Blog

FIA Asia Congress 2025 ที่เชียงใหม่ ไทยเป็นเจ้าภาพยกระดับมาตรฐานมอเตอร์สปอร์ตเอเชีย

FIA Asia Congress 2025 ที่เชียงใหม่ ไทยเป็นเจ้าภาพยกระดับมาตรฐานมอเตอร์สปอร์ตเอเชีย สู่ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมระดับโลก

วันที่ 8 ตุลาคม 2568 — สมาพันธ์กีฬาแข่งรถนานาชาติ หรือ Fédération Internationale de l’Automobile (FIA) ร่วมกับ ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ (ร.ย.ส.ท.) เปิดการประชุมระดับภูมิภาค “FIA Asia – Congress 2025” อย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่แม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่

โดยมีผู้แทนจากกว่า 25 ประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เข้าร่วม อาทิ ผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรด้านมอเตอร์สปอร์ต การขนส่ง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากต่างประเทศ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–10 ตุลาคม 2568 มี นายโมฮัมเหม็ด เบน ซูลาเยม (Mohammed Ben Sulayem) ประธานสมาพันธ์กีฬาแข่งรถนานาชาติ (FIA) และ นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ ร่วมเป็นประธานเปิดงาน

นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ กล่าวว่า การที่ FIA เลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพประชุมระดับภูมิภาคครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะ “ศูนย์กลางมอเตอร์สปอร์ตในเอเชีย” ที่มีศักยภาพทั้งด้านบุคลากร สนามแข่งขัน และความพร้อมด้านเทคโนโลยี

“การแข่งขันยานยนต์ไม่ใช่เรื่องของความเร็วเท่านั้น แต่คือรากฐานของความปลอดภัยบนท้องถนน ทั้งหมวกกันน็อก ชุดกันไฟ หรือเข็มขัดนิรภัย ต่างถูกพัฒนาและต่อยอดจากวงการมอเตอร์สปอร์ต” นายพฤฒิรัตน์ กล่าว

พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญชวนผู้สนใจสมัครเป็นสมาชิกของ ร.ย.ส.ท. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 5,000 คนทั่วประเทศ

ด้าน นายโมฮัมเหม็ด เบน ซูลาเยม ประธาน FIA กล่าวถึงเป้าหมายของการประชุมว่า
FIA Asia Congress 2025 มุ่งสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ทั้งด้าน ความปลอดภัยในการแข่งขัน, การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม, และ การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงส่งเสริมการออกแบบเมืองและระบบขนส่งที่ยั่งยืน

“กีฬาแข่งรถในวันนี้ต้องสะอาด ปลอดภัย และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง” ประธาน FIA กล่าว

นอกจากนี้ FIA ยังผลักดันนโยบาย “Safe Helmets for Asia Pacific” เพื่อยกระดับมาตรฐานหมวกกันน็อกในภูมิภาค ลดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยให้แพร่หลาย

ในระดับสากล FIA ได้ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยี Siemens เปิดตัวโครงการ “Digital Twin” จำลองแบบรถแข่งในโลกเสมือนจริง เพื่อลดการสร้างต้นแบบจริงและลดมลพิษจากการผลิต ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการแข่งรถยุคใหม่

ขณะเดียวกัน FIA ยังประกาศใช้กฎ “Heat Hazard” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ระหว่างการแข่งขัน Formula 1 Singapore GP 2025 เพื่อคุ้มครองนักแข่งจากความร้อนและความชื้นสูง โดยอนุญาตให้ใช้เสื้อระบายความร้อนและเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิในห้องนักขับ

นอกจากนี้ ยังมีการต่อสัญญาความร่วมมือกับ Formula E ยาวถึงปี 2048 เพื่อยืนยันจุดยืนของ FIA ในการขับเคลื่อนมอเตอร์สปอร์ตไปสู่ “พลังงานสะอาด 100%” ในอนาคต

