ไม่ว่าใครก็ทุกข์ทั้งนั้น
ความจริงของชีวิตในโลกยุคใหม่
ลองมองโลกใบนี้ให้ดี…
ทุกวันนี้ ไม่มีใครสบายจริง ๆ
คนจนก็ทุกข์ คนรวยก็ทุกข์ คนมีงานก็ทุกข์ คนไม่มีงานก็ทุกข์ คนมีคู่ก็ทุกข์ คนไม่มีคู่ก็ทุกข์ คนโสดกลัวความเหงา คนมีครอบครัวก็กลัวการสูญเสีย
เพียงแต่…
ความทุกข์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
คนจนทุกข์เพราะเงินไม่พอใช้ ค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำมัน ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน ทำงานตั้งแต่เช้าจนค่ำ แต่เงินเดือนหมดก่อนสิ้นเดือน
บางคนไม่ได้คิดว่าจะรวยอย่างไร แต่กำลังคิดว่า…
“พรุ่งนี้จะเอาเงินที่ไหนไปจ่าย?”
ส่วนคนชั้นกลาง ก็มีอีกแบบหนึ่ง
ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ส่งลูกเรียน ดูแลพ่อแม่ ทำงานแข่งกับเวลา กลัวตกงาน กลัวรายได้ลด กลัวธุรกิจเจ๊ง กลัวเป็นหนี้
หาเงินได้มากขึ้น แต่บางครั้ง…
เวลาที่จะใช้ชีวิตกลับน้อยลง
ส่วนคนรวยก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความทุกข์
มีเงินมาก ก็มีเรื่องที่ต้องรักษามาก
ต้องรักษาธุรกิจ รักษาทรัพย์สิน รักษาชื่อเสียง รักษาความสัมพันธ์ กลัวคนเข้าหาเพราะเงิน กลัวคนหลอก กลัวถูกโกง กลัวลูกหลานมีปัญหา กลัวธุรกิจล้ม กลัววันที่สิ่งที่สร้างมาทั้งชีวิตพังลง
บางคนมีบ้านหลายหลัง แต่กลับไม่รู้ว่า…
บ้านหลังไหนคือบ้านที่ตัวเองมีความสุขจริง ๆ
บางคนมีเงินมากพอจะซื้อทุกอย่าง แต่ซื้อความสบายใจไม่ได้
มีคนอยู่รอบตัวมากมาย แต่กลับรู้สึกว่า…
ไม่มีใครเข้าใจตัวเองเลย
นี่แหละคือความจริงของโลกมนุษย์
โลกวันนี้ไม่ได้มีแค่ปัญหาเรื่องเงิน
เราต้องรับมือกับการแข่งขัน เทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย ข่าวสารที่ไหลเข้ามาไม่หยุด มิจฉาชีพออนไลน์ การหลอกลวง หนี้สิน ค่าครองชีพ มลพิษ ภัยธรรมชาติ ความไม่แน่นอนของงาน ความสัมพันธ์ที่เปราะบาง และความกดดันที่มองไม่เห็น
คนรุ่นใหม่ตื่นขึ้นมา ก็ต้องคิดเรื่องอนาคต
เรียนจบแล้วจะทำงานอะไร?
เงินเดือนจะพอไหม?
จะซื้อบ้านได้ไหม?
จะมีครอบครัวไหม?
จะเลี้ยงพ่อแม่อย่างไร?
จะตามโลกให้ทันอย่างไร?
เปิดโทรศัพท์ขึ้นมา เห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ
คนหนึ่งซื้อบ้าน คนหนึ่งซื้อรถ คนหนึ่งไปต่างประเทศ คนหนึ่งมีธุรกิจ คนหนึ่งแต่งงาน คนหนึ่งมีชีวิตที่ดูสมบูรณ์แบบ
แล้วเราก็หันกลับมามองตัวเอง…
“ทำไมชีวิตเรายังไม่ถึงไหนเลย?”
ทั้งที่เราไม่รู้เลยว่า…
ชีวิตที่เราเห็นในหน้าจอ คือเพียงไม่กี่วินาทีของชีวิตเขา
แต่เราเอาไม่กี่วินาทีนั้น มาเปรียบเทียบกับชีวิตทั้งชีวิตของตัวเอง
แล้วก็ทุกข์
โลกสมัยใหม่จึงแปลกมาก
เราเชื่อมต่อกับคนทั้งโลกได้ แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น
เรามีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่กลับมีเวลาพักน้อยลง
เรามีข้อมูลมากขึ้น แต่กลับสับสนมากขึ้น
เรามีทางเลือกมากขึ้น แต่กลับตัดสินใจยากขึ้น
เรามีของให้ซื้อเต็มไปหมด แต่กลับมีความสุขกับสิ่งที่มีน้อยลง
และที่น่ากลัวที่สุดคือ…
มนุษย์เริ่มชินกับความเครียด
ชินกับการรีบ
ชินกับการแข่งขัน
ชินกับการนอนไม่พอ
ชินกับการกังวล
ชินกับการเปรียบเทียบ
ชินกับการต้องพิสูจน์ตัวเอง
จนบางครั้งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า…
นี่คือชีวิต หรือแค่การพยายามเอาตัวรอดไปวัน ๆ
คนจำนวนมากไม่ได้ใช้ชีวิต
แต่กำลังวิ่งไล่ชีวิต
วิ่งหาเงิน วิ่งหาความสำเร็จ วิ่งหาการยอมรับ วิ่งหาความรัก วิ่งหาชื่อเสียง วิ่งหนีความล้มเหลว วิ่งหนีความกลัว
วิ่งจนลืมถามตัวเองว่า…
“แล้วเราวิ่งไปเพื่ออะไร?”
