ได้รับคัดเลือก ภายในวันที่ 27 กันยายน 2569)

☎️ #สงสัยตรงไหน ทักมาคุยกับ อ.อรได้ที่ เบอร์โทร 0809002526/ ID Line oradolgmail

#เด็ก69เด็ก70 #DEK70 #เด็ก70 #DEK70ทำพอร์ต #PortfolioDEK70 #ยื่นพอร์ตมหาลัย

นายกนครหัวหิน ชูมวยไทย ดัน Sports Tourism ดึงนักท่องเที่ยวสู่หัวหิน


“นายกนครหัวหิน เปิด HOOF MUAYTHAI HUA-HIN ชูมวยไทย ดัน Sports Tourism ดึงนักท่องเที่ยวสู่หัวหิน”

เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 นาย นพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นายชีพ สุกสี ประธานสภาเทศบาล และคณะสมาชิกสภาเทศบาลนครหัวหิน เดินทางไปร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดกิจการ HOOF MUAYTHAI HUA-HIN อย่างเป็นทางการ

นายกเทศมนตรีนครหัวหิน กล่าวว่า

“การเปิดค่ายมวยแห่งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการสร้างพื้นที่สำหรับออกกำลังกายและฝึกฝนศิลปะการป้องกันตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมและอนุรักษ์กีฬาแห่งชาติอย่าง ‘มวยไทย’ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย”
“นอกจากนี้ ยังสอดรับกับนโยบายของเมืองในการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่รักสุขภาพให้เดินทางมาเยือนเมืองหัวหิน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชนบ้านเราอีกทางหนึ่งครับ”

ทั้งนี้ การเปิด HOOF MUAYTHAI HUA-HIN จึงนับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีส่วนช่วยยกระดับศักยภาพของหัวหินในด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา พร้อมส่งเสริมการออกกำลังกาย อนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปะมวยไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ตลอดจนสร้างโอกาสในการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่

หัวหินไม่ได้เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวริมทะเล แต่ยังสามารถเป็นจุดหมายปลายทางของผู้ที่รักกีฬา สุขภาพ และศิลปะมวยไทยจากทั่วโลกได้อีกด้วย

รายงานข่าวโดย
น.ส.สุภักดิ์ดี คงบุตร (กิ๊ก)
Miss PR มหานครข่าว 2019

เครดิตภาพ : ภาพถ่ายจากเฟสบุ๊คของท่าน นพพร วุฒิกุล

“Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” ตอกย้ำความสำเร็จระดับโลกเตรียมเข้าฉายในบราซิล

แอนิเมชันไทย “Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” ตอกย้ำความสำเร็จระดับโลก
เตรียมเข้าฉายในบราซิล ขยายตลาดลาตินอเมริกา
“Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” ภาพยนตร์แอนิเมชันฝีมือคนไทย เดินหน้าสร้างความสำเร็จบนเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง หลังได้รับการยอมรับและคว้ารางวัลจากหลากหลายเวที พร้อมนำความสนุกและเรื่องราวการผจญภัยไปสู่สายตาผู้ชมแล้วกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ตอกย้ำความสำเร็จของภาพยนตร์แอนิเมชันไทยที่สามารถก้าวสู่ตลาดสากลและเข้าถึงผู้ชมในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก
จากการเปิดตัวในประเทศไทย สู่การเดินทางไปยังตลาดต่างประเทศ “Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” ได้ขยายการฉายอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาค ทั้งเอเชีย ยุโรป และตลาดต่างประเทศ โดยล่าสุดภาพยนตร์ได้เข้าฉายใน ประเทศสเปนเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายฐานผู้ชมในตลาดยุโรป
และความสำเร็จยังคงเดินหน้าต่อไป เมื่อ “Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” เตรียมเปิดประตูสู่ตลาด ลาตินอเมริกา โดยมีกำหนดเข้าฉายใน ประเทศบราซิล วันที่ 24 กันยายนนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของภาพยนตร์ในการเดินทางสู่ผู้ชมกลุ่มใหม่ และขยายการรับรู้ในตลาดภาพยนตร์ระดับนานาชาติ
“Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” ยังคงเดินหน้าบนเส้นทางระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมพาผลงานแอนิเมชันจากประเทศไทยไปพบกับผู้ชมในตลาดใหม่ ๆ และสร้างโอกาสให้คอนเทนต์ไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้นบนเวทีโลก
คอหนังแอนิเมชันยังสามารถชมภาพยนตร์ “Out of the Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” ได้ที่ Netflix และสามารถติดตามอัปเดตกิจกรรมความเคลื่อนไหว หรือคอนเท้นต์คุณภาพอื่นๆ จาก “ที แอนด์ บี มีเดีย โกลบอล” ได้ที่: https://www.facebook.com/OutOfTheNestOfficialTH / https://www.facebook.com/TandBKids /

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือมูลนิธิฯ/สมาคมจีนช่วยผู้ประสบภัยชุมชนรุ่งมณีพัฒนา