การประชุม FIA Asia Congress 2025 ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงบทบาทของประเทศไทยในเวทีมอเตอร์สปอร์ตโลกเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลไทย ที่ต้องการผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลาง “ยานยนต์สมัยใหม่และพลังงานสะอาด” ในภูมิภาค

โดยมีการหารือถึงแนวคิดในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนามแข่ง การสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ และการจัดกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก

การประชุม FIA Asia – Congress 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–10 ตุลาคม 2568
ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่แม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่
โดยมีผู้แทนจาก 25 ประเทศร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อยกระดับมาตรฐานมอเตอร์สปอร์ตให้ “ปลอดภัย เท่าเทียม และยั่งยืน” ไปพร้อมกันทั่วโลก

แทน ต่อสังข์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดลำพูน #รายงาน

เทศบาลตำบลบ้านกลาง จัดกิจกรรมตักบาตรเทโวโรหณะ

เทศบาลตำบลบ้านกลาง จัดกิจกรรมตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในวันออกพรรษา ประจำปี 2568

วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เทศบาลตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน จัดกิจกรรม ตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในวันออกพรรษา ประจำปี 2568 ณ บริเวณตึกแถวหน้าร้านกาแฟโปโย่ (ตรงข้ามธนาคารออมสิน สาขานิคมอุตสาหกรรมลำพูน) ถึงบริเวณตลาดสันป่าฝ้าย

กิจกรรมดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ว่าที่ร้อยตรีวัชระ กันแจ่ม นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกลาง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการ พนักงานเทศบาล กลุ่มพุทธศาสนิกชน และประชาชนชาวตำบลบ้านกลาง เข้าร่วมทำบุญตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ เพื่อสืบสานประเพณีทางพระพุทธศาสนาและส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในชุมชน

บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยและเปี่ยมด้วยศรัทธา โดยมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกลางได้พบปะทักทายประชาชนด้วยความเป็นกันเอง พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

แทน ต่อมสังข์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดลำพูนรายงาน

ลูกสิงโต มเหสี เริ่มกินอาหาร – เข้ากันได้กับทีมพี่เลี้ยงมากขึ้น

ลูกสิงโต มเหสี เริ่มกินอาหาร – เข้ากันได้กับทีมพี่เลี้ยงมากขึ้น ผ่อนคลายมากขึ้น

สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี รายงานความคืบหน้าในการดูแลสิงโต เพศเมีย มเหสี ที่ถูกอายัดหลังหลุดออกมากัดเด็ก แล้วนำมาดูแลที่ ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก

ตลอดวันที่ 7 ต.ค. 68 สิงโตมเหสีกินอาหารได้ รวมทั้งหมด 3.6 กิโลกรัม ประกอบไปด้วย อกไก่ 3.3 กิโลกรัม และโครงไก่บด 0.3 กิโลกรัม โดยมีทีมพี่เลี้ยงจะคอยดูแลอย่างใกล้ชิด และแจ้งรายงานสัตวแพทย์ต่อไป เมื่อพบความผิดปกติของลูกสิงโตมเหสี แต่ยังคงต้องได้รับการกักโรคไว้ในกรงเลี้ยง เป็นระยะเวลา 7 วัน จึงสามารถปล่อยเดินเล่นในโซนที่เป็นคอก (สนาม) ได้

ปทุมธานี ผู้ว่าฯเป็นห่วงชาวบ้านริมแม่น้ำ

ปทุมธานี ผู้ว่าฯเป็นห่วงชาวบ้านริมแม่น้ำ ควงนายกเจี๊ยบ ลงชุมชนหน้าวัดบางหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 สถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ยังพบว่าน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ยังมีปริมาณน้ำมากขึ้นและเอ่อสูงขึ้นจนเริ่มเข้าทะลักตามชุมชนบางพื่นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอสามโคก และพื้นที่อำเภอเมืองปทุมธานี ที่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านที่มีบ้านเรือนอยู่สองริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ขณะนี้ยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 1 เดือนแล้ว