สุดท้ายไม่ว่ารวยหรือจน ก็ต้องพบกับสิ่งเดียวกัน
ความแก่
ความเจ็บป่วย
การพลัดพราก
การสูญเสีย
ความผิดหวัง
และวันหนึ่ง…
ความตาย
เงินอาจซื้อบ้านได้ แต่ซื้อเวลาไม่ได้
เงินอาจซื้อยาได้ แต่ซื้อความเป็นอมตะไม่ได้
ชื่อเสียงอาจทำให้คนรู้จักเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีใครเข้าใจเรา
ความสำเร็จอาจทำให้คนปรบมือ แต่ไม่ได้รับประกันว่าเราจะหลับอย่างมีความสุขในคืนนี้
เพราะฉะนั้น…
อย่าอิจฉาชีวิตคนอื่นมากเกินไป
เราเห็นรถของเขา แต่เราไม่เห็นหนี้ของเขา
เราเห็นบ้านของเขา แต่เราไม่เห็นปัญหาในบ้านของเขา
เราเห็นรอยยิ้มของเขา แต่เราไม่เห็นน้ำตาของเขา
เราเห็นความสำเร็จของเขา แต่เราไม่เห็นคืนวันที่เขานอนไม่หลับ
ทุกคนมีด้านที่เราไม่เห็น
และทุกคนกำลังต่อสู้กับบางอย่าง
เพียงแต่…
บางคนต่อสู้กับความจน
บางคนต่อสู้กับความกดดัน
บางคนต่อสู้กับความเหงา
บางคนต่อสู้กับความกลัว
บางคนต่อสู้กับความคาดหวังของครอบครัว
บางคนต่อสู้กับอดีตของตัวเอง
บางคนมีทุกอย่าง แต่กลับไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปเพื่ออะไร
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า…
“ไม่ว่าใครก็ทุกข์ทั้งนั้น”
แต่คำว่า “ทุกข์” ไม่ได้แปลว่าโลกไม่มีความสุข
มันหมายความว่า…
ไม่มีชีวิตใดที่ควบคุมทุกอย่างได้ดังใจ
เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับโลกที่ไม่สมบูรณ์
หาเงิน…แต่ไม่ให้เงินกลายเป็นนายของชีวิต
ทำงาน…แต่ไม่ลืมว่าชีวิตไม่ได้มีแค่งาน
รักใครสักคน…แต่รู้ว่าทุกความสัมพันธ์มีวันเปลี่ยนแปลง
มีความฝัน…แต่ไม่ทำลายตัวเองเพราะความฝันนั้น
ใช้เทคโนโลยี…แต่ไม่ปล่อยให้หน้าจอขโมยชีวิตเรา
มีทรัพย์สิน…แต่ไม่เอาทรัพย์สินมาวัดคุณค่าของตัวเอง
และที่สำคัญที่สุด…
อย่าใช้ชีวิตด้วยความประมาท
เพราะโลกไม่ได้สัญญากับเราว่า พรุ่งนี้จะเหมือนวันนี้
คนที่เรารักอาจไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป
ร่างกายที่แข็งแรงวันนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้
งานที่มั่นคงวันนี้อาจไม่มั่นคงในวันหน้า
เงินที่มีวันนี้อาจหายไปได้
สิ่งที่เราคิดว่าแน่นอน อาจเปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา
ดังนั้น…
ในโลกที่วุ่นวายขึ้นทุกวัน สิ่งที่มนุษย์ควรหา อาจไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีปัญหา
เพราะชีวิตแบบนั้นไม่มีอยู่จริง
แต่คือ…
ใจที่อยู่ท่ามกลางปัญหาแล้วไม่พัง
รู้จักพอ รู้จักปล่อย รู้จักรัก รู้จักเสียสละ รู้จักให้อภัย รู้จักหยุด รู้จักมองความจริง
และรู้ว่า…
เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกคน
ไม่จำเป็นต้องมีมากกว่าคนอื่น
ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนยอมรับ
เราเพียงต้องใช้ชีวิตของเรา…
ให้มีความหมาย ก่อนวันที่ชีวิตจะหมดความหมายลง
เพราะสุดท้ายแล้ว…
คนจนก็ต้องวางเงิน
คนรวยก็ต้องวางเงิน
คนดังต้องวางชื่อเสียง
คนธรรมดาก็ต้องวางความกังวล
ทุกคนต้องวางทุกสิ่ง
แล้วเดินทางออกจากโลกนี้ด้วยมือเปล่า
สิ่งที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่…
เรามีมากแค่ไหน
แต่คือ…
เราเคยใช้ชีวิตอย่างไร เราเคยรักใคร เราเคยทำความดีอะไร และในระหว่างที่ยังมีลมหายใจ เราได้ทำให้ชีวิตของตัวเองและคนรอบข้าง มีความหมายขึ้นมาบ้างหรือยัง
เพราะโลกนี้อาจไม่เคยสงบอย่างที่เราต้องการ
ชีวิตอาจไม่เคยง่ายอย่างที่เราฝัน
และมนุษย์ทุกคน…
อาจกำลังทุกข์ในแบบของตัวเอง
แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์นี้
เรายังเลือกได้ว่า…
จะเพิ่มความทุกข์ให้กัน
หรือ…
จะเป็นเหตุผลเล็ก ๆ ที่ทำให้ใครบางคน ยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยหัวใจที่เข้มแข็งกว่าเดิม
แสดงโดย พระธรรมาจารย์เต้าฝ่า วัดกวงหมิงซัน เมืองไทไป ประเทศไต้หวัน ประธานมูลนิธิพระหัตถ์ของกวงอิมโพธิสัตว์ เพื่อช่วยเหลือผู้สัญจรบนมรรควิถีแห่งสภาวะทุกข์