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือมูลนิธิฯ/สมาคมจีนต่างๆ ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยต่อเนื่อง ลงพื้นที่มอบเงินสดพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยบริเวณชุมชนรุ่งมณีพัฒนา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ รวมมูลค่ากว่า 1.8 แสนบาท
.
วันนี้ (วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายชูเดช เตชะไพบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการ พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิ นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัยและแผนกบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่มอบเงินสดพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนภายในชุมชนรุ่งมณีพัฒนา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ (เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ) มีผู้ประสบภัยที่เข้ารับความช่วยเหลือในวันนี้ จำนวน 17 ครอบครัว รวม 39 คน มูลนิธิฯ มอบเงินสด คนละ 3,500 บาท เป็นเงิน 136,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว จำนวน 12 ชุด ชุดละ 2,500 บาท เป็นเงิน 30,000 บาท มอบเครื่องอุปโภคบริโภครายบุคคล จำนวน 5 ชุด ชุดละ 1,500 บาท เป็นเงิน 7,500 บาท รวมคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 174,000 บาท และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม เป็นเงิน 7,800 บาท รวมงบประมาณการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับมูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี ให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 181,800 บาท (หนึ่งแสนแปดหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยบาทถ้วน) โดยมี นางสาวอรุณี อินถนอม ผู้อำนวยการเขตวังทองหลาง พร้อมด้วย อาสาฯ ศิลปิน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อาทิ นายภัทรพล ฐิติภวัตสกุล ,นายกวิน ชาตะวนิช, นายสุขสันต์ วันสว่าง นางสาวเบญญาภา จันใจ รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานราชการต่างๆ ร่วมลงพื้นที่มอบ ณ วิทยาลัยพณิชยการอินทราชัย เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ
.
ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
.
ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกรวมถึงพิกัดมูลนิธิฯ ได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418
.

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ศ.ดร.สามารถ จับโจรลงพื้นที่ติดตามการใช้ประโยชน์ AI FARM

ศ.ดร.สามารถ จับโจรลงพื้นที่ติดตามการใช้ประโยชน์ AI FARM กับกลุ่มเกษตรกรโคขุนต้นน้ำในการพัฒนาสูตรอาหารโคขุนต้นทุนต่ำด้วย Machine Learning สู่เกษตรกร

(วันนี้11 กันยายน 2569) ณ ศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจชุมชน บ้านโคกพลวง หมู่ 11 ตำบลหินโคน อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา
ศาสตราจารย์ ดร.สามารถ จับโจร ผู้ทรงคุณวุฒิมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สายสุนีย์ จับโจร ผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และคณะ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้ากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนต้นน้ำ บ้านโคกพลวง หมู่ 11 กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนต้นน้ำบ้านหนองเต็ง ต.คลองเมือง จ.นครราชสีมา เพื่อติดตามความคืบหน้าการนำเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะ (AI FARM) ไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการฟาร์มจริง การลงพื้นที่ครั้งนี้ มุ่งติดตามผลการนำระบบ AI FARM ไปประยุกต์ใช้ พร้อมรับฟังข้อมูล ปัญหา และความต้องการของเกษตรกรจากการใช้งานในพื้นที่จริง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการพัฒนาและปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับบริบทการเลี้ยงโคขุนของเกษตรกร และสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ได้รับเกียรติจาก นายชูศักดิ์ ชุนเกาะ อดีตรองผู้ว่าจังหวัดนครราชสีมา นายวินัย วงด่านเจริญ หัวหน้ากลุ่มยุทธ์และสารสนเทศการปศุสัตว์ นายวชิรพล สุกรภาค ปศุสัตว์อำเภอโชคชัย สัตวแพทย์หญิงจุฑามาศ ปศุสัตว์อำเภอเฉลิมพระเกียรติ นายสรคุบป์ สินธวานิช เกษตรอำเภอ นายณัชทิวัตถ์คอนงูเหลือม ปศุสัตว์อำเภอจักราช นายสุบงกช สิงห์ดี ประมงอำเภอ นายกฤษฎา โพธิ์ภัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองขาม นายอดิศักดิ์ เพชรภักดี รองนายกอบต.หนองขามนายนพเดช ทิศกระโทก รองนายกอบต.หนองขาม นายณรงค์ จันทร์ขุน ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองขาม

นอกจากนี้ทางศาสตราจารย์ ดร.สามารถ จับโจร ผู้ทรงคุณวุฒิมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สายสุนีย์ จับโจร ผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมายังได้เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่มเติมให้กับกลุ่มเกษตรกรฯในด้าน “การพัฒนาระบบแนะนำสูตรอาหารโคขุนต้นทุนต่ำโดยใช้ Machine Learning” ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสนับสนุนการเลือกสูตรอาหารและวัตถุดิบที่เหมาะสมกับโคขุน โดยคำนึงถึง ความต้องการทางโภชนาการ ปริมาณอาหาร ต้นทุนวัตถุดิบ และบริบทของพื้นที่

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจด้านการจัดการอาหารได้อย่างเป็นระบบ เลือกใช้วัตถุดิบในพื้นที่อย่างเหมาะสม ลดภาระต้นทุนด้านอาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของการเลี้ยงโคขุน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการฟาร์มในระยะยาว

การลงพื้นที่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่าง นักวิจัย นักพัฒนาระบบ และเกษตรกรผู้ใช้งานจริง เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีไม่ได้สิ้นสุดเพียงในระดับงานวิจัย แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงการนำ “งานวิจัย + เทคโนโลยี + นวัตกรรม” สู่การใช้ประโยชน์จริงในชุมชน เชื่อมโยงองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนต้นน้ำ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการฟาร์ม ลดต้นทุนการผลิต และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สร้างความสุขความประทับใจให้กับกลุ่มเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายได้อย่างคึกคักและอบอุ่น

#AIFARM #MachineLearning #สูตรอาหารโคขุนต้นทุนต่ำ
#SmartFarm #โคขุนต้นน้ำ #เกษตรอัจฉริยะ #เทคโนโลยีเพื่อการเกษตร
#งานวิจัยเพื่อชุมชน #งานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์
#สำนักคอมพิวเตอร์ #มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา #NRRU

adot° เปิดพื้นที่แห่งที่สอง ณ Happitat โซน Festie Town


adot° เปิดพื้นที่แห่งที่สอง ณ Happitat โซน Festie Town
adot° แพลตฟอร์มศิลปะและทรัพย์สินทางปัญญาแบบ phygital เปิดพื้นที่แห่งที่สองแล้ว ณ Happitat โซน Festie Town โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ บางนา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ประกอบด้วยสามห้องที่เชื่อมถึงกัน ได้แก่ ห้อง 3213, 3214 และ 3312 นำเสนอสี่คอลเลกชันใหม่จากศิลปินไทย พร้อมพื้นที่จัดแสดง พื้นที่ร้านค้า และห้องประสบการณ์ ที่ผู้ชมมีส่วนร่วมกับผลงานได้จริง ทั้งนี้ adot° ดำเนินการโดยบริษัท VUCA Digital (วูคา ดิจิตอล) ในเครือ DreamCrafter Group (ดรีมคราฟเตอร์ กรุ๊ป) ซึ่งมี ดร.ณัฐวัฒน์ (แตน) อริยวรารมย์ และคุณทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง
พื้นที่แห่งใหม่นี้ออกแบบให้เป็นพื้นที่ของคนทุกวัย โดยนำผลงานของศิลปินสามรุ่นมาอยู่ร่วมกันในที่เดียว ตั้งแต่
ศิลปินวัยสิบขวบ ไปจนถึงประติมากรอาวุโสวัยเจ็ดสิบกว่าปี
สี่คอลเลกชันใหม่ที่จัดแสดงเฉพาะที่ Happitat
TinTin & TiTo คู่ศิลปินพี่น้องชาวไทย ตินติน (14 ปี) และติโต้ (10 ปี) นำเสนอสองคอลเลกชัน ได้แก่ Seven Habitats ภาพวาดลายเส้นขาวดำ 8 ชิ้น ที่ได้แรงบันดาลใจจากสารคดีธรรมชาติ Our Planet และ Once & Still Wild ที่รวมสิ่งมีชีวิตจากคนละช่วงเวลาของโลกมาไว้ด้วยกัน ตั้งแต่สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปนานแล้ว จนถึงสัตว์ที่ยังอยู่ร่วมกับเราในวันนี้ โดยผลงานชุดสัตว์มาพร้อมเทคโนโลยี AR และงาน 3D เมื่อผู้ชมส่องผ่านอุปกรณ์ สัตว์ในภาพลายเส้นจะเคลื่อนไหวขึ้นมา
เปรม บัวชุม ศิลปินสิ่งทอร่วมสมัยและนักออกแบบชาวไทย ผู้นำเศษวัสดุจากอุตสาหกรรมสิ่งทอมาสร้างสรรค์ใหม่ ด้วยการปัก ทอ เย็บมือ และคอลลาจผ้า ภายใต้แนวคิดหลักเรื่อง “การเกิดใหม่” จัดแสดงสองคอลเลกชัน ได้แก่ A Symphony of Wind, Water, and Bloom ที่เส้นใยจะสั่นไหวเมื่อแสงและลมเคลื่อนผ่าน ทำให้ผลงานถูกมองเห็นต่างกันในแต่ละครั้ง และ The Flowers in Full Radiance ทุ่งดอกไม้ในจินตนาการ ที่ประกอบขึ้นจากวัสดุเหลือใช้เช่นเดียวกัน
นิทรรศการ Tree of Life โดยศิลปินแห่งชาติ พีระพงษ์ ดวงแก้ว จัดแสดงถึงวันที่ 13 กันยายน 2569
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ประกาศยกย่อง อาจารย์พีระพงษ์ ดวงแก้ว เป็นศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2568 สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ซึ่งเป็นหนึ่งใน 12 ศิลปิน ที่ได้รับการยกย่องในปีนี้ โดยนิทรรศการพิเศษ Tree of Life ผลงานประติมากรรมไม้จากชุด Biodiversity ของอาจารย์พีระพงษ์ ซึ่ง adot° รับหน้าที่ดูแลการจัดแสดง ณ โซน Whimsical Market ห้อง 2304 เปิดให้เข้าชมที่ Happitat ถึงวันที่ 13 กันยายน 2569 ผลงานชุดนี้แกะสลักจากไม้ด้วยเทคนิคงานช่างแบบดั้งเดิม เป็นต้นไม้ในจินตนาการที่ผสมผสานลักษณะของทั้งพืชและสัตว์ สะท้อนความห่วงใยของศิลปินต่อการตัดไม้ทำลายป่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยว และมลภาวะ
adot° Creator Talk · A Story Behind “Tree of Life” · วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2569
อาจารย์พีระพงษ์ ดวงแก้ว จะร่วมสนทนากับคุณประธาน ธีระธาดา ณ Luminus Theater โซน Festie Town ในวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 13.00 – 14.00 น. ภายใต้โปรแกรม adot° Creator Talk โดยผู้สนใจสามารถฟังบทสนทนาและชมผลงานจริงได้ในการเดินทางครั้งเดียว
ร่วมเทศกาลหนังสือ Once Upon A Book · 4 – 13 กันยายน 2569
ระหว่างวันที่ 4 – 13 กันยายน 2569 Happitat จัดเทศกาลหนังสือ Once Upon A Book ณ ชั้น 2 โซน Festie Town โดย adot° ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล ด้วยหนังสือจาก art4d และเวิร์กช็อปภายในร้าน ผู้เข้าร่วมที่ทำภารกิจภายในงาน สามารถร่วมกิจกรรม DIY โปสการ์ด ที่ตกแต่งด้วยดอกไม้ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ จากคอลเลกชันของ คุณเปรม บัวชุม โดยมีจำนวนจำกัดในแต่ละวัน และดอกไม้ที่ใช้มีที่มาจากวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เช่นเดียวกับวัสดุของผลงานที่จัดแสดงอยู่ในพื้นที่ ผู้ร่วมกิจกรรมจึงได้เห็นกระบวนการ “การเกิดใหม่” ของวัสดุด้วยมือของตนเอง

คุณพรรณธร ลออรรถวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง adot° กล่าวว่า “เทศกาลหนังสือเป็นจังหวะที่ตรงกับสิ่งที่เราทำมาก เพราะผลงานหลายชิ้นของศิลปินของเราเริ่มต้นจากการอ่าน
น้องตินติน กับ น้องติโต้ ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือและสารคดี ก่อนจะเปลี่ยนสิ่งที่อ่านให้กลายเป็นภาพวาด เราจึงอยากให้ผู้ที่เดินเข้ามาชม ได้ลองทำแบบเดียวกัน คือเริ่มจากเรื่องราวและกลับบ้านไปพร้อมกับชิ้นงาน
ที่มีเรื่องราวติดตัวไปด้วย”
พันธมิตรแบรนด์และการสะสมผลงาน
พื้นที่ของ adot° ที่ Happitat ออกแบบให้ผู้ชมได้เห็นว่าศิลปะอยู่ร่วมกับชีวิตประจำวันได้อย่างไร ผ่านความร่วมมือกับแบรนด์พันธมิตร ได้แก่ Samsung พันธมิตรด้านเทคโนโลยี ที่จัดแสดงผลงานศิลปะดิจิทัล
บน The Frame พร้อมด้วย Music Frame และ Music Studio, Mobella เฟอร์นิเจอร์ดีไซเนอร์, Rolife ของเล่นและโมเดลประกอบเอง, art4d หนังสือด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบและศิลปะ และ One More Thing แบรนด์สิ่งทอดีไซน์สัญชาติไทย ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถสะสมผลงานได้ในสามรูปแบบ ทั้ง phygital edition ที่จับคู่ผลงานต้นฉบับเข้ากับบันทึกรับรองที่ตรวจสอบได้, digital edition ที่เผยแพร่บน adot.maison นอกจากนี้ยังมีของสะสมพิเศษที่จัดทำขึ้นในจำนวนจำกัด
เกี่ยวกับ adot°
adot° คือแพลตฟอร์มศิลปะและทรัพย์สินทางปัญญาแบบ phygital ที่ผลงานกายภาพและดิจิทัลอยู่ร่วมกัน ผลงานแต่ละชิ้นเชื่อมโยงกับบันทึกรับรองที่ตรวจสอบได้ ทำให้ที่มาและประวัติของผลงานติดตามไปกับชิ้นงานทุกที่ พื้นที่ของ adot° จึงเป็น IP studio หรือสตูดิโอทรัพย์สินทางปัญญา ที่ทำงานกับผลงานตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยมีหัวใจสำคัญคือประสบการณ์การได้สะสมผลงานตัวจริง และระบบเศรษฐกิจที่สนับสนุนศิลปินและชุมชน
Your Art. Your Ownership. Your Community. ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ adot.maison
ปัจจุบัน adot° เปิดให้เข้าชมสองแห่ง ได้แก่ Cloud 11 สุขุมวิท ชั้น 2 ห้อง 221 และ 229 และ Happitat โซน Festie Town ห้อง 3213, 3214 และ 3312 โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ บางนา
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและขอภาพประกอบความละเอียดสูง
คุณพรรณธร ลออรรถวุฒิ (แก้ว) · บริษัท วูคา ดิจิตอล จำกัด
pannathorn_lo@vucadigital.co · info@vucadigital.co · 094-654-4159

                                                                  

ลองมองโลกใบนี้สักครั้งหนึ่งโดยไม่เอา “เรา” เข้าไปเกี่ยวข้อง

ความคิดปรุงแต่ง

ผู้สร้างโลกทั้งใบของเรา

ลองมองโลกใบนี้สักครั้งหนึ่ง
โดยไม่เอา “เรา” เข้าไปเกี่ยวข้อง

ลองนึกภาพว่า
เราเดินทางไปต่างประเทศ

เราเห็นภูเขา
เห็นแม่น้ำ
เห็นฝนตก
เห็นฟ้าร้อง
เห็นผู้คนเดินไปมา
เห็นบ้านเมือง
เห็นรถยนต์
เห็นร้านค้า
เห็นคนกำลังทำงาน
เห็นคนกำลังหัวเราะ
เห็นคนกำลังร้องไห้

ทุกอย่างกำลังดำเนินไปของมัน

ฝนไม่ได้ตกเพราะเรา
ฟ้าไม่ได้ร้องเพราะเรา
แม่น้ำไม่ได้ไหลเพื่อเรา
ผู้คนเหล่านั้นไม่ได้เกิดมาเพื่อเรา

เขามีชีวิตของเขา
มีเหตุปัจจัยของเขา
มีความคิดของเขา
มีครอบครัวของเขา
มีความทุกข์ของเขา
และกำลังดำเนินชีวิตไปตามเหตุและปัจจัยของธรรมชาติ

เราเป็นเพียง “ผู้เห็น”

เห็นแล้วก็ผ่านไป

ถ้าเราไม่เข้าไปปรุงแต่ง
สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเพียงสิ่งที่กำลังเป็นไป

แต่ทันทีที่เราเอา “ความคิด” ของเราเข้าไป

ทุกอย่างก็เปลี่ยนทันที

ฝนตก…

คนหนึ่งคิดว่า
“โรแมนติกจัง”

อีกคนคิดว่า
“เซ็ง รถติดแน่เลย”

คนหนึ่งเห็นบ้านหลังหนึ่งแล้วคิดว่า
“สวย อยากมี”

อีกคนเห็นแล้วคิดว่า
“ทำไมชีวิตเราไม่มีแบบเขา”

คนหนึ่งเห็นรถหรูแล้วคิดว่า
“สักวันฉันต้องมีให้ได้”

อีกคนเห็นแล้วคิดว่า
“คนรวยก็มีแต่คนอวด”

สิ่งเดียวกัน…

แต่คนละความคิด

และเมื่อความคิดเกิด
อารมณ์ก็เกิด

เมื่ออารมณ์เกิด
ความชอบก็เกิด
ความไม่ชอบก็เกิด

ความอยากก็เกิด
ความกลัวก็เกิด
ความอิจฉาก็เกิด
ความโกรธก็เกิด
ความหลงก็เกิด

จากนั้นเราก็เริ่ม “เอาสิ่งนั้นเข้ามาเป็นเรื่องของเรา”

ทั้งที่เดิมที…

มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลย


ลองมองสังคมในปัจจุบัน

เราเปิดโทรศัพท์ขึ้นมา

เห็นคนอายุเท่ากัน
ไปเที่ยวต่างประเทศ

เห็นเพื่อนมีบ้าน

เห็นเพื่อนมีรถ

เห็นคนแต่งงาน

เห็นคนมีลูก

เห็นคนประสบความสำเร็จ

เห็นคนมีเงิน

เห็นคนมีธุรกิจ

เห็นคนมีผู้ติดตามเป็นล้าน

เราไม่ได้ทุกข์เพราะสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์

แต่เราทุกข์เพราะ “ความคิดของเรา”
ที่เกิดขึ้นหลังจากเห็นสิ่งเหล่านั้น

“ทำไมเราไม่มี?”

“ทำไมชีวิตเรายังไม่ดีเท่าเขา?”

“เราต้องมีบ้าง”

“เราต้องประสบความสำเร็จ”

“เราต้องมีเงิน”

“เราต้องมีบ้าน”

“เราต้องมีรถ”

“เราต้องมีแฟน”

“เราต้องแต่งงาน”

“เราต้องมีลูก”

“เราต้องมีบริษัท”

“เราต้องมีชื่อเสียง”

คำว่า “ต้อง”
เริ่มเกิดขึ้นในใจ

แล้วชีวิตทั้งชีวิตก็เริ่มวิ่งตามคำว่า “ต้อง”


เราเรียนหนังสือ…

เพราะคิดว่า
เรียนแล้วจะได้งาน

ทำงาน…

เพราะคิดว่า
ทำงานแล้วจะได้เงิน

หาเงิน…

เพราะคิดว่า
มีเงินแล้วจะมีความสุข

ซื้อบ้าน…

เพราะคิดว่า
มีบ้านแล้วชีวิตจะมั่นคง

ซื้อรถ…

เพราะคิดว่า
มีรถแล้วชีวิตจะสะดวก

มีแฟน…

เพราะคิดว่า
มีคนรักแล้วเราจะไม่เหงา

แต่งงาน…

เพราะคิดว่า
ครอบครัวจะทำให้เราสมบูรณ์

มีลูก…

เพราะคิดว่า
ชีวิตจะมีความหมาย

สร้างธุรกิจ…

เพราะคิดว่า
ถ้าประสบความสำเร็จ เราจะมีคุณค่า

สร้างชื่อเสียง…

เพราะคิดว่า
ถ้าคนยอมรับ เราจะมีความสุข

แล้วเราก็วิ่ง…

วิ่งทั้งชีวิต

จากความอยากหนึ่ง
ไปสู่อีกความอยากหนึ่ง

ได้สิ่งนี้แล้ว
ก็อยากได้สิ่งใหม่

มีบ้านแล้ว
ก็อยากได้บ้านใหญ่ขึ้น

มีรถแล้ว
ก็อยากได้รถที่ดีขึ้น

มีเงินแล้ว
ก็อยากมีมากขึ้น

มีชื่อเสียงแล้ว
ก็กลัวเสียชื่อเสียง

มีความรักแล้ว
ก็กลัวเขาไม่รัก

มีครอบครัวแล้ว
ก็กลัวครอบครัวแตก

มีลูกแล้ว
ก็กลัวลูกไม่เป็นอย่างที่หวัง

มีธุรกิจแล้ว
ก็กลัวธุรกิจล้ม

มีทุกอย่างมากขึ้น…

แต่ความกลัวก็เพิ่มขึ้นด้วย


นี่คือจุดที่เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า

ตกลงแล้วเราเป็นทุกข์เพราะโลกจริง ๆ
หรือเราเป็นทุกข์เพราะ “ความคิดของเราเกี่ยวกับโลก”?

โลกก็ยังเป็นโลก

ฝนก็ยังตก

คนก็ยังเกิด

คนก็ยังแก่

คนก็ยังเจ็บ

คนก็ยังตาย

สิ่งของก็ยังเสื่อม

ความสัมพันธ์ก็ยังเปลี่ยน

เงินก็ยังขึ้นลง

ธุรกิจก็ยังเกิดและดับ

ไม่มีอะไรผิดธรรมชาติเลย

แต่ใจของเรา…

เข้าไปบอกว่า

“ฉันไม่เอาแบบนี้”

“ฉันต้องการแบบนั้น”

“ฉันชอบคนนี้”

“ฉันไม่ชอบคนนั้น”

“ฉันอยากได้สิ่งนี้”

“ฉันกลัวจะเสียสิ่งนั้น”

แล้วเราก็เอาทุกอย่างมาเป็น “เรื่องของเรา”


นี่แหละ…

ความคิดปรุงแต่ง

มันเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ

เห็น…

แล้วคิด

คิด…

แล้วรู้สึก

รู้สึก…

แล้วชอบหรือไม่ชอบ

ชอบ…

ก็อยากได้

ไม่ชอบ…

ก็อยากหนี

อยากได้…

ก็แสวงหา

อยากหนี…

ก็ต่อสู้

จากนั้นจึงเกิดการกระทำ

จากการกระทำ
จึงเกิดผล

และผลที่เกิดขึ้น
ก็กลับมาสร้างความคิดใหม่

กลายเป็นวงจร

เห็น → คิด → รู้สึก → อยาก → ยึด → ทำ → ได้ผล → คิดใหม่ → อยากใหม่

แล้วชีวิตก็หมุนอยู่ในวงจรนี้

วันแล้ววันเล่า

ปีแล้วปีเล่า

บางคนหมุนอยู่จนหมดชีวิต


ลองถามตัวเองดู

ถ้าวันนั้นเราไม่ได้เห็นโพสต์นั้น…

เราจะอิจฉาไหม?

ถ้าวันนั้นเราไม่ได้เจอคนนั้น…

เราจะหลงรักไหม?

ถ้าวันนั้นเราไม่ได้เห็นรถคันนั้น…

เราจะอยากซื้อไหม?

ถ้าวันนั้นเราไม่ได้เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น…

เราจะรู้สึกว่าตัวเองด้อยไหม?

ถ้าเราไม่คิดว่า
“ชีวิตฉันต้องเป็นแบบนั้น”

เราจะต้องดิ้นรนขนาดนั้นไหม?

หลายครั้ง…

สิ่งที่เราเรียกว่า “ชีวิตของเรา”

อาจเป็นเพียงชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นจาก
ความคิดและอารมณ์ของเราเอง


แล้วลองมองให้ลึกลงไปอีก

ครอบครัวเกิดจากอะไร?

ความรักเกิดจากอะไร?

การแต่งงานเกิดจากอะไร?

บ้านเกิดจากอะไร?

รถเกิดจากอะไร?

ธุรกิจเกิดจากอะไร?

บริษัทเกิดจากอะไร?

ตำแหน่งเกิดจากอะไร?

ชื่อเสียงเกิดจากอะไร?

ทรัพย์สินเกิดจากอะไร?

แม้กระทั่งการมีลูก
การมีหลาน
การสร้างวงศ์ตระกูล
การสร้างอนาคต

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ก่อนที่จะมีสิ่งเหล่านี้ในโลกภายนอก

มันต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นในโลกภายในก่อน

นั่นคือ…

ความคิด

และตามมาด้วย…

ความรู้สึก

และตามมาด้วย…

ความอยาก

จากความอยาก
จึงเกิดการกระทำ

จากการกระทำ
จึงเกิดสิ่งต่าง ๆ ที่เราเรียกว่า “ชีวิต”

ดังนั้นโลกที่เราใช้ชีวิตอยู่
ส่วนหนึ่งจึงเป็นโลกที่ถูกสร้างขึ้นจากความคิดของเราเอง


แต่มีคำถามสำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้

เมื่อเราสร้างทุกอย่างขึ้นมาแล้ว…

วันหนึ่งเราต้องทิ้งทุกอย่างไว้

บ้าน…

รถ…

เงิน…

บริษัท…

ตำแหน่ง…

ชื่อเสียง…

ความสัมพันธ์…

ร่างกาย…

สุดท้ายแม้แต่ชื่อของเราเอง
ก็อาจไม่มีใครพูดถึงอีกต่อไป

สิ่งที่เราใช้เวลาทั้งชีวิตสร้าง
สุดท้ายก็อยู่ต่อโดยไม่มีเรา

เราไม่ได้เอาบ้านไปด้วย

เราไม่ได้เอารถไปด้วย

เราไม่ได้เอาเงินไปด้วย

เราไม่ได้เอาบริษัทไปด้วย

เราไม่ได้เอาตำแหน่งไปด้วย

เราไม่ได้เอาชื่อเสียงไปด้วย

และสุดท้าย…

เราไม่ได้เอาร่างกายนี้ไปด้วย


ถ้าอย่างนั้น…

สิ่งที่เราวิ่งไล่ทั้งชีวิตคืออะไร?

เราเหนื่อยเพื่ออะไร?

เราแข่งขันเพื่ออะไร?

เราโกรธเพื่ออะไร?

เราเกลียดเพื่ออะไร?

เราอิจฉาเพื่ออะไร?

เราทะเลาะกันเพื่ออะไร?

เราแบกเรื่องของคนอื่นไว้ในใจเพื่ออะไร?

เราเอาความสุขของเราไปผูกไว้กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เพื่ออะไร?

บางที…

เราไม่ได้ทุกข์เพราะโลก

เราอาจกำลังทุกข์เพราะ
สิ่งที่ใจของเราไปสร้างขึ้นเกี่ยวกับโลก


เพราะฉะนั้น…

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า

“ทำอย่างไรจึงจะได้ทุกอย่างที่อยากได้?”

แต่อาจต้องถามกลับว่า

“ทำอย่างไรเราจึงไม่ต้องอยากทุกอย่าง?”

ไม่ได้หมายความว่า
เราต้องหนีโลก

ไม่ได้หมายความว่า
ห้ามมีบ้าน

ห้ามมีรถ

ห้ามมีครอบครัว

ห้ามทำงาน

ห้ามทำธุรกิจ

ห้ามมีความรัก

ไม่ใช่เช่นนั้น

เรายังใช้ชีวิตได้

ยังทำงานได้

ยังรักคนได้

ยังสร้างครอบครัวได้

ยังสร้างธุรกิจได้

แต่สิ่งสำคัญคือ…

อย่าให้สิ่งที่เราสร้าง กลับมาสร้างเรา

อย่าให้บ้านกลายเป็นเจ้าของใจเรา

อย่าให้เงินกลายเป็นเจ้าของใจเรา

อย่าให้ความรักกลายเป็นเจ้าของใจเรา

อย่าให้ชื่อเสียงกลายเป็นเจ้าของใจเรา

อย่าให้ความสำเร็จกลายเป็นเจ้าของใจเรา

และอย่าให้ความคิดของเรา
กลายเป็นเจ้านายของเรา


เพราะถ้าเรามองเห็นว่า

“นี่คือความคิด”

“นี่คืออารมณ์”

“นี่คือความอยาก”

“นี่คือความไม่พอใจ”

“นี่คือความกลัว”

แล้วเราไม่จำเป็นต้องวิ่งตามมันทุกครั้ง…

วงจรจะเริ่มหยุด

เมื่อไม่วิ่งตามความอยาก
การกระทำบางอย่างก็ไม่เกิด

เมื่อการกระทำไม่เกิด
ผลบางอย่างก็ไม่เกิด

เมื่อไม่สร้างเหตุใหม่
วงจรบางอย่างก็จบลง

และเมื่อใจไม่ต้องเอาทุกสิ่งมาเป็น “ของฉัน”

ความเบาก็เกิดขึ้น

ความสงบก็เกิดขึ้น


สุดท้าย…

ปัญหาในชีวิตไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด

แต่เกิดจาก ใจของเราเข้าไปปรุงแต่งต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร

โลกอาจยังมีฝน
ยังมีแดด
ยังมีความรัก
ยังมีการพลัดพราก
ยังมีคนเกิด
ยังมีคนตาย
ยังมีความสำเร็จ
ยังมีความล้มเหลว

ธรรมชาติก็ยังดำเนินไปตามเหตุและปัจจัยของมัน

แต่ถ้าเราไม่เข้าไปยึดว่า

“นี่คือฉัน”

“นี่คือของฉัน”

“ฉันต้องได้”

“ฉันต้องมี”

“ฉันต้องเป็น”

“ฉันต้องรักษาไว้”

ใจจะเริ่มเป็นอิสระ

และบางที…

ประตูทางออกของชีวิต
ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลย

มันอยู่ตรงจุดที่เราเห็นความคิดของตัวเอง
แล้วไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกความคิด

เห็นอารมณ์ของตัวเอง
แล้วไม่จำเป็นต้องเดินตามทุกอารมณ์

เห็นความอยากของตัวเอง
แล้วไม่จำเป็นต้องทำตามทุกความอยาก

เพราะทันทีที่เราไม่ถูกความคิดลากไป…

เราก็เริ่มหยุดการสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาบนความทุกข์

และเมื่อการปรุงแต่งดับลง…

สิ่งที่เหลืออยู่

อาจไม่ใช่ “ชีวิตที่ได้ทุกอย่าง”

แต่อาจเป็น…

ชีวิตที่ไม่ต้องแบกทุกอย่างอีกต่อไป

นี่ต่างหาก…

อาจเป็นความหมายของคำว่า

“พ้นทุกข์”

ไผ่เงิน ส.สิงหราชนคร หวดแข้งซ้ายเข้ากกหู กิ่งศักดิ์น้อย ศักดิ์นรินทร์

ไผ่เงิน ส.สิงหราชนคร กระโดดหวดแข้งซ้ายเข้ากกหู กิ่งศักดิ์น้อย ศักดิ์นรินทร์ จนเข่าอ่อน หลังจากตกเป็นsองสุดกู่ในยกสุดท้าย ก่อนสร้างปาฏิหาริย์ด้วยการหวดแข้งเข้ากรามส่งกิ่งศักดิ์น้อย ร่วงลงไปให้กรรมการนับ 8 ครบยกไผ่เงินชนะคะแนนพลิกล็อค คู่เอก”ศึกเพชรตะวันออก” พฤหัสฯที่ 29 ก.ย.2531 เวทีราชดำเนิน

ผู้แทนเนติบัณฑิตยสภา ชี้แก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ต้องเด็ดขาด

ผู้แทนเนติบัณฑิตยสภา ชี้ การแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ต้องมีการประสานงาน ทุกภาคส่วนของรัฐ และต้องแก้ไขกฎหมาย อาญาให้สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อ ความเด็ดขาดของกฎหมาย

ที่อาคารรัฐสภาสายวันที่ 11 กันยายน นาย โสภณ ซารัมย์ประธานรัฐสภา และ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธาน เปิดการสัมมนาเรื่อง”การยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของประเทศไทยตามมาตรฐาน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา”ให้ นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ร่วมกับองค์กรต่อต้าน คอรัปชั่น(ประเทศไทย) โดยผู้จัดงานได้เชิญนายกเนติบัณฑิตยสภา หรือผู้แทนเข้าร่วมประชุม ในการนี้ว่าที่ร.ต.ดร.ถวัลย์ รุยาพรเลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา ได้มอบหมายให้ อาจารย์เชษฐ์สุขสมเกษม อนุกรรมการบริหารสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ไปร่วมสัมมนาโดยมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย กว่า 250 คนเข้าร่วมงาน
ในงานนายโสภณ ได้ปาฐกถาเรื่อง บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ oecd แล้วมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างคณะกรรมาธิการองค์การและปราบปรามการทุจริตและ องค์กร ต่อต้านคอร์รัปชั่น( ประเทศไทย)ด้วย

อาจารย์เชษฐ์ สุขสมเกษม อนุกรรมการบริหาร สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายหรือ สชน .เนติบัณฑิตยสภา และอาจารย์ผู้บรรยายกฎหมายในหลายสถาบัน เผยว่า ในโอกาสที่รัฐสภา ได้แสดงบทบาท และยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชั่น กับองค์กรในระดับนานาชาติ นับเป็น นิมิตรหมายที่ดี ที่เราจะเห็นความร่วมมือ ของทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ หากระบบการปราบปรามคอร์รัปชั่นของเรามีประสิทธิภาพต่างชาติ ก็จะมั่นใจเข้ามาลงทุนค้าขายด้วย ส่งผลที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งในเวทีนี้ได้การมี เปิดสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายอาญา ให้มีการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ โดยส่วนตัวแล้วตนเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบันควรจะมีการแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้อง กับบริบท ของการต่อต้านการให้สินบน เช่น มาตรา 148 มาตรา 149 เรื่อง การที่เจ้าพนักงานผู้มีตำแหน่งหน้าที่ใช้อำนาจในหน้าที่โดยมิชอบแกล้งจับกับจับแล้วปล่อยกับมาตรา 201 การให้สินบนเจ้าพนักงานตุลาการพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวน ความผิดเหล่านี้เป็นบทเฉพาะจะไม่มีตัวการผู้ใช้ผู้สนับสนุนอีก ดังนั้นถ้าใครเป็นผู้ใช้ผู้สนับสนุน ให้สินบน ก็จะไปผิดมาตรา 143 มาตรา 114 เป็นต้น แต่ จะไม่มีใครผิดเป็นผู้สนับสนุนหรือเป็นผู้ใช้ ให้รับสินบนหรือให้สินบน ตามมาตรา 148 149 ได้เลย

ดังนั้นตนเห็นว่าเพื่อเป็นการแก้ไขข้อขัดข้อง เพื่อให้สอดคล้อง กับแนวคิด การป้องกันและปราบปราม การคอรัปชั่นอย่างเป็นระบบดังนั้นผู้ใดก็ตามเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดในบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นตัวการหรือผู้ใช้ผู้สนับสนุน ก็จะต้องได้รับโทษ ฐานเป็นตัวการตามป.อาญามาตรา 83 เป็นผู้ใช้ตามมาตรา 84 หรือเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 ของกฎหมายอาญา ทุกรายโดยไม่มีการยกเว้น

“นอกจากนี้ผู้ประสานงานผู้ล็อบบี้ยีสต์นายหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ถือว่าน่าจะต้องเป็นตัวการ เพราะมีการร่วมคิด ร่วมแรงร่วมใจและแบ่งหน้าที่กันทำ ตามมาตรา 83 ของกฎหมายอาญา ดังนั้นหากเรามีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตราเหล่านี้ โดยเฉพาะตัวการหรือผู้ใช้ที่เป็นนิติบุคคล ที่อยู่เบื้องหลังการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน ก็จะต้องมีโทษปรับอย่างรุนแรง แม้นิติบุคคลจะติดคุกไม่ได้ ส่วนตัวผู้แทนนิติบุคคล กล่าวคือควรมีการลงโทษนิติบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการให้สินบนอย่างรุนแรง รวมทั้งอาจจะต้องมีมาตรการ ปรับผู้ให้สินบนและลิปทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริตและประพฤติมิชอบให้ตกเป็นของแผ่นดินอย่างเข้มงวดอีกด้วย.

โรงเรียนวัดท่าไชย(ประชานุกุล)มอบใบประกาศนักเรียนจบหลักสูตรต่อต้านการใช้ยาเสพติดประเทศไทย


สภ.สองพี่น้อง วันที่ 9 ก.ย.69
เวลา 14.00 น.
ภายใต้การอำนวยการ ของ
พ.ต.อ.วรภพ จำปาเงิน ผกก.สภ.สองพี่น้อง มอบหมายให้
ร.ต.อ.ชุมพล โพธิ์ลาดพร้าว รอง สวป.(ชส.)สภ.สองพี่น้อง
ด.ต.ธนัท วรานนท์วนิช ผบ.หมู่ ป.สภ.สองพี่น้อง (ครูตำรวจแดร์)
ร่วมกับ นาง รสสุคนธ์ วัฒนรุกข์ ผอ.โรงเรียนวัดท่าไชย(ประชานุกุล)
นายชัยยุทธ อริกุล กำนันต.หัวโพธิ์ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี
ร่วมแสดงความยินดี พร้อมมอบใบประกาศนียบัตรให้แก่เด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จบหลักสูตรโครงการการศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้ยาเสพติดในเด็กนักเรียน(D.A.R.E.ประเทศไทย) ณ ห้องโสตศึกษาโรงเรียนวัดท่าไชย(ประชานุกุล)