ต่อมาเมื่อช่วงเย็นวันนี้ (6 ต.ค.) นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อม นายดงพล รุจิธรรมธัช ปลัดจังหวัดปทุมธานี น.ส.สุกาญญา ดีสวัสดิ์ (นายกเจี๊ยบ) นายกเทศมนตรีตำบลบางหลวง พร้อมทีมงาน รวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ในชุมชนหน้าวัดบางหลวง ม.4 ต.บ้านฉาง อ.เมืองปทุมธานี ซึ่งเป็นเขตชุมชนที่มีพื้นที่ต่ำและอยู่ติดกับริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาโดยได้รับผลกระทบน้ำเอ่อท่วมสูงขึ้นกว่า 2 เมตร มานานกว่า 1 เดือน โดยเฉพาะชุมชนหน้าวัดบางหลวง มีบ้านเรือนประมาณ 150 หลังคาเรือน

เบื้องต้นทางเทศบาลตำบลบางหลวง โดย น.ส.สุกาญญา ดีสวัสดิ์ (นายกเจี๊ยบ) และทีมงาน ได้มีการลงพื้นที่คอยดูแลสอบถามและคอยช่วยเหลือชาวบ้านมาโดยตลอด รวมทั้งได้สร้างสะพานไม้เป็นทางเดินเข้าออกและต่อสะพานเข้าไปถึงในบ้านเพื่อจะได้ไม่ต้องเดินลุยน้ำ รวมทั้งนำถุงยังชีพไปช่วยเหลือเบื้องต้น

ทางด้านนายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี หลังจากเดินลุยน้ำเข้าไปพูดคุยมอบถุงยังชีพให้กับชาวบ้านโดยเฉพาะคนชราและผู้ป่วยติดเตียง หลังจากเยี่นมเสร็จแล้ว ก็ได้ให้สัมภาษณ์โดยกล่าวเปิดเผยว่า วันนี้ตนและหัวหน้าส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ได้ลงพื้นที่ เพื่อมาดูความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ยังอยู่ในช่วงทรงตัว หากไม่มีฝนตกมาเพิ่ม แต่ก็พบว่ามี 2 อำเภอที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม คืออำเภอสามโคกและอำเภอเมืองปทุมธานี โดยมีรายงานว่าประชาชน กว่า 3,000 หลังคาเรือน หรือสามหมื่นกว่าคน ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมในครั้งนี้ ซึ่งตนก็ได้สั่งการไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เตรียมความพร้อมและคอยให้ความช่วยเหลือกับพี่น้องประชาชนทุกคน โดยตนลงในพื้นที่ก็เพื่อจะมาดูความเสียหายและมาเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ที่คอยปฏิบัติงานให้การช่วยเหลือกับชาวบ้านในครั้งนี้ แต่จากการที่มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นก็คาดว่า หากไม่มีฝนตกมาเพิ่มอีก สถานการณ์ในพื้นที่ก็ยังไม่ถึงกับวิกฤต แต่อย่างไรก็ตาม ตนก็ยังเป็นห่วงพี่น้องประชาชนทุกคนและต้องการให้ทุกหน่วยงานรีบดำเนินการในการบรรเทาทุกข์ให้กับชาวบ้านต่อไป

สมเกียรติ ทรัพย์เฉลิม รายงาน

สนองนโยบาย ผบ.ตร.ผบก.จว.ปทุมธานี ตรวจพื้นที่น้ำท่วม ปทุมธานี

สนองนโยบาย สร.1 และ ผบ.ตร. ในการเป็นตำรวจของประขาชนดูเเลและห่วงใยในความลำบากของประชาชน ผู้การเร พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.จว.ปทุมธานี ออกตรวจพื้นที่น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี
สภ.สามโคก
ภ.จว.ปทุมธานี

     วันนี้ ( 8 ตุลาคม 2568 เวลา 14.30 น. )
พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร
ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี
พ.ต.อ.เทพฤทธิ์ ชาวนาวิก ผกก.สภ.สามโคก
นายศรัณย์ เกตุทอง
นายอำเภอสามโคก
พ.ต.ท.พิสุทธิ์ เวียงคำ
สว.อก.สภ.สามโคก
พ.ต.ต.ณรงค์ รัตน์ภัทรโชติ
สวป.สภ.สามโคก
ร่วมปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มอบข้าวสาร น้ำดื่ม กระดาษชำระ ให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ หมู่ที่ ๑ และหมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านปทุม อำเภอสามโคก จังหวัด ปทุมธานี

ผบก.ภ.จว.ชัยนาท สภ.สรรพยา มอบสิ่งของให้กับ​ ผู้ประสบ​อุทกภัย​


วันนี้ 8ต.ค.68
เวลา 16.30 น.
🟢พล.ต.ต.สมพล วงศ์ศรีสุนทร ผบก.ภ.จว.ชัยนาท
🟢พ.ต.อ. สาโรจน์ ลิ้มวสุไพศาล
ผกก.สภ.สรรพยา
🟢พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.สรรพยา มอบสิ่งของให้กับประชาชน​ และ​ข้าราชการตำรวจ​ ผู้ประสบ​อุทกภัย​
🟢ณ บ้านท้องคุ้ง หมู่4 ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

เซ็นทรัล ผนึกกำลังพันธมิตร ดัน “บลูคาร์บอน” ฟื้นฟูป่าชายเลน

เซ็นทรัล ทำ ผนึกกำลังพันธมิตร ดัน “บลูคาร์บอน” ฟื้นฟูป่าชายเลน – ลดก๊าซเรือนกระจก – ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน สู่โมเดลพัฒนาที่ยั่งยืน

กรุงเทพฯ — ท่ามกลางวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี กลุ่มเซ็นทรัล เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” มุ่งสร้างสมดุลให้สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้า เพิ่มพื้นที่สีเขียวกว่า 1,500 ไร่ ในพื้นที่เป้าหมาย ต.หนองบัว อ.เมือง จังหวัดจันทบุรี ครอบคลุมทั้งการฟื้นฟูป่าชายเลน ป่าชุมชน และพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

เพื่อรับมือกับปัญหาที่ท้าทายนี้ โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ทำด้วยกันทำด้วยใจ จึงยกระดับบทบาท ให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ล่าสุดได้ประกาศความร่วมมือกับ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่, บริษัท อัตถจริยา จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) และชุมชนท้องถิ่น ผ่าน “การพัฒนาเครือข่ายชุมชนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Community Climate Action: CCA)” กลไกความร่วมมือที่มุ่งเสริมศักยภาพให้ชุมชนสามารถปรับตัวและจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยร่วมกันพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน รวมถึงระบบนิเวศทางทะเลซึ่งมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนสูง พร้อมทั้งต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง

คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “โครงการ เซ็นทรัล ทำ” มีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยเรามุ่งผลักดันการปลูกป่าบก ควบคู่กับการฟื้นฟูป่าชายเลน ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบนิเวศ Blue Carbon (คาร์บอนสีน้ำเงิน) ที่มีศักยภาพสูงในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งในชีวมวลและตะกอนดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันภัยธรรมชาติและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหาร การอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลจึงไม่เพียงช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังเปิดโอกาสสู่การสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน โดยประชาชนจะมีบทบาทเป็นทั้งผู้ดูแลทรัพยากรและผู้ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการจุดแข็งของทุกภาคี ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญด้านสุขภาวะของ สสส. ศักยภาพของเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น นวัตกรรมเพื่อสังคมจากบริษัทอัตถจริยา และพลังความเข้มแข็งของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งในด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวชายฝั่ง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ และการสร้างรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้นให้กับครัวเรือนในชุมชน”

โครงการเซ็นทรัล ทำ กับการพัฒนาเครือข่ายชุมชนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (community climate Action หรือ CCA) ในระยะเวลา 3 ปี

แผนการดำเนินงานในปี 2568

  • อนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว 1,500 ไร่
    o ป่าชายเลน: เริ่มฟื้นฟูที่ ต.หนองบัว อ.เมือง จ.จันทบุรี โดยปลูกต้นโกงกางกว่า 7,000 ต้น ครอบคลุมพื้นที่ 50 ไร่ (ส.ค.–ต.ค. 2568) พร้อมกิจกรรมจัดการขยะรั่วไหลสู่ทะเล เพื่อเร่งฟื้นฟู “คาร์บอนสีน้ำเงิน” และสร้าง “ตะกร้าอาหารชุมชน”
    o ป่าบก: ฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะและป่าชุมชน เช่น ที่สาธารณประโยชน์ทุ่งเหียง (บ้านชากไทย) และป่าชุมชนทุ่งดอนเหียง (ต.วังโตนด) โดยปลูกไม้ยืนต้นพื้นถิ่นกว่า 5,000 ต้น รวมพื้นที่ 1,450 ไร่
  • ตรวจวัดและสร้างฐานความรู้
    o ทำงานร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และบริษัท อัตถจริยา จำกัด โดยใช้แอปฯ SMART GHG APPLICATION (SGA) เพื่อสำรวจและประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอน เช่น ที่ ป่าชุมชนบ้านโขดหินลอย (35 ไร่) พบว่ามีศักยภาพกักเก็บคาร์บอนรวมกว่า 1,291 tCO2eq (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
    o ตรวจวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแปลงเกษตร ต.หนองบัว พื้นที่เพาะปลูก 541.8 ไร่ พบการปล่อยรวมกว่า 65 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเฉลี่ย 0.11 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ต่อไร่
    o จัดทำคู่มือและหลักสูตรเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น คู่มือการสำรวจแปลงป่าเพื่อกักเก็บคาร์บอน และการใช้แชมเบอร์วัดการปล่อยก๊าซเรืออนกระจก
  • พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
    o ต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ “ล่องเรือดูเหยี่ยว เที่ยวฟาร์มหอยนางรม” เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน
    แผนต่อเนื่องในปี 2569
  • ขยายพื้นที่อนุรักษ์และฟื้นฟูเพิ่มจาก 1,500 ไร่ เป็น 2,500 ไร่ ครอบคลุมทั้งป่าชายเลน ป่าชุมชน และเกษตรคาร์บอนต่ำ
  • ร่วมพัฒนา “ทุเรียนคาร์บอนต่ำ” โดยส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยสั่งตัด และลดพลังงานในฟาร์ม
  • ทดลองนำนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม เช่น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ชีวภาพจากเปลือกทุเรียนและกาบมะพร้าว (อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา)
  • สนับสนุนอาชีพกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผลิต พัดใบกะพ้อ สร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือน

แผนการดำเนินงานในปี 2570 (ขยายผลและพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบ)

  • วางเป้าหมายการต่อยอดพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูระบบนิเวศ และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เป็นต้นแบบ “ชุมชนคาร์บอนต่ำ” ที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นในอนาคต

ทั้งนี้ โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” มุ่งสร้างต้นแบบการพัฒนาที่ไม่ได้แยกเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมออกจากกัน แต่ผสานทั้งสามด้านให้เดินหน้าไปพร้อมกันอย่างสมดุล โดยเชื่อมั่นว่าความยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นจากใครเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงและส่งต่อโลกที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไป


สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซับน้ำตา ผู้ประสบอัคคีภัย ระยอง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุดลงพื้นที่ซับน้ำตา เยียวยาผู้ประสบอัคคีภัย บริเวณตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง พร้อมมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตรวม 7 ราย ณ บริเวณมูลนิธิสว่างพรกุศล จังหวัดระยอง
.
วานนี้ (วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2568) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง จำนวน 6 ครอบครัว 9 คน โดยมอบเงินสดคนละ 3,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว จำนวน 3 ชุด รายบุคคล จำนวน 3 ชุด และมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 20,000 บาท รวม 7 ราย รวมมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 183,500 บาท นอกจากนี้ มูลนิธิสว่างพรกุศล จังหวัดระยอง ร่วมมอบเงินค่าฌาปนกิจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต รายละ 10,000 บาท รวมการช่วยเหลือทั้ง 2 องค์กรคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 253,500 บาท (สองแสนห้าหมื่นสามพันห้าร้อยบาทถ้วน) โดยมี นายอนุสรณ์ แสงกล้า นายอำเภอเมืองระยอง พร้อมด้วย คณะมูลนิธิสว่างพรกุศล จังหวัดระยอง เป็นผู้ประสานและร่วมในพิธี ณ บริเวณมูลนิธิสว่างพรกุศล จังหวัดระยอง
.
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอแสดงความเสียใจ และขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวทุกท่านมา ณ ที่นี้
.
ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ”ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต””
.
ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung
.
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418

ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

กฐินพระราชทาน วัดไผ่ล้อม

King of Thailand Bestowed Royal Kathin ceremony at Phailom Temple Nakhon Pathom,Thailand พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินRoyal Kathin ceremony , Nakhon Pathom,Thailand วัดไผ่ล้อม พระอารามหลวง (หลวงพ่อพูล)

รายงานข่าวโดยอรวรรณ บุณยธาดา ผู้สื่อข่าวอาวุโส บรรณาธิการบริหาร Times of Bahrain ,Times of Bahrain Thai

ตามที่ บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) นำโดย นางนภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขอพระราชทานไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดไผ่ล้อม พระอารามหลวง ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐมในวันอาทิตย์ที่ ๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๘ เวลา ๑๕.๐๐ น.

จึงขอเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมงานดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน

#royalthaifamily #kingofthailand #Thailand #กฐินพระราชทาน #พระมหากษัตริย์ไทย #kingofthailand #นครปฐม

#วัดไผ่ล้อมพระอารามหลวง#thailand News report by #orawanboonyathada

งานบุญพรรษา ตักบาตรเทโวโรหณะ 2568

💐งานบุญพรรษา ตักบาตรเทโวโรหณะ 2568💐
นายวิโรจน์ ศรีสังข์ นายกเทศมนตรีตำบลสีมามงคล ขอเชิญร่วมงานบุญพรรษาตักบาตรเทโวโรหณะ ประจำปี พ.ศ.2568 มหาศรัทธา บูชาพระพุทธสกลสีมามงคล
🟢 วันที่ 11 – 12 ตุลาคม 2568
🟣 ตั้งแต่เวลา 08:00 น. เป็นต้นไป
🟠 ณ วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม (วัดหลวงพ่อพระขาว)
🌞 กิจกรรมภาคเช้า ตักบาตรเทโวโรหณะ พระภิกษุสงฆ์ 139 รูป ยิ่งใหญ่ตระการตา มีขบวนแห่ เทวดา นางฟ้า อัญเชิญ นำขบวนพระภิกษุ รับบิณฑบาต จากบันไดที่ประดิษฐานพระพุทธสกลสีมามงคล
🌜กิจกรรมภาคกลางคืน การแสดง แสง เสียง ชุดมหาศรัทธา บูชาพระพุทธสกลสีมามงคล มีนักแสดงกว่า 100 ชีวิต พบแสง เสียง สุดอลังการ ในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
🔵 วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง
🔵 วันที่ 11 – 12 ตุลาคม 2568 การแสดง แสง เสียง ชุดมหาศรัทธาบูชาพระพุทธสกลสีมามงคล
☎️ เทศบาลตำบลสีมามงคล 044-361444

ตักบาตรเทโวโรหณะ #ตักบาตรเทโวโรหณะ2568 #วัดพระขาว #วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม #อำเภอปากช่อง #จังหวัดนครราชสีมา