Blog

ตำรวจแดร์ สภ.สองพี่น้อง มอบใบประกาศนียบัตรให้แก่เด็กนักเรียน โรงเรียนวัดใหม่เพชรรัตน์


สภ.สองพี่น้อง วันที่ 14 ก.ย.69
เวลา 08.00 น.
ภายใต้การอำนวยการ ของ
พ.ต.อ.วรภพ จำปาเงิน ผกก.สภ.สองพี่น้อง
พ.ต.ท.วิสัญ เรืองฤทธิ์ รอง ผกก.ป.สภ.สองพี่น้อง
พ.ต.ท.นาวิน กันพิพิช สวป.สภ.สองพี่น้อง
มอบหมายให้ ร.ต.อ.ชุมพล โพธิ์ลาดพร้าว รอง สวป.(ชส.)สภ.สองพี่น้อง
พร้อม ชุดครูตำรวจแดร์สภ.สองพี่น้อง
ร่วมกับ นางสาว วันเพ็ญ คุ้มโต ผอ.โรงเรียนวัดใหม่เพชรรัตน์ พร้อมคณะครูโรงเรียนวัดใหม่เพชรรัตน์
ร่วมแสดงความยินดี พร้อมมอบใบประกาศนียบัตรให้แก่เด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จบหลักสูตรโครงการการศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้ยาเสพติดในเด็กนักเรียน(D.A.R.E.ประเทศไทย) ณ ลานหน้าธงชาติ โรงเรียนวัดใหม่เพชรรัตน์

ปราจีนบุรี อดีตสัปเหร่ออยากได้ขาเทียม

วันที่ 15 กย.69 ผู้สื่อขาวได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าที่บ้านทับลานหมู่ที่ 1 ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี พบอดีตสัปเหร่อขาขาดใช้ชีวิตเพียงลำพังมาขออาศัยอยู่กับคนรู้จักที่สนิทกัน ให้ที่พักอาศัยอยู่ร่วมชายคา ตามอัตภาพตามมีตามเกิด การเดินเหินไม่ปกติหลังจากแพทย์ทำการตัดขาข้างขวาออกเนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือดเพื่อรักษาชีวิตไว้เมื่อหลายปีก่อน ใช้วอคเกอร์หัดเดินที่ทางการให้มา ทราบชื่อคือนายอภินนท์ พิมพ์ประเสริฐ อายุ 67 ปีอยู่บ้านเลขที่ 64 หมู่ 1 ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี

นายอภินนท์ กล่าวว่า ตนเองเป็นแผลติดเชื้อที่ขาขวากระทั่งเมื่อก่อนปีใหม่ที่ผ่านมาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งเนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือด แพทย์วินิจฉัยว่าจะต้องทำการตัดขาด้านขวาออกเพื่อรักษาชีวิตไว้ หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็กลายเป็นคนพิการขาปัจจุบันอาศัยอยู่กับนางปัทมาวัน อรุณ เพื่อนบ้านที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ตนเป็นสัปเหร่อประจำหมู่บ้านแห่งนี้มาหลายสิบปี หลังจากนั้นภรรยาเสียชีวิตลงแล้วก็ป่วยจนกระทั่งตัดขาทิ้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จะไปไหนมาไหนไม่ถนัดบางครั้งจะต้องนั่งทัดไปกับพื้นอยากได้ขาเทียม หากมีผู้ใจบุญและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

นางปัทมาวรรณ อรุณ กล่าวว่า ตนเองและครอบครัวอาศัยอยู่ที่บ้านทั้งหมด 7 คนไม่ลำบากใจก็เห็นกันมาตลอดคือแบบความลำบากกันก็ถามแกว่าอยากอยู่นี่ไหม ถ้าไม่ลำบากใจก็อยู่ได้คือทางเราให้อยู่อยู่แล้วเราไม่ใช่ญาติกันแต่ว่าสงสารเคยเห็นกันมาคือแกเห็นคำนี้มาตั้งแต่เด็กไงก็สงสารแกก็เลยให้อยู่ที่นี่แกก็ไม่มีพี่น้อง

นายชำนาญ จิตยสมาน
ผู้ใหญ่บ้านและอสม.เข้ามาช่วยเหลือดูแลบ้างในบางครั้ง วันนี้ได้มาเยี่ยมให้กำลังใจลูกบ้านขอบคุณท่านนายอำเภอท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนายกอบต.ที่จะส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือนายอภินันท์

นางสุภาพร อรุณ กล่าวว่า ตนเองในฐานะอสม.มีความใกล้ชิดกับคุณลุงคือดูแลแกตั้งแต่ยังไม่ตัดขากระทั่งตัดขา ดูแลกันมาสักระยะหนึ่งก็เลยขออนุญาตแกค่ะถ่ายลงคลิปพอดีมีนักข่าวติดต่อมา เพื่อจะมาดูความเป็นอยู่ของแกต้องขอขอบคุณพี่ปัทมาวรรณนะคะที่ให้ที่อยู่ที่อาศัยทำกับข้าวให้กินดูแลเป็นอย่างดีค่ะ

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ประสานไปยังนายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี โดยขออนุญาตท่านรองผู้ว่าได้พูดคุยสอบถามเรื่องราวของนายอภินนท์กับนางสุภาพร โดยรองผู้ว่าฯได้สั่งการให้ส่วนที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เข้ามาช่วยเหลือโดยเร่งด่วนแล้ว

ทองสุข สิงห์พิมพ์/ปราจีนบุรี

ทอดกฐินสามัคคี วัดป่าดินแซะ นครราชสีมา

ขอเชิญร่วมทําบุญงานทอดกฐินสามัคคี
ณ.ชื่อวัดป่าดินแซะ จ. นครราชสีมา
วันที่14
เดือนพฤศจิกายน พ.ศ 2569
เบอร์ ท่านเจ้าอาวาสค่ะ 0619281551
ติดต่อได้ที่พระอาจารย์ทินกร ประเสริฐ

เบอร์ ท่านเจ้าอาวาส 0619281551
รายงานข่าวโดยแมวเหมียว เขี้ยวเพชร

พระพุทธประทานพร พุทธอนุสรณ์แห่งความศรัทธารำลึก

“พระพุทธประทานพร พุทธอนุสรณ์แห่งความศรัทธารำลึก”

วันนี้(14กันยายน2569)ศาสตราจารย์.ดร.สามารถ จับโจรผู้ทรงคุณวุฒิด้านประติมากรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมากล่าวว่าตนได้ดำเนินการออกแบบและจัดทำองค์พระบูชาต้นแบบ (Prototype)”พระพุทธประทานพร”เสร็จเรียบร้อยแล้วองค์พระ บูชาองค์ต้นแบบนี้จัดทำขึ้นด้วยดินน้ำมันเกรดพิเศษ มีขนาดความสูงขององค์พระ 80 เซ็นติเมตร

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดทำองค์พระต้นแบบครั้งนี้ เพื่อมอบให้กับอัยการชาญวิทย์ ไพรเขียว อัยการจังหวัดกันทรลักษ์เพื่อเป็นองค์ต้นแบบในการดำเนินการจัดสร้างเป็นพุทธานุสรณ์ถาวรวัตถุให้กับสำนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์และพุทธศาสนิกชนได้สักการะบูชาต่อไป

ซึ่งรูปแบบและความงามขององค์พระ”พุทธประทานพร”ใช้หลักการออกแบบที่เน้นความคลาสสิคเรียบง่ายแต่งดงามลงตัว สอดแทรกความเป็น”พุทธปฏิมา”แบบสุโขทัยผสมกับความร่วมสมัยในปัจจุบัน แสดงความเฉียบคมอ่อนช้อย งดงามด้วยเส้นเป็นตัวกำหนด ริ้วจีวรบางเบาแหนบชิดติดพระวรกาย มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะไม่เทอะทะและพะรุงพะรังมากไปจนเกินงาม พระพักตร์แย้มพระสรวญเล็กน้อยพระเนตรก้มต่ำ องค์พระประดิษฐานบนฐานชุกชีสี่ชั้นประดับด้วยบัวคว่ำบัวหงายรายรอบฐาน”ชุกชี”รูปทรงสามเหลี่ยมโค้งมนเรียงช้อนลดหลั่นกันลงมา องค์พระนั่งขัดสมาธิเพชรบนซุ้ม”มณฑป” ด้านหลังขององค์พระประดับด้วยซุ้มเรือนแก้วแผ่รัศมีและพุทธานุภาพแห่งความวิจิตรงดงามตระการตาด้วยพฤกษาพันธุ์อันบริบูรณ์ หงายฝ่าพระบาททั้งสองข้างพระหัตถ์ข้างหนึ่งหงายบนพระเพลาพระหัตถ์อีกข้างยกตั้งและแบฝ่าพระหัตถ์ยื่นไปข้างหน้า ตามคติความเชื่อสำหรับพุทธศาสนิกชน “พระพุทธพระประทานพร”นิยมมีไว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลเสริมส่งบารมี ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีความมั่งคั่งร่ำรวยรุ่งเรื่องในชีวิต

ศาสตราจารย์ ดร.สามารถ จับโจร ผู้ทรงวุฒิด้านประติมากรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับการออกแบบและจัดทำองค์พระ”พุทธประทานพร”ในครั้งนี้จนแล้วเสร็จ เผยเป็นความตั้งใจจริงที่อยาก”สร้างในสิ่งที่อยากทำ”องค์พระมีความเป็นพุทธศิลป์ร่วมสมัยที่ผสมผสานความงามตามหลักการออกแบบ”พุทธปฏิมา”ได้อย่างงดงามลงตัวเป็นอนุสรณ์ศรัทธารำลึกถึงองค์คุณ”พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า”ให้กับพุทธศาสนิกชนได้สักการะบูชาสืบไป

กิ่งกาชาดอำเภอลี้ เยี่ยมผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้ยากใร้

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. นายประเชิญ สมองดี นายอำเภอลี้/ประธานที่ปรึกษากิ่งกาชาดอำเภอลี้ นางพรภินันทน์ สมองดี นายกกิ่งกาชาดอำเภอลี้ พร้อมด้วย คณะกรรมการ/สมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอลี้ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน อสม. ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้ยากใร้ และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม และเป็นตัวแทนเหล่ากาชาดจังหวัดลำพูนมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค ผ้าห่ม ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ให้กับผู้เดือดร้อน ในเขตอำเภอลี้ จำนวน 5 ราย มีเขตพื้นที่เทศบาลตำบลลี้ 2 ราย ตำบลป่าไผ่1 ราย ตำบลแม่ตืน 2 ราย พร้อมมอบเงินช่วยเหลือรายละ 2000 บาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระในการดำรงชีพเบื้องต้นต่อไป
.
ในการนี้ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน อสม. ที่ร่วมลงเยี่ยมในครั้งนี้

ชาตรี จันทร์ตา รัตนาพร ทรัพย์สิริภากรณ์ รอบวันทันข่าว ไทยแลนด์อัพเดท ลำพูน รายงาน

ในวันที่ชีวิตหมดแรง…เราจะก้าวเดินต่อไปได้อย่างไร?

ในวันที่ชีวิตหมดแรง…

เราจะก้าวเดินต่อไปได้อย่างไร?

ธรรมะร่วมสมัยสำหรับคนที่กำลังแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า


บางวัน…

เราไม่ได้อยากตาย
เราแค่ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร

ไม่ได้อยากหนีใคร
แต่เราไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร

ไม่ได้อยากอยู่คนเดียว
แต่ไม่รู้จะอธิบายความเหนื่อยล้าในใจให้ใครเข้าใจ

บางวันเราตื่นขึ้นมา
แต่ไม่อยากลุกจากที่นอน

ไม่อยากกินข้าว
ไม่อยากออกไปไหน
ไม่อยากรับโทรศัพท์
ไม่อยากพูดคุยกับใคร
อยากอยู่เงียบๆคนเดียว

แม้แต่สิ่งที่เคยทำให้เรามีความสุข
วันนี้กลับไม่มีแรงจะทำ

นั่งอยู่เฉย ๆ
แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย

เรื่องเงิน
เรื่องหนี้สิน
เรื่องรายได้
เรื่องงาน
เรื่องอาชีพ
เรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ
เรื่องค่าเช่าบ้าน
เรื่องลูก
เรื่องสามี ภรรยา
เรื่องการเรียน
เรื่องคดีความ
เรื่องเงินทุน
เรื่องอนาคต

ปัญหาทุกอย่างเหมือนเดินเข้ามาพร้อมกัน

จนบางครั้ง…

เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า
ปัญหาไหนควรแก้ก่อน

รู้แต่ว่าเหนื่อย

เหนื่อยจนคิดอะไรไม่ออก
เหนื่อยจนไม่อยากรับรู้อะไรอีก
เหนื่อยจนอยากปิดโทรศัพท์
ปิดประตูห้อง
แล้วอยู่เงียบ ๆ คนเดียว

เพราะโลกข้างนอก
เรียกร้องให้เราต้องเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา

แต่ไม่มีใครถามเลยว่า…

วันนี้เรายังไหวอยู่หรือเปล่า?


เมื่อชีวิตกลายเป็นภาระที่ต้องแบกทุกวัน

คนยุคนี้จำนวนมากไม่ได้เหนื่อยเพราะไม่ขยัน

แต่เหนื่อยเพราะขยันแล้ว
รายได้ก็ยังไม่พอ

ทำงานทั้งวัน
เงินเดือนออกมา
ยังไม่ทันได้ใช้

ก็ต้องจ่ายค่าบ้าน
ค่ารถ
ค่าบัตรเครดิต
ค่าหนี้สิน
ค่าเทอมลูก
ค่าน้ำ
ค่าไฟ
ค่าอาหาร
ค่าเดินทาง

เงินที่หามาทั้งเดือน
บางครั้งหายไปภายในไม่กี่วัน

แล้วเราก็ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่

ตื่นเช้าไปทำงาน
เพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้

หาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่าย
เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อ

บางคนตกงาน

บางคนธุรกิจปิดตัว

บางคนลงทุนแล้วขาดทุน

บางคนทำงานมาทั้งชีวิต
แต่วันหนึ่งกลับไม่มีเงินเหลือ

บางคนต้องขายรถ
ขายบ้าน
ย้ายออกจากที่อยู่

บางคนต้องจากลูก
จากสามี
จากภรรยา
เพื่อไปทำงานต่างจังหวัด
หรือต่างประเทศ

บางคนต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่
ในวันที่อายุไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว

และบางคน…

ยังมีงานทำ
แต่หัวใจกลับหมดแรง
จนไม่รู้ว่าตัวเองจะทนต่อไปได้อีกนานแค่ไหน

นี่คือชีวิตของคนจำนวนมากในสังคมปัจจุบัน

ไม่ใช่ทุกคนที่มีเงินสำรอง
ไม่ใช่ทุกคนที่มีครอบครัวคอยช่วยเหลือ
ไม่ใช่ทุกคนที่มีบ้านให้กลับไปพักใจ

บางคนมีเพียงตัวเอง
กับความหวังเล็ก ๆ ว่า

พรุ่งนี้…
ขอให้มันดีกว่าวันนี้ก็พอ


แต่ลองหยุดสักครู่…

ในวันที่เรารู้สึกว่า
ชีวิตกำลังพังลงทุกด้าน

ในวันที่เรารู้สึกว่า
ไม่มีทางออก

ในวันที่เราคิดว่า
ทุกอย่างที่สร้างมาทั้งชีวิตกำลังจะสูญเสียไป

จงหยุดสักครู่

ไม่ใช่เพื่อหนีปัญหา

แต่เพื่อกลับมามองชีวิต
ด้วยสติและปัญญา

พระพุทธศาสนาสอนเราเรื่องหนึ่งว่า…

สิ่งทั้งหลายทั้งปวง
ล้วนไม่เที่ยง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป

สิ่งที่เราเคยมี
ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีมันตลอดไป

สิ่งที่เราเคยรัก
ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้อยู่กับมันตลอดชีวิต

สิ่งที่เราเคยครอบครอง
ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นของเราตลอดกาล

บ้านที่เราอยู่
รถที่เราขับ
เงินที่เราหามา
ทรัพย์สมบัติที่เราสะสม
ชื่อเสียงที่เราสร้าง
ตำแหน่งที่เราได้รับ
เสื้อผ้าที่เราสวมใส่
เฟอร์นิเจอร์ที่เราซื้อมา
เครื่องประดับที่เราภาคภูมิใจ

รวมถึง…

ลูก
สามี
ภรรยา
พ่อแม่
คนที่เรารัก

วันหนึ่ง…

ทุกสิ่งล้วนต้องเปลี่ยนแปลง

และในที่สุด
เราทุกคนก็ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก


แล้วสิ่งเหล่านี้เป็นของเราอย่างแท้จริงหรือ?

ลองถามตัวเองอย่างสงบ…

บ้านหลังนี้
เป็นของเราตลอดไปจริงหรือ?

รถคันนี้
เป็นของเราตลอดไปจริงหรือ?

เงินจำนวนนี้
จะอยู่กับเราตลอดไปจริงหรือ?

คนที่เรารัก
จะอยู่กับเราตลอดไปจริงหรือ?

แม้แต่ร่างกายนี้
ที่เราดูแลมาตลอดชีวิต

เราสั่งให้มันไม่แก่ได้หรือ?

เราสั่งให้มันไม่เจ็บได้หรือ?

เราสั่งให้มันไม่ตายได้หรือ?

คำตอบคือ…

เราไม่สามารถบังคับให้สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามใจเราได้ทั้งหมด

นี่ไม่ใช่คำสอนให้เราไม่รักครอบครัว

ไม่ใช่คำสอนให้เราไม่ทำงาน

ไม่ใช่คำสอนให้เราไม่หาเงิน

ไม่ใช่คำสอนให้เราปล่อยชีวิตให้พัง

แต่เป็นคำสอนให้เราเข้าใจความจริงว่า…

เราสามารถดูแลสิ่งต่าง ๆ ได้
แต่เราไม่สามารถครอบครองความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดไป

เราอาจมีบ้าน
แต่บ้านก็มีวันเปลี่ยนมือ

เราอาจมีรถ
แต่รถก็มีวันเสื่อมสภาพ

เราอาจมีเงิน
แต่เงินก็มีวันหมด

เราอาจมีครอบครัว
แต่วันหนึ่งก็ต้องมีการพลัดพราก

เราอาจมีชีวิต
แต่ชีวิตก็มีวันสิ้นสุด

เมื่อเราเข้าใจความจริงนี้
เราจะเริ่มรู้จักคำว่า “ปล่อยวาง”


ปล่อยวาง…ไม่ได้แปลว่าไม่รับผิดชอบ

นี่คือสิ่งที่คนจำนวนมากเข้าใจผิด

บางคนคิดว่า
ถ้าปล่อยวางแล้ว
ก็ไม่ต้องทำอะไร

ไม่ต้องหาเงิน
ไม่ต้องแก้หนี้
ไม่ต้องทำงาน
ไม่ต้องดูแลลูก
ไม่ต้องรับผิดชอบชีวิต

แต่การปล่อยวางในทางธรรมะ
ไม่ใช่การทอดทิ้งหน้าที่

ปล่อยวาง คือทำหน้าที่อย่างเต็มที่
แต่ไม่เอาผลลัพธ์ทั้งหมดมาเป็นตัวตัดสินคุณค่าของชีวิต

เรายังต้องหาเงิน

เรายังต้องทำงาน

เรายังต้องแก้ปัญหา

เรายังต้องดูแลครอบครัว

เรายังต้องชำระหนี้เท่าที่ทำได้

เรายังต้องหาทางออกให้ชีวิต

แต่เราจะไม่เอาปัญหาทั้งหมด
มาแบกไว้ในใจจนตัวเองพัง

เพราะปัญหามีไว้ให้แก้

ไม่ใช่มีไว้ให้เราเกลียดตัวเอง

ไม่ใช่มีไว้ให้เราคิดว่า
เราไม่มีค่า

ไม่ใช่มีไว้ให้เราตัดสินว่า
ชีวิตของเราจบสิ้นแล้ว


ถ้าวันหนึ่ง…เราต้องเสียบ้าน

สมมติว่าวันหนึ่ง
เราไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า

ต้องย้ายออกจากบ้าน

ต้องไปอยู่ที่อื่น

หรือจำเป็นต้องเดินทางไปหางานทำใหม่

เราจะทำอย่างไร?

เรายอมรับความจริงว่า
ตอนนี้เรากำลังเผชิญปัญหา

จากนั้นค่อย ๆ หาทางออก

หาที่พักใหม่
หางานใหม่
ขอความช่วยเหลือ
ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พูดคุยกับเจ้าของบ้าน
วางแผนรายรับรายจ่าย

ทำทีละเรื่อง

ทีละขั้น

ทีละวัน

แต่ในใจ…

อย่าเอาความคิดว่า

“บ้านของฉันกำลังจะหายไป
ชีวิตของฉันจบแล้ว
ฉันไม่มีอะไรเหลือแล้ว”

มาทำร้ายตัวเองซ้ำ ๆ

เพราะบ้านคือสิ่งที่เราอาศัยอยู่

ไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของเรา

การไม่มีบ้านในช่วงเวลาหนึ่ง
ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนไร้ค่า

การสูญเสียทรัพย์สิน
ไม่ได้แปลว่าเราสูญเสียคุณค่าของความเป็นมนุษย์

เรายังมีชีวิต
เรายังมีสติ
เรายังมีโอกาส
และตราบใดที่ยังมีลมหายใจ
เรายังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้

แม้จะเริ่มจากศูนย์

แม้จะเริ่มช้ากว่าคนอื่น

แม้จะต้องเดินบนเส้นทางที่ยากลำบาก

ก็ยังดีกว่าการยอมแพ้
เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีอะไรเหลือ


ถ้าวันหนึ่ง…เราต้องจากคนที่เรารัก

บางคนต้องจากลูก
เพื่อไปทำงาน

บางคนต้องจากสามี
จากภรรยา

บางคนต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่

บางคนต้องไปทำงานต่างประเทศ
เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว

บางคนรักกัน
แต่ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้

บางคนอยากอยู่ใกล้ลูก
แต่ภาระชีวิตบังคับให้ต้องเดินทาง

ความพลัดพรากเหล่านี้
มันเจ็บปวดจริง ๆ

ธรรมะไม่ได้บอกว่า
เราต้องทำเป็นไม่เจ็บ

ไม่ได้บอกว่า
เราต้องไม่รัก

ไม่ได้บอกว่า
เราต้องไม่มีน้ำตา

แต่ธรรมะสอนให้เราเห็นว่า…

ความรักมีคุณค่า
เพราะมันไม่เที่ยง

เวลาที่เราได้อยู่ด้วยกัน
จึงควรดูแลกันให้ดีที่สุด

พูดดีต่อกัน
ให้อภัยกัน
ทำหน้าที่ต่อกัน

แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากกัน

อย่าเอาความพลัดพราก
มาทำลายชีวิตที่ยังเหลืออยู่

เรายังรักได้

ยังคิดถึงได้

ยังทำหน้าที่ได้

แต่ไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับความทุกข์
จนไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้

รักได้…แต่ไม่ต้องยึดว่า
คนที่เรารักจะต้องอยู่กับเราตลอดไป


ถ้าวันนี้เรามีหนี้สินมากมาย

หนี้ไม่ได้หายไป
เพียงเพราะเราปล่อยวาง

ค่าใช้จ่ายไม่ได้หยุด
เพียงเพราะเรานั่งสมาธิ

ปัญหาชีวิตไม่ได้จบ
เพียงเพราะเราบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร

ดังนั้น…

การปล่อยวางที่ถูกต้อง
ต้องเดินคู่กับปัญญา

มีหนี้ก็ต้องดูว่า
หนี้อะไรจำเป็นต้องจัดการก่อน

มีรายได้น้อยก็ต้องดูว่า
เราสามารถลดค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง

ตกงานก็ต้องดูว่า
เรายังมีทักษะอะไร
สามารถนำไปสร้างรายได้ได้บ้าง

ธุรกิจขาดทุนก็ต้องดูว่า
อะไรควรหยุด
อะไรควรปรับ
อะไรควรเริ่มใหม่

มีปัญหาครอบครัวก็ต้องพูดคุย
มีปัญหากฎหมายก็ต้องหาคำปรึกษาที่เหมาะสม

สติไม่ใช่การหลับตาหนีปัญหา
สติคือการลืมตาเห็นปัญหา
โดยไม่ปล่อยให้ปัญหาควบคุมจิตใจ

เมื่อใจไม่ฟุ้งซ่าน
เราจะเริ่มมองเห็นสิ่งที่ต้องทำ

เมื่อเราไม่เอาความกลัว
มาปนกับทุกเรื่อง

เราจะเริ่มแยกได้ว่า

อะไรแก้ได้
อะไรต้องรอ
อะไรควรขอความช่วยเหลือ
อะไรต้องยอมรับ
อะไรควรปล่อยผ่าน

นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญญา


คนเราทุกข์…เพราะอะไร?

บางครั้งเราไม่ได้ทุกข์
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว

แต่เราทุกข์เพิ่ม
เพราะใจของเราเข้าไปยึดว่า…

“มันต้องเป็นอย่างที่ฉันต้องการ”

บ้านต้องอยู่กับฉันตลอดไป

เงินต้องไม่หมด

ครอบครัวต้องไม่เปลี่ยนแปลง

ลูกต้องอยู่กับฉัน

สามีต้องเป็นอย่างที่ฉันคิด

ภรรยาต้องไม่เปลี่ยนใจ

ธุรกิจต้องประสบความสำเร็จ

ชีวิตต้องไม่เจ็บป่วย

อนาคตต้องเป็นไปตามแผน

แต่ชีวิตจริง…

ไม่มีอะไรรับประกันได้ทั้งหมด

เมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามใจ

เราจึงรู้สึกว่า
โลกกำลังทำร้ายเรา

ทั้งที่ความจริง…

โลกก็ยังเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน

สิ่งที่เกิดขึ้น
มีทั้งเหตุที่เราควบคุมได้
และเหตุที่เราไม่สามารถควบคุมได้

หน้าที่ของเราคือ
ทำเหตุที่ดีให้ดีที่สุด

และเรียนรู้ที่จะอยู่กับผลลัพธ์
โดยไม่ทำร้ายตัวเองเกินความจำเป็น


แล้วเราจะปล่อยวางได้อย่างไร?

เริ่มจากวันนี้

ไม่ต้องรอให้ชีวิตพร้อม

ไม่ต้องรอให้ไม่มีหนี้

ไม่ต้องรอให้มีเงินล้าน

ไม่ต้องรอให้ทุกคนเข้าใจเรา

ไม่ต้องรอให้ปัญหาหมดไปทั้งหมด

๑. หยุดก่อน…เมื่อใจเริ่มรับไม่ไหว

วางโทรศัพท์ลงสักครู่

นั่งนิ่ง ๆ

หายใจเข้า
รู้ว่ากำลังหายใจเข้า

หายใจออก
รู้ว่ากำลังหายใจออก

ไม่ต้องรีบคิดหาคำตอบทุกเรื่องในเวลาเดียวกัน

เพราะจิตใจที่กำลังล้น
อาจมองไม่เห็นทางออก
แม้ทางออกจะอยู่ตรงหน้า

๒. ยอมรับว่า…ตอนนี้เรากำลังมีปัญหา

ไม่ต้องแกล้งเข้มแข็ง

ไม่ต้องบอกตัวเองว่า
ฉันต้องไหวตลอดเวลา

ถ้าเหนื่อย…ยอมรับว่าเหนื่อย

ถ้าเศร้า…ยอมรับว่าเศร้า

ถ้ากลัว…ยอมรับว่ากลัว

การยอมรับความจริง
ไม่ใช่ความพ่ายแพ้

มันคือการหยุดต่อสู้กับความจริง
เพื่อเอาพลังกลับมาแก้ปัญหา

๓. แยกปัญหาออกจากตัวเรา

เราอาจกำลังมีหนี้
แต่เราไม่ใช่หนี้

เราอาจกำลังตกงาน
แต่เราไม่ใช่คนไร้ค่า

เราอาจกำลังสูญเสียบ้าน
แต่เราไม่ใช่คนที่สูญเสียคุณค่าทั้งหมด

เราอาจกำลังล้มเหลวในธุรกิจ
แต่เราไม่ใช่ความล้มเหลว

ปัญหาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต
ไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของเรา

๔. ทำสิ่งที่ทำได้…ทีละอย่าง

วันนี้ยังไม่มีเงินพอจ่ายทุกอย่าง
ก็เริ่มจากดูว่าอะไรจำเป็นที่สุด

วันนี้ยังหางานไม่ได้
ก็เริ่มจากติดต่อคนหนึ่งคน

วันนี้ยังแก้หนี้ไม่ได้ทั้งหมด
ก็เริ่มจากทำบัญชีหนี้

วันนี้ยังไม่มีแรง
ก็เริ่มจากกินข้าว ดื่มน้ำ และพักผ่อน

อย่าบังคับตัวเอง
ให้แก้ทั้งชีวิตภายในวันเดียว

บางครั้ง…

การก้าวไปข้างหน้า
อาจไม่ใช่การวิ่ง

แต่อาจเป็นเพียง
การลุกขึ้นมาใช้ชีวิตอีกหนึ่งวัน

๕. รักทุกสิ่ง…แต่รู้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง

ดูแลครอบครัว

ทำงานให้เต็มที่

หาเงินอย่างสุจริต

รักษาสุขภาพ

สร้างอนาคต

แต่จงรู้ว่า…

สิ่งเหล่านี้ล้วนเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อเราเข้าใจความไม่เที่ยง
เราจะรักอย่างมีสติ

ทำหน้าที่อย่างมีปัญญา

และไม่เอาการเปลี่ยนแปลงของชีวิต
มาตัดสินว่าเราจะมีความสุขไม่ได้อีกแล้ว


วันที่เราไม่ยึด…ใจจะเบาขึ้น

ลองนึกภาพว่า…

เรากำลังถือกระเป๋าหนักใบหนึ่ง

ในกระเป๋าเต็มไปด้วย

หนี้สิน

ความกลัว

ความเสียใจ

ความผิดหวัง

ความกังวลเรื่องอนาคต

ความทรงจำในอดีต

คำพูดของคนอื่น

ความคาดหวังของครอบครัว

ความรู้สึกว่าตัวเองต้องประสบความสำเร็จ

เราถือมันไว้ทุกวัน

ถือจนไหล่ล้า

ถือจนหลังปวด

ถือจนไม่มีแรงเดิน

วันหนึ่งมีคนมาบอกว่า…

“ลองวางกระเป๋าลงสักครู่สิ”

เราอาจถามว่า

“ถ้าวางแล้ว
ปัญหาจะหายไปไหม?”

คำตอบคือ…

ปัญหาอาจยังอยู่

แต่ไหล่ของเรา
ไม่ต้องแบกมันตลอดเวลา

เรายังกลับไปหยิบมันขึ้นมา
เพื่อจัดการสิ่งที่จำเป็นได้

แต่เราไม่จำเป็นต้องถือมันไว้
ทุกวินาทีของชีวิต

นี่คือความหมายหนึ่งของการปล่อยวาง

วางความยึดมั่น
ไม่ใช่วางความรับผิดชอบ

วางความกลัว
ไม่ใช่วางการระมัดระวัง

วางความทุกข์ที่เกินจำเป็น
ไม่ใช่วางการแก้ปัญหา


ธรรมะไม่ได้สัญญาว่าชีวิตจะไม่มี

ทิ้งกระจาดศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ปี2569

งานประเพณีทิ้งกระจาดศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ปี2569

จบไปด้วยดีงานประเพณีทิ้งกระจาด ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี 2569. อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี จัดได้ยิ่งใหญ่อลังการโดยประธานการจัดงานคุณธงชัย-คุณวรรณดี ลิ้มศรีเจริญ และทีมงานมากความสามารถ-ทีมงานเข้มแข็งโดยคุณอภิสิทธิ์ โพธิเจริญ

ครูตำรวจแดร์ สภ.สองพี่น้อง ให้ความรู้ อันตรายจากบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า


สภ.สองพี่น้อง วันที่ 11 ก.ย.69
เวลา 08.30 น. 15.30 น.
ภายใต้การอำนวยการ ของ
พ.ต.อ.วรภพ จำปาเงิน ผกก.สภ.สองพี่น้อง
พ.ต.ท.วิสัญ เรืองฤทธิ์ รอง ผกก.ป.สภ.สองพี่น้อง
พ.ต.ท.นาวิน กันพิช สวป.สภ.สองพี่น้อง มอบหมายให้
ร.ต.อ.สัญญา วิจิตธำรงศักดิ์ รอง สวป.สภ.สองพี่น้อง
ร.ต.อ.ชุมพล โพธิ์ลาดพร้าว รอง สวป.(ชส.)สภ.สองพี่น้อง
ร.ต.ต.ไตรรัตน์ เรืองประชา รอง สว(ป.)สภ.สองพี่น้อง
ด.ต.ธนัท วรานนท์วนิช ผบ.หมู่ ป.สภ.สองพี่น้อง (ครูตำรวจแดร์)
ด.ต.หญิง พันธนันท์ สินพูนผล ผบ.หมู่ ป.สภ.สองพี่น้อง(ครูตำรวจแดร์) พร้อมด้วยทีมงานวิทยากรสภ.สองพี่น้อง
ร่วมกับ นาย ชลิต โพธิ์พันธ์ นายกอบต.ห้วโพธิ์
น.ส.นงลักษณ์ แสงดิษฐ์ ผอ.โรงเรียนวัดหัวโพธิ์ พร้อมด้วยคณะครูโรงเรียนวัดหัวโพธิ์
ดำเนินการบรรยายให้ความรู้ ตามโครงการ”สร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติด พิษภัยอันตรายจากบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า ” ให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดหัวโพธิ์ ในระดับชั้นอนุบาล จนถึง ป.6 โดยมีนักเรียนเข้ารับฟังการอบรมจำนวน 75 คน ณ อาคารโรงเรียนวัดหัวโพธิ์

ประเด็นท้าทายทางการจัดการภาครัฐและเอกชน

วันเสาร์ที่ 12 กันยาจน 2569

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการภาครัฐและเอกชน
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

จัดการเรียนการสอนรายวิชา
GD24924 สัมมนาประเด็นท้าทายทางการจัดการภาครัฐและเอกชน

ผู้สอน
09.00-12:00 น. รศ.ดร.ชูชีพ เบียดนอก
13.00-16:00 น. รศ.ดร.วรรณวิภา ไตลังคะ

นักศึกษารุ่นที่ 2 และ รุ่นที่ 3 บรรยายครั้งที่ 2 โดยจัดการเรียนการสอนแบบ On-site และ On-line#มีการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ นำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จากหลายๆ วิชา หรือหลายๆแหล่งมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิตจริง โดยเน้นการปฏิบัติจริง การแก้ปัญหา และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ต่อไป

พระทุศีล…ไม่ใช่ความเสื่อมของพระธรรม……ศาสนา

พระทุศีล…ไม่ใช่ความเสื่อมของพระธรรม……ศาสนา

อย่าเอาความผิดของคนคนหนึ่ง มาตัดสินความจริงของทั้งศาสนา

ในทุกยุคทุกสมัยของโลกใบนี้
มีทั้งคนดีและคนไม่ดี
มีทั้งคนที่อยู่ในศีลธรรม และคนที่ละเมิดศีลธรรม
มีทั้งคนที่ปฏิบัติจริง และคนที่เพียงแต่พูดว่าปฏิบัติ

นี่คือความจริงของสังคมมนุษย์

ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ศาสนาใด ประเทศใด หรือสังคมใดก็ตาม ล้วนมีทั้งคนที่มีคุณธรรมและคนที่ขาดคุณธรรมปะปนกันอยู่ทั้งสิ้น

พระสงฆ์ก็เป็นมนุษย์ มิใช่ข้อยกเว้นจากกฎธรรมชาติ

ผู้ที่เข้ามาบวช คือผู้ที่ตั้งใจละทางโลก หันมาศึกษาและปฏิบัติธรรม เพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์

แต่การบวช ไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นจะหมดกิเลสในทันที
การครองผ้าเหลือง ไม่ได้แปลว่าจิตใจจะบริสุทธิ์โดยอัตโนมัติ
และการเป็นพระ ก็ไม่ได้รับประกันว่าทุกคนจะรักษาศีลได้สมบูรณ์ตลอดชีวิต

พระบางรูปปฏิบัติดี
พระบางรูปปฏิบัติไม่ดี
พระบางรูปมีความมั่นคงในศีลธรรม
พระบางรูปยังพ่ายแพ้ต่อกิเลส ตัณหา และความอยากของตนเอง

นี่คือเรื่องของมนุษย์

และเรื่องของมนุษย์ ย่อมมีทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด


เมื่อพระทุศีล…ทำไมสังคมจึงสะเทือนใจ?

เพราะสังคมคาดหวังว่า พระสงฆ์เป็นผู้ดำรงศีลธรรม เป็นที่พึ่งทางจิตใจ เป็นผู้สืบทอดพระธรรมคำสอน

เมื่อพระบางรูปประพฤติผิด ความผิดนั้นจึงกระทบต่อศรัทธาของผู้คนอย่างรุนแรง

บางคนผิดหวัง
บางคนโกรธ
บางคนเลิกเข้าวัด
บางคนเลิกทำบุญ
บางคนถึงขั้นประกาศว่า

“ศาสนาเสื่อมแล้ว”

“พระไม่มีคุณธรรมแล้ว”

“ศาสนาไม่มีอะไรให้ยึดถือ”

“ไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนาอีกต่อไป”

แต่ขอให้เราหยุดสักครู่หนึ่ง…

แล้วถามตัวเองด้วยสติปัญญา

พระรูปหนึ่งทุศีล
พระหลายรูปทุศีล
หรือแม้แต่พระจำนวนมากทุศีล

สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้หรือว่า…

พระธรรมไม่มีอยู่จริง?

ความดีไม่มีอยู่จริง?

ความชั่วไม่มีอยู่จริง?

บาปบุญไม่มีอยู่จริง?

กฎแห่งกรรมไม่มีอยู่จริง?

ความจริงของธรรมชาติสูญหายไปแล้ว?

คำตอบคือ…ไม่ใช่

เพราะเรากำลังเอา “การประพฤติผิดของบุคคล” ไปตัดสิน “ความจริงของธรรม”

และนี่คือความสับสนที่สังคมจำเป็นต้องมีสติรู้เท่าทัน


พระทุศีล เป็นเรื่องหนึ่ง พระธรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ขอให้แยกให้ออกว่า

พระสงฆ์ คือผู้ศึกษาและปฏิบัติพระธรรม

แต่พระสงฆ์ ไม่ใช่เจ้าของพระธรรม

พระสงฆ์ไม่ได้เป็นผู้สร้างความจริงของโลก
ไม่ได้เป็นผู้สร้างกฎแห่งกรรม
ไม่ได้เป็นผู้สร้างความดีและความชั่ว
ไม่ได้เป็นผู้สร้างความเกิด แก่ เจ็บ ตาย

พระธรรม คือคำสอนที่ชี้ให้มนุษย์เห็นความจริงของชีวิตและธรรมชาติ

ความโลภทำให้เกิดความทุกข์
ความโกรธทำให้เกิดความทุกข์
ความหลงทำให้เกิดความทุกข์
การเบียดเบียนทำให้เกิดความเดือดร้อน
การมีสติ มีเมตตา มีศีลธรรม ย่อมนำไปสู่ความสงบและความดี

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้กลายเป็นเท็จ เพียงเพราะพระรูปหนึ่งประพฤติผิด

ถ้าคนหนึ่งโกหก
ความจริงไม่ได้หายไปจากโลก

ถ้าคนหนึ่งทำชั่ว
ความดีก็ไม่ได้สูญพันธุ์

ถ้าพระรูปหนึ่งทุศีล
พระธรรมก็ไม่ได้ทุศีลตามพระรูปนั้น

คนอาจทำลายความน่าเชื่อถือของตนเองได้ แต่ไม่มีใครสามารถทำลายสัจธรรมด้วยการประพฤติผิดของตนเพียงคนเดียว

นี่คือสิ่งที่ชาวพุทธควรพิจารณาให้ลึกซึ้ง


อย่าให้ความผิดของคนอื่น ขโมยความดีออกไปจากชีวิตของเรา

ลองคิดดู…

คนคนหนึ่งขับรถประมาทจนเกิดอุบัติเหตุ
เราจะประกาศหรือไม่ว่า “รถยนต์ทุกคันไม่มีประโยชน์”?

หมอคนหนึ่งรักษาคนไข้ผิดพลาด
เราจะประกาศหรือไม่ว่า “การแพทย์ไม่มีคุณค่า”?

ครูคนหนึ่งประพฤติไม่ดี
เราจะประกาศหรือไม่ว่า “การศึกษาไม่มีความหมาย”?

นักการเมืองคนหนึ่งทุจริต
เราจะประกาศหรือไม่ว่า “ความซื่อสัตย์ไม่มีอยู่จริง”?

ถ้าเราไม่ใช้ความผิดของบุคคลหนึ่งไปตัดสินสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด

เหตุใดเราจึงนำความผิดของพระบางรูป ไปตัดสินว่าพระธรรมทั้งหมดย่อมเสื่อมสลาย?

นี่ไม่ใช่การใช้ปัญญา แต่มันคือการปล่อยให้อารมณ์พาเราตัดสินความจริง

แน่นอนว่า พระทุศีลต้องถูกตรวจสอบ
ต้องถูกตำหนิเมื่อสมควร
ต้องเข้าสู่กระบวนการตามพระธรรมวินัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ผู้เสียหายต้องได้รับความเป็นธรรม
การปกปิดความผิดหรือช่วยเหลือผู้กระทำผิด ไม่ใช่การปกป้องพระพุทธศาสนา

แต่การจัดการกับผู้กระทำผิด เป็นเรื่องหนึ่ง

การทำลายศรัทธาในพระธรรมทั้งหมด เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เราต้องไม่เอาสองเรื่องนี้มาปะปนกัน


ศาสนาไม่ได้เสื่อม เพียงเพราะคนบางคนไม่รักษาศาสนา

ขอให้พิจารณาอย่างลึกซึ้ง…

ถ้าวันหนึ่งพระสงฆ์ทั้งประเทศประพฤติผิดศีลธรรม
พระธรรมจะหายไปหรือไม่?

ถ้าวันหนึ่งพระสงฆ์ทั้งโลกไม่มีใครปฏิบัติดี
ความดีจะหายไปจากโลกหรือไม่?

ถ้าวันหนึ่งไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่
ความจริงของธรรมชาติจะสูญหายไปหรือไม่?

มนุษย์ยังคงเกิด
ยังคงแก่
ยังคงเจ็บ
ยังคงตาย

ความโลภยังนำไปสู่ความทุกข์
ความโกรธยังนำไปสู่ความทุกข์
การเบียดเบียนยังสร้างความเดือดร้อน
ความเมตตายังสร้างความเกื้อกูล

ธรรมชาติไม่เคยหยุดทำงาน เพียงเพราะมนุษย์หยุดปฏิบัติธรรม

พระพุทธศาสนาไม่ได้เป็นผู้สร้างความเกิดแก่เจ็บตาย
พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนที่ชี้ให้เราเห็นความจริงเหล่านั้น และสอนวิธีดำเนินชีวิตเพื่อเข้าใจและคลายทุกข์

ผู้ปฏิบัติอาจผิดพลาด
ผู้สอนอาจผิดพลาด
ผู้เผยแผ่อาจผิดพลาด

แต่ความจริงที่ถูกค้นพบและคำสอนที่ถูกต้อง ไม่ได้ผิดพลาดตามทุกคนที่อ้างตนเป็นผู้สอน

นี่คือความแตกต่างระหว่าง

“ผู้ถือธรรม” กับ “ตัวธรรม”


อย่าคล้อยตามสื่อ จนลืมใช้สติปัญญาของตนเอง

ในยุคที่ข่าวสารวิ่งเร็วกว่าเหตุผล
ภาพหนึ่งภาพสามารถทำให้คนโกรธทั้งประเทศ
คลิปหนึ่งคลิปสามารถทำให้คนหมดศรัทธา
ข้อความหนึ่งข้อความสามารถทำให้คนเกลียดชังทั้งศาสนา

เราจึงต้องถามตัวเองว่า…

เรากำลังเห็นความจริงทั้งหมดหรือไม่?

เรากำลังตัดสินจากข้อเท็จจริง หรือจากอารมณ์?

เรากำลังวิพากษ์วิจารณ์ผู้กระทำผิด หรือกำลังเหมารวมทำลายคนทั้งกลุ่ม?

เรากำลังใช้ปัญญา หรือกำลังถูกความโกรธชักนำ?

สื่อมีสิทธิ์นำเสนอข่าว
ประชาชนมีสิทธิ์ตรวจสอบ
สังคมมีสิทธิ์เรียกร้องความถูกต้อง

แต่ไม่มีใครควรใช้ข่าวของพระบางรูป เป็นเครื่องมือทำให้ผู้คนเกลียดชังพระธรรมทั้งหมด

การเปิดโปงความผิด ไม่ใช่การทำลายศาสนา

แต่การใช้ความผิดของบุคคลหนึ่ง เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อศาสนาทั้งศาสนา นั่นคือการพาสังคมออกจากความจริง

ชาวพุทธต้องไม่หลับตาปกป้องความผิด

แต่ก็ต้องไม่หลับตาทำลายความดี

ต้องกล้ายอมรับความจริงทั้งสองด้าน

พระทุศีลมีอยู่จริง
และพระผู้ปฏิบัติดีก็มีอยู่จริง

คนทำชั่วมีอยู่จริง
และคนทำดีก็มีอยู่จริง

ข่าวร้ายมีอยู่จริง
แต่ความดีของผู้คนอีกมากมายก็ยังคงมีอยู่จริง

อย่าให้เสียงดังที่สุดในสื่อ กลายเป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียวในใจเรา


อย่าให้พระรูปหนึ่ง ทำให้เราหยุดเป็นคนดี

นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด

ไม่ใช่เพียงว่าพระรูปหนึ่งทำผิด

แต่คือเมื่อคนคนหนึ่งทำผิด แล้วเรากลับเอาความผิดนั้นมาเป็นเหตุผลในการทำร้ายตัวเอง

“ไม่เข้าวัดแล้ว”

“ไม่ทำบุญแล้ว”

“ไม่ปฏิบัติธรรมแล้ว”

“ไม่ต้องรักษาศีลแล้ว”

“ศาสนาไม่มีความหมาย”

ขอถามว่า…

พระรูปนั้นทำผิด แล้วเหตุใดเราจึงต้องหยุดทำความดี?

พระรูปนั้นขาดศีล แล้วเหตุใดเราจึงต้องขาดศีลตาม?

พระรูปนั้นไม่ปฏิบัติธรรม แล้วเหตุใดเราจึงต้องเลิกปฏิบัติธรรม?

อย่าให้ความผิดของคนอื่น กลายเป็นข้ออ้างให้เราละทิ้งความดีของตนเอง

ถ้าเราทำบุญ เพราะหวังให้พระรูปหนึ่งเป็นคนดี
เมื่อพระรูปนั้นผิดหวัง เราจึงเลิกทำบุญ

แต่ถ้าเราทำความดี เพราะเข้าใจคุณค่าของความดี
ไม่ว่าใครจะทำผิด เราก็ยังคงทำความดีต่อไป

นี่คือศรัทธาที่มีปัญญา

ไม่ใช่ศรัทธาที่ฝากชีวิตไว้กับบุคคลเพียงคนเดียว


พระธรรมไม่เคยเรียกร้องให้เราเชื่อโดยไม่พิจารณา

พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราปิดหูปิดตา

ไม่ได้สอนให้เราเชื่อทุกอย่างเพียงเพราะผู้พูดนุ่งห่มผ้าเหลือง

ไม่ได้สอนให้เรายอมรับความผิดเพียงเพราะผู้กระทำเป็นพระ

และไม่ได้สอนให้เราเกลียดศาสนา เพียงเพราะมีผู้ประพฤติผิด

พระธรรมสอนให้เราใช้ปัญญา

พิจารณาเหตุและผล
พิจารณาความจริง
พิจารณาการกระทำ
พิจารณาผลของการกระทำ

พระสงฆ์ที่ดี ควรเป็นผู้ดำรงพระธรรม

พระสงฆ์ที่ทุศีล ควรได้รับการตรวจสอบ

ประชาชนควรมีสิทธิ์ตั้งคำถาม

และทุกคนควรมีหน้าที่รักษาความจริง

ศรัทธาที่แท้จริง ไม่ใช่การปกป้องคนผิดทุกกรณี

แต่คือการยืนอยู่ข้างความถูกต้อง แม้ความผิดนั้นจะเกิดขึ้นกับคนที่เรานับถือ

ถ้าพระทำผิด เราต้องกล้าพูดว่าผิด
ถ้าพระทำดี เราต้องกล้าพูดว่าดี
ถ้าข่าวเป็นจริง เราต้องยอมรับ
ถ้าข่าวยังไม่ชัดเจน เราต้องไม่รีบตัดสิน

นี่คือความยุติธรรม
นี่คือสติ
นี่คือปัญญาของชาวพุทธ


สุดท้าย…ขอให้เราแยกให้ออก

พระทุศีล คือความผิดของบุคคล

พระธรรม คือคำสอนแห่งความจริง

พระพุทธศาสนา คือหนทางแห่งการศึกษาและปฏิบัติเพื่อความเข้าใจในทุกข์และการพ้นทุกข์

สามสิ่งนี้ไม่ควรถูกเหมารวมจนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

ถ้าพระบางรูปทำผิด
เราต้องแก้ไขความผิด

ถ้าระบบมีปัญหา
เราต้องตรวจสอบและปรับปรุง

ถ้าสังคมมีความเข้าใจผิด
เราต้องใช้ปัญญาอธิบาย

แต่ถ้าเรานำความผิดของบุคคลหนึ่ง ไปตัดสินว่าความดีไม่มีอยู่จริง

นั่นไม่ใช่การรักษาพระศาสนา
และไม่ใช่การทำลายพระศาสนาอย่างมีปัญญา

มันคือการที่เราอาจกำลังทำร้ายความดีในใจของตนเอง

อย่าให้พระทุศีล ทำให้เราทุศีลตาม

อย่าให้คนทำชั่ว ทำให้เราเลิกทำดี

อย่าให้ข่าวร้าย ทำให้เราหมดศรัทธาในความจริง

อย่าให้ความผิดของมนุษย์ ทำให้เราปฏิเสธธรรมชาติของสัจธรรม

เพราะแม้วันหนึ่งผู้คนจะล้มเหลว
แม้วันหนึ่งสังคมจะสับสน
แม้วันหนึ่งศรัทธาจะสั่นคลอน

ความจริงก็ยังเป็นความจริง

ความดีก็ยังเป็นความดี

ความชั่วก็ยังเป็นความชั่ว

เหตุและผลของการกระทำยังคงมีความหมาย

และความจริงของชีวิต…

ยังคงรอให้มนุษย์ผู้มีสติปัญญา กลับมาเรียนรู้และปฏิบัติด้วยตนเอง


ฝากไว้ให้คิด

เราไม่จำเป็นต้องศรัทธาในพระทุกรูป

แต่เราควรพิจารณาว่า พระธรรมข้อใดเป็นความจริงและนำไปสู่ความพ้นทุกข์

เราไม่จำเป็นต้องปกป้องพระที่ทำผิด

แต่เราก็ไม่ควรทำลายความดี เพียงเพราะคนบางคนไม่รักษาความดี

เราไม่จำเป็นต้องหลับตาเชื่อ

แต่เราก็ไม่ควรหลับตาเกลียด

จงใช้สติปัญญาแยกแยะ

เพราะผู้ที่มีปัญญา ย่อมไม่เอาความผิดของคนหนึ่งคน ไปตัดสินความจริงของทั้งโลก

พระทุศีล…เป็นเรื่องของพระทุศีล

พระธรรม…เป็นเรื่องของพระธรรม

อย่าเอาสองสิ่งนี้มาปะปนกัน จนทำให้ชีวิตของเราสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงความดีและความจริง

จงรักษาสติ รักษาปัญญา และรักษาความดีในใจของตนเอง


แสดงโดย

ธรรมจารย์

โพธิสุทธิ์ อัครอนันตชิน

วัดกวงหมิงซัน

เมืองไทเป ประเทศไต้หวัน