ครูตำรวจแดร์ สภ.สองพี่น้อง ให้ความรู้การป้องกันยาเสพติด


สภ.สองพี่น้อง วันที่ 17 ส.ค.69
เวลา 10.00 น.- 12.00 น.
ภายใต้การอำนวยการ ของ
พ.ต.อ.วรภพ จำปาเงิน ผกก.สภ.สองพี่น้อง
พ.ต.ท.วิสัญ เรืองฤทธิ์ รอง ผกก.ป.สภ.สองพี่น้อง
พ.ต.ท.นาวิน กันพิพิช สวป.สภ.สองพี่น้อง
มอบหมายให้
ด.ต.ธนัท วรานนท์วนิช ผบ.หมู่ ป.สภ.สองพี่น้อง (ครูตำรวจแดร์)
ร่วมกับ นาง เอกหทัย พนมอุปถัมภ์ พัฒนากรจังหวัดสุพรรณบุรี ฝ่ายปกครองอำเภอสองพี่น้อง นายนิรุตต์ บูชา ผู้ใหญ่บ้าน ม.4 และผู้นำชุมชน
ดำเนินการบรรยายให้ความรู้การป้องกันยาเสพติด และแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเป็นการแำเนินการศึกษาและแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ งานกองทุนแม่ของแผ่นดินต้นแบบ ณ ศาลาเอนกประสงค์ บ้านลาดพลี ม.4 ต.บางเลน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

หลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ฝึกปฏิบัติการทางภาษา

9-15 สิงหาคม 2569
@ Edith Cowan University, Perth Australia

หลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการภาครัฐและเอกชน มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

จัดโครงการฝึกปฏิบัติการทางภาษา โดยความร่วมมือระหว่าง BSRU และ ECU เพื่อส่งเสริมงานวิชาการ งานวิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษา และบุคลากร โดยเฉพาะการสร้างความแข็งแกร่งด้านการใช้ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ ก่อนเป็นผู้สำเร็จการศึกษาที่มีประสิทธิภาพต่อไป

สภาเทศบาลตำบลหนองมะโมง มอบเครื่องอุปโภคบริโภค ให้กับเด็ก

17 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายชูชีพ สุพบุตร นายกเทศมนตรีตำบลหนองมะโมง พร้อมด้วยนายกิตติกาญจน์ จันทร์มา รองนายกเทศมนตรี,นายจตุรพร จบศรีรองนายกเทศมนตรี,นายมานพ ทองสุวรรณ,เลขานุการนายกเทศมนตรี,นายประเสริฐ พิณประภัศ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี,นายประเสริฐ แก้วเทวี ประธานสภาเทศบาลตำบลหนองมะโมง และสมาชิกสภาเทศบาลตำบลหนองมะโมง ร่วมลงพื้นที่มอบถุงเครื่องอุปโภคบริโภคและมอบรถจักรยาน ให้กับเด็กด้อยโอกาส จำนวน 3 คัน ในพื้นที่ หมู่ที่ 6,9,และ 12 ตำบลหนองมะโมง ที่ได้รับจากเหล่ากาชาดจังหวัดชัยนาท และอำเภอหนองมะโมง โดยมี นายบันลือศักดิ์ สุนทร นายอำเภอหนองมะโมง พร้อมด้วย สมาชิกเหล่ากาชาดอำเภอหนองมะโมง พัฒนาการอำเภอหนองมะโมง เกษตรอำเภอหนองมะโมง สาธารณสุขอำเภอหนองมะโมง สกร.อำเภอหนองมะโมง กำนันตำบลหนองมะโมง ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6,9,และ 12 ตำบลหนองมะโมง เข้าร่วมส่งมอบพบปะ พูดคุย สร้างขวัญกำลังใจให้กับเด็กและครอบครัวในครั้งนี้

ชาวริมปิงทวงถามเงินฝากสถาบันการเงินชุมชน

ชาวริมปิงทวงถามเงินฝากสถาบันการเงินชุมชนกว่า 21 ล้านบาท หวั่นสูญเงิน นักเรียน-ชาวบ้าน-วัด ยังไม่ได้คืน

ทั้งนี้กองบรรณาธิการยังไม่ได้สรุปว่าใครผิดใครถูกจนกว่าจะมีการสอบสวนอย่างรอบด้านและสรุปผล

ลำพูน – ชาวบ้านตำบลริมปิง อำเภอเมืองลำพูน รวมตัวร้องขอความเป็นธรรม กรณีเงินฝากของนักเรียน ชาวบ้าน และวัด ที่ฝากไว้กับสถาบันการเงินชุมชนตำบลริมปิง ไม่สามารถถอนคืนได้ โดยผู้ร้องระบุยอดเงินที่ได้รับผลกระทบรวมประมาณ 21,050,000 บาท พร้อมเรียกร้องหน่วยงานรัฐเร่งตรวจสอบและชี้แจงความคืบหน้า หลังเรื่องดำเนินมานานแต่ยังไม่ได้รับเงินคืนครบถ้วน

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 เมื่อสมาชิกจำนวนมากไม่สามารถถอนเงินฝากจากสถาบันการเงินชุมชนตำบลริมปิงได้ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่ โดยมีทั้งเงินออมของชาวบ้าน เงินออมของนักเรียนจากหลายโรงเรียน รวมถึงเงินของวัดและกลุ่มชุมชนที่ฝากไว้กับสถาบันฯ

ก่อนหน้านี้จังหวัดลำพูนระบุว่าได้รับเรื่องร้องเรียนและเร่งติดตามปัญหา โดยตำรวจได้รับแจ้งความไว้แล้ว ขณะที่จังหวัดได้ประสานสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดลำพูน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและหาแนวทางช่วยเหลือผู้เสียหาย นอกจากนี้ยังมีการวางแนวทางประชุมไกล่เกลี่ยกับสถาบันการเงินฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดผู้เสียหายยังคงตั้งคำถามถึงความคืบหน้า โดยระบุว่าได้รับคำชี้แจงว่าสถาบันฯ นำเงินบางส่วนไปปล่อยกู้ประมาณ 4,281,845 บาท แต่ยังมีเงินอีกกว่า 16 ล้านบาทที่ผู้เสียหายต้องการทราบว่าอยู่ที่ใด และจะมีแนวทางนำเงินกลับมาคืนสมาชิกอย่างไร

น.ส.พาธินธิดา น้อยวันนา อดีตครูโรงเรียนบ้านศรีบังวัน ต.ริมปิง เปิดเผยว่า เคยรับผิดชอบเงินออมทรัพย์ของนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึง ป.6 โดยนักเรียนฝากเงินเป็นประจำทุกสัปดาห์ตลอดระยะเวลา 6 ปี ก่อนนำไปฝากกับสถาบันการเงินชุมชนฯ รวมเป็นเงิน 705,857 บาท หลังเกิดปัญหาโรงเรียนได้ยื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้รับเงินช่วยเหลือกลับมาเพียง 59,382 บาท ขณะที่ยังเหลือเงินอีก 646,475 บาท ที่ยังไม่ได้รับคืน

อดีตครูรายดังกล่าวเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งตรวจสอบว่าเงินของนักเรียนหายไปอยู่ที่ใด มีการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ และเด็กนักเรียนจะได้รับเงินคืนครบถ้วนหรือไม่ เนื่องจากเงินดังกล่าวเป็นเงินออมที่เด็กตั้งใจเก็บไว้เพื่อใช้เป็นทุนการศึกษา

ด้าน นายเย็น อ้ายพิง ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า ตนฝากเงินกับสถาบันการเงินชุมชนฯ มาตั้งแต่ปี 2561 เพราะเห็นว่าสะดวก ไม่ต้องเดินทางเข้าไปฝากเงินในตัวเมือง และตั้งใจเก็บไว้ใช้ในยามชรา มียอดเงินฝากกว่า 70,000 บาท แต่เมื่อเกิดปัญหากลับไม่สามารถถอนเงินได้ จึงอยากขอให้คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นใจชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่นำเงินเก็บทั้งชีวิตมาฝากไว้

ขณะที่ นางพัชณีย์ ญาชวณา กล่าวว่า ติดตามเรื่องเงินฝากมาตลอด แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน โดยเงินฝากของตนเหลืออยู่ประมาณ 5,000 บาท ส่วนเงินของมารดาที่เสียชีวิตไปแล้วมีอยู่กว่า 100,000 บาท จึงอยากทราบว่าจะสามารถได้รับเงินคืนเมื่อใด และครอบครัวจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่

ด้าน นายถวัลย์ นามยอมอมร อายุ 63 ปี ตัวแทนชาวบ้านและนักเรียน กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาปรากฏชัดเมื่อนักเรียนโรงเรียนบ้านศรีบังวันจบชั้น ป.6 และไปติดต่อขอถอนเงินที่ฝากสะสมไว้ แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ จึงมีการประชุมสอบถามข้อเท็จจริงกับผู้บริหารสถาบันการเงินชุมชนฯ

นายถวัลย์ระบุว่า ในการชี้แจงมีการระบุว่าเงินถูกนำไปปล่อยกู้ประมาณ 4.28 ล้านบาท แต่ยังมีเงินส่วนที่เหลืออีกกว่า 16 ล้านบาทที่ผู้ฝากยังไม่ได้รับคำชี้แจงอย่างชัดเจน จึงได้ประสานหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขอความเป็นธรรม แต่ได้รับคำตอบเพียงว่ากำลังดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะเงินออมของประชาชนเท่านั้น แต่ยังมีเงินของนักเรียน โรงเรียน และวัดที่ได้รับผลกระทบด้วย โดยผู้เสียหายเกรงว่าหากการตรวจสอบล่าช้า จะทำให้การติดตามทรัพย์สินและการนำเงินกลับคืนแก่สมาชิกทำได้ยากขึ้น

ข้อมูลจากจังหวัดลำพูนระบุว่า ปัญหาเงินฝากของประชาชนกับสถาบันการเงินชุมชนตำบลริมปิงมีมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท และจังหวัดได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือกลุ่มนักเรียน รวมถึงติดตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยในปี 2568 คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดลำพูนก็มีมติรับเรื่องร้องเรียนกรณีเงินฝากหายและให้ติดตามผลเป็นระยะ

ผู้เสียหายจึงเรียกร้องให้ตำรวจ หน่วยงานปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบบัญชีการเงิน เส้นทางการใช้จ่ายและการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินชุมชนตำบลริมปิง รวมถึงชี้แจงยอดเงินที่เหลืออย่างโปร่งใส พร้อมเร่งหามาตรการนำเงินกลับคืนให้กับนักเรียน ชาวบ้าน วัด และผู้ฝากเงินโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมและคลายข้อสงสัยที่ค้างคามานาน

ตำรวจภูธรภาค 1 เปิดโครงการฝึกอบรมยิงปืนต่อสู้ทางยุทธวิธี

ตำรวจภูธรภาค 1 เปิดโครงการฝึกอบรมยิงปืนต่อสู้ทางยุทธวิธี ขัดเกลาความรู้และเสริมเขี้ยวเล็บตำรวจด่านหน้า เพื่อเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์
พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 69 เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมยิงปืนต่อสู้ทางยุทธวิธีของตำรวจภูธรภาค 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
โดยมี พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ภ.1, รอง ผบก.ภ.จว.ในสังกัด (รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม) และข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องร่วมพิธีเปิดการฝึกอบรม ณ สนามยิงปืน ตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี
สนองตามนโยบายว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมทั้งอำนวยความยุติธรรมทางอาญา ให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย สร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เสริมสร้างภาพลักษณ์ ตำรวจคือที่พึ่งของพี่น้องประชาชน

ดาน่า อราวี่กับ แลนด์มาร์กสำคัญระดับโลกน้ำพุเทรวี กรุงโรม

ดาน่า อราวี่กับอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญระดับโลก
น้ำพุเทรวี Trevi Fountain /Fontana di Trevi คือน้ำพุสไตล์ บาโรกที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ตั้งอยู่ในเขตเทรวี (Trevi) โดดเด่นด้วยความสูงประตูกว่า 25.9 เมตร และกว้าง 19.8 เมตร ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญระดับโลกที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมาเยือนเพื่อชมความงดงามของประติมากรรมหินอ่อนและร่วมกิจกรรมโยนเหรียญขอพรตามตำนานอันเลื่องชื่อ Credit picture by Dana Alawi
The Trevi Fountain is Rome’s largest and most famous Baroque fountain, standing 26.3 meters high and 49.15 meters wide. Designed by Nicola Salvi and completed in 1762, this travertine and marble masterpiece depicts Oceanus, the god of water, flanked by mythological figures representing Abundance and Salubrity.

ผู้พิพากษาสมทบฯ เติมรอยยิ้มเด็กพิเศษ ในกิจกรรม “Pay It Forward ยิ่งให้ยิ่งสุขใจ ปี 8”

ท่านสุชาดา ผู้พิพากษาสมทบฯ ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา เติมรอยยิ้มเด็กพิเศษ ในกิจกรรม “Pay It Forward ยิ่งให้ยิ่งสุขใจ ปี 8”

“เอกชัย วรรณแก้ว” และมูลนิธิอาร์ตโนแฮนด์ จัดกิจกรรม “Pay It Forward ยิ่งให้ยิ่งสุขใจ ปีที่ 8” ส่งต่อโอกาสทางการศึกษาและสร้างกำลังใจให้เด็กและเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษ ขณะที่ “ท่านสุชาดา” ผู้พิพากษาสมทบฯ ร่วมสนับสนุนเสื้อมูลนิธิ พร้อมนำขนมสายไหมมาสร้างรอยยิ้มให้น้อง ๆ

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 1 จังหวัดนครปฐม คุณเอกชัย วรรณแก้ว นักพูดสร้างแรงบันดาลใจและผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิอาร์ตโนแฮนด์ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีจิตอาสา จัดกิจกรรม “Pay It Forward ยิ่งให้ยิ่งสุขใจ ปีที่ 8” ภายใต้แนวคิด “ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้” เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษา ความสุข และกำลังใจให้แก่เด็กและเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษ

ภายในงานมีการมอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนจำนวน 10 ทุน พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นให้แก่ศูนย์การศึกษาพิเศษฯ รวมทั้งกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ การแสดงจากนักเรียน และกิจกรรมสันทนาการ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้แสดงความสามารถและใช้เวลาร่วมกับผู้สนับสนุนและอาสาสมัครอย่างใกล้ชิด

โอกาสนี้ ท่านสุชาดา กิจวิริยะ ผู้พิพากษาสมทบ ศาลแพ่งมีนบุรีและศาลอาญามีนบุรี แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ซึ่งให้การสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิอาร์ตโนแฮนด์มาอย่างต่อเนื่อง ได้ร่วมสนับสนุนเสื้อมูลนิธิอาร์ตโนแฮนด์ เพื่อนำไปมอบให้แก่ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 1 จังหวัดนครปฐม สำหรับใช้ประโยชน์ในการจัดกิจกรรมของศูนย์ฯ

นอกจากนี้ ท่านสุชาดายังได้นำขนมสายไหมมาร่วมแจกจ่ายให้เด็ก ๆ ตลอดกิจกรรม สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและรอยยิ้มให้กับน้อง ๆ โดยบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นจากผู้ใหญ่ใจดี อาสาสมัคร และเด็ก ๆ ที่มาร่วมกิจกรรม

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการกล่าวต้อนรับจาก นางวราภรณ์ อารีชินรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 1 จังหวัดนครปฐม ก่อนที่ นางจารุวรรณ เวชตระกูล ประธานกรรมการมูลนิธิอาร์ตโนแฮนด์ จะกล่าวรายงานและขอบคุณผู้สนับสนุน จากนั้น นางรัตนาภรณ์ มุกนนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษาในศูนย์การศึกษาพิเศษและเรียนร่วม สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมงาน

ขณะที่คุณเอกชัย วรรณแก้ว ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ และผู้เข้าร่วมงาน ก่อนจะมีการแสดงจากนักเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษฯ จำนวน 2 ชุด และพิธีมอบทุนการศึกษา รวมถึงสิ่งของอุปโภคบริโภคแก่ศูนย์ฯ

ช่วงท้ายของงาน เด็ก ๆ ได้ร่วมกิจกรรมสันทนาการ ร้องเพลง และฟังดนตรีจากวง The ขยี้ Band พร้อมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเองและอบอุ่น

สำหรับกิจกรรม “Pay It Forward ยิ่งให้ยิ่งสุขใจ” จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยมูลนิธิอาร์ตโนแฮนด์ มุ่งสร้างพื้นที่แห่งการแบ่งปันและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษ ทั้งด้านการศึกษา การดำรงชีวิต และการสร้างกำลังใจ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งโอกาสและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ผู้สนใจร่วมสนับสนุนกิจกรรมหรือสอบถามรายละเอียด สามารถติดต่อมูลนิธิอาร์ตโนแฮนด์ โทร. 0-2418-285 หรือคุณอาภรณ์พรรณ เอมอร่าม (แอน) โทร. 08-6884-2449

ส.ช.น. สัญจร พระนครศรีอยุธยา เปิดเวที “กฎหมายที่ประชาชนควรรู้”

ส.ช.น. สัญจร พระนครศรีอยุธยา เปิดเวที “กฎหมายที่ประชาชนควรรู้” เสริมภูมิรู้กฎหมาย–รู้สิทธิ–เข้าถึงความยุติธรรม**
.
ผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 16 สิงหาคม 2559 ว่านายบุญส่งน้อยโสภณรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ได้มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี ดร ธวัลย รุยาพร เลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา และ อนุ กรรมการ สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ไปเปิดโครงการสัญจรเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เปิดมุมมองเรื่องสิทธิ หน้าที่ และกระบวนการยุติธรรม พร้อมถ่ายทอดความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายและการสื่อสารแก่เยาวชน นักศึกษา และประชาชนในพื้นที่

รศ. ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ,รศ.ดร.ธาตรี มหันตรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากร และ
ดร.ตราดุลย์ นรนิติผดุงการ
อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต , อาจารย์นรินทร์. อุ่นแก้ว ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารทั่วไปและกฎหมาย

และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กาญจณา สุขาบูรณ์ ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
เข้าร่วมกิจกรรมและ

.
มีนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาและประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจเข้าร่วมประมาณ 300คน พร้อมตัวแทนผู้นำชุมชน ในพื้นที่จังหวัด อยุธยา พร้อม ตั้งโต๊ะ หารือปรึกษาปัญหาข้อกฎหมาย และคดีความต่างๆ ฟรีแก่ประชาชนทั่วไปอีกด้วย

สำหรับวิทยากรมีดังนี้ ว่าที่ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ รุยาพร เลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา บรรยายเรื่องคดีมรดก
นายเชษฐ์ สุขสมเกษม อาจารย์ผู้บรรยายกฎหมายในสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครราชสีมา อนุกรรมการบริหารสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา พูดเรื่องปัญหาทางกฎหมายในคดีตลาดจริง
และ นางกานดา จำปาทิพย์ อนุกรรมการบริหารสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และบรรณาธิการอาวุโส รายการสถานีประชาชน ไทยพีบีเอส พูดเรื่อง aIหลอกคน ดร.ส พงษ์ สิงห์สมบุญ พูดเรื่องพ.ร.บปรับเป็นพินัย
.
ทั้งนี้ การบรรยายจะเน้นการอธิบายกฎหมายในมิติที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมเชื่อมโยงสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ทั้งปัญหาการถูกหลอกลวง การถูกละเมิดสิทธิ ปัญหาผู้บริโภค ภัยออนไลน์ และกรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการร้องเรียนหรือกระบวนการยุติธรรม
.
ทั้งนี้โครงการมุ่งสร้างความตระหนักในกลุ่มเยาวชนและนักศึกษา ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่การทำงานและการใช้ชีวิตในสังคม ให้เห็นว่าความรู้ทางกฎหมายเป็น “ทักษะชีวิต” ที่จำเป็น ไม่ต่างจากความรู้ด้านการเงิน เทคโนโลยี หรือการสื่อสาร เพราะช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยง รู้เท่าทันการถูกเอาเปรียบ และตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้น
.
การจัดโครงการจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมมีความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายเพิ่มขึ้น สามารถนำความรู้ไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน รวมถึงถ่ายทอดต่อไปยังครอบครัวและชุมชน

โครงการสัญจรเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนจึงถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเชื่อม “ความรู้ด้านกฎหมาย” เข้ากับ “ชีวิตจริงของประชาชน” และช่วยลดช่องว่างระหว่างประชาชนกับกระบวนการยุติธรรม

เพราะในท้ายที่สุด การรู้กฎหมาย ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อรู้ข้อห้าม แต่คือการรู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้ทางออก และรู้ว่าจะปกป้องตนเองอย่างไรเมื่อเผชิญความไม่เป็นธรรม

ไม่ว่าใครก็ทุกข์ทั้งนั้น

ไม่ว่าใครก็ทุกข์ทั้งนั้น

ความจริงของชีวิตในโลกยุคใหม่

ลองมองโลกใบนี้ให้ดี…

ทุกวันนี้ ไม่มีใครสบายจริง ๆ

คนจนก็ทุกข์
คนรวยก็ทุกข์
คนมีงานก็ทุกข์
คนไม่มีงานก็ทุกข์
คนมีคู่ก็ทุกข์
คนไม่มีคู่ก็ทุกข์
คนโสดกลัวความเหงา
คนมีครอบครัวก็กลัวการสูญเสีย

เพียงแต่…

ความทุกข์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

คนจนทุกข์เพราะเงินไม่พอใช้
ค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำมัน ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน
ทำงานตั้งแต่เช้าจนค่ำ แต่เงินเดือนหมดก่อนสิ้นเดือน

บางคนไม่ได้คิดว่าจะรวยอย่างไร
แต่กำลังคิดว่า…

“พรุ่งนี้จะเอาเงินที่ไหนไปจ่าย?”

ส่วนคนชั้นกลาง
ก็มีอีกแบบหนึ่ง

ต้องผ่อนบ้าน
ผ่อนรถ
ส่งลูกเรียน
ดูแลพ่อแม่
ทำงานแข่งกับเวลา
กลัวตกงาน
กลัวรายได้ลด
กลัวธุรกิจเจ๊ง
กลัวเป็นหนี้

หาเงินได้มากขึ้น
แต่บางครั้ง…

เวลาที่จะใช้ชีวิตกลับน้อยลง

ส่วนคนรวยก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความทุกข์

มีเงินมาก
ก็มีเรื่องที่ต้องรักษามาก

ต้องรักษาธุรกิจ
รักษาทรัพย์สิน
รักษาชื่อเสียง
รักษาความสัมพันธ์
กลัวคนเข้าหาเพราะเงิน
กลัวคนหลอก
กลัวถูกโกง
กลัวลูกหลานมีปัญหา
กลัวธุรกิจล้ม
กลัววันที่สิ่งที่สร้างมาทั้งชีวิตพังลง

บางคนมีบ้านหลายหลัง
แต่กลับไม่รู้ว่า…

บ้านหลังไหนคือบ้านที่ตัวเองมีความสุขจริง ๆ

บางคนมีเงินมากพอจะซื้อทุกอย่าง
แต่ซื้อความสบายใจไม่ได้

มีคนอยู่รอบตัวมากมาย
แต่กลับรู้สึกว่า…

ไม่มีใครเข้าใจตัวเองเลย

นี่แหละคือความจริงของโลกมนุษย์

โลกวันนี้ไม่ได้มีแค่ปัญหาเรื่องเงิน

เราต้องรับมือกับการแข่งขัน
เทคโนโลยี
โซเชียลมีเดีย
ข่าวสารที่ไหลเข้ามาไม่หยุด
มิจฉาชีพออนไลน์
การหลอกลวง
หนี้สิน
ค่าครองชีพ
มลพิษ
ภัยธรรมชาติ
ความไม่แน่นอนของงาน
ความสัมพันธ์ที่เปราะบาง
และความกดดันที่มองไม่เห็น

คนรุ่นใหม่ตื่นขึ้นมา
ก็ต้องคิดเรื่องอนาคต

เรียนจบแล้วจะทำงานอะไร?

เงินเดือนจะพอไหม?

จะซื้อบ้านได้ไหม?

จะมีครอบครัวไหม?

จะเลี้ยงพ่อแม่อย่างไร?

จะตามโลกให้ทันอย่างไร?

เปิดโทรศัพท์ขึ้นมา
เห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ

คนหนึ่งซื้อบ้าน
คนหนึ่งซื้อรถ
คนหนึ่งไปต่างประเทศ
คนหนึ่งมีธุรกิจ
คนหนึ่งแต่งงาน
คนหนึ่งมีชีวิตที่ดูสมบูรณ์แบบ

แล้วเราก็หันกลับมามองตัวเอง…

“ทำไมชีวิตเรายังไม่ถึงไหนเลย?”

ทั้งที่เราไม่รู้เลยว่า…

ชีวิตที่เราเห็นในหน้าจอ
คือเพียงไม่กี่วินาทีของชีวิตเขา

แต่เราเอาไม่กี่วินาทีนั้น
มาเปรียบเทียบกับชีวิตทั้งชีวิตของตัวเอง

แล้วก็ทุกข์

โลกสมัยใหม่จึงแปลกมาก

เราเชื่อมต่อกับคนทั้งโลกได้
แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น

เรามีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น
แต่กลับมีเวลาพักน้อยลง

เรามีข้อมูลมากขึ้น
แต่กลับสับสนมากขึ้น

เรามีทางเลือกมากขึ้น
แต่กลับตัดสินใจยากขึ้น

เรามีของให้ซื้อเต็มไปหมด
แต่กลับมีความสุขกับสิ่งที่มีน้อยลง

และที่น่ากลัวที่สุดคือ…

มนุษย์เริ่มชินกับความเครียด

ชินกับการรีบ

ชินกับการแข่งขัน

ชินกับการนอนไม่พอ

ชินกับการกังวล

ชินกับการเปรียบเทียบ

ชินกับการต้องพิสูจน์ตัวเอง

จนบางครั้งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า…

นี่คือชีวิต หรือแค่การพยายามเอาตัวรอดไปวัน ๆ

คนจำนวนมากไม่ได้ใช้ชีวิต

แต่กำลังวิ่งไล่ชีวิต

วิ่งหาเงิน
วิ่งหาความสำเร็จ
วิ่งหาการยอมรับ
วิ่งหาความรัก
วิ่งหาชื่อเสียง
วิ่งหนีความล้มเหลว
วิ่งหนีความกลัว

วิ่งจนลืมถามตัวเองว่า…

“แล้วเราวิ่งไปเพื่ออะไร?”

สุดท้ายไม่ว่ารวยหรือจน
ก็ต้องพบกับสิ่งเดียวกัน

ความแก่

ความเจ็บป่วย

การพลัดพราก

การสูญเสีย

ความผิดหวัง

และวันหนึ่ง…

ความตาย

เงินอาจซื้อบ้านได้
แต่ซื้อเวลาไม่ได้

เงินอาจซื้อยาได้
แต่ซื้อความเป็นอมตะไม่ได้

ชื่อเสียงอาจทำให้คนรู้จักเรา
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีใครเข้าใจเรา

ความสำเร็จอาจทำให้คนปรบมือ
แต่ไม่ได้รับประกันว่าเราจะหลับอย่างมีความสุขในคืนนี้

เพราะฉะนั้น…

อย่าอิจฉาชีวิตคนอื่นมากเกินไป

เราเห็นรถของเขา
แต่เราไม่เห็นหนี้ของเขา

เราเห็นบ้านของเขา
แต่เราไม่เห็นปัญหาในบ้านของเขา

เราเห็นรอยยิ้มของเขา
แต่เราไม่เห็นน้ำตาของเขา

เราเห็นความสำเร็จของเขา
แต่เราไม่เห็นคืนวันที่เขานอนไม่หลับ

ทุกคนมีด้านที่เราไม่เห็น

และทุกคนกำลังต่อสู้กับบางอย่าง

เพียงแต่…

บางคนต่อสู้กับความจน

บางคนต่อสู้กับความกดดัน

บางคนต่อสู้กับความเหงา

บางคนต่อสู้กับความกลัว

บางคนต่อสู้กับความคาดหวังของครอบครัว

บางคนต่อสู้กับอดีตของตัวเอง

บางคนมีทุกอย่าง
แต่กลับไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปเพื่ออะไร

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า…

“ไม่ว่าใครก็ทุกข์ทั้งนั้น”

แต่คำว่า “ทุกข์”
ไม่ได้แปลว่าโลกไม่มีความสุข

มันหมายความว่า…

ไม่มีชีวิตใดที่ควบคุมทุกอย่างได้ดังใจ

เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับโลกที่ไม่สมบูรณ์

หาเงิน…แต่ไม่ให้เงินกลายเป็นนายของชีวิต

ทำงาน…แต่ไม่ลืมว่าชีวิตไม่ได้มีแค่งาน

รักใครสักคน…แต่รู้ว่าทุกความสัมพันธ์มีวันเปลี่ยนแปลง

มีความฝัน…แต่ไม่ทำลายตัวเองเพราะความฝันนั้น

ใช้เทคโนโลยี…แต่ไม่ปล่อยให้หน้าจอขโมยชีวิตเรา

มีทรัพย์สิน…แต่ไม่เอาทรัพย์สินมาวัดคุณค่าของตัวเอง

และที่สำคัญที่สุด…

อย่าใช้ชีวิตด้วยความประมาท

เพราะโลกไม่ได้สัญญากับเราว่า
พรุ่งนี้จะเหมือนวันนี้

คนที่เรารักอาจไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป

ร่างกายที่แข็งแรงวันนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้

งานที่มั่นคงวันนี้อาจไม่มั่นคงในวันหน้า

เงินที่มีวันนี้อาจหายไปได้

สิ่งที่เราคิดว่าแน่นอน
อาจเปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา

ดังนั้น…

ในโลกที่วุ่นวายขึ้นทุกวัน
สิ่งที่มนุษย์ควรหา
อาจไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีปัญหา

เพราะชีวิตแบบนั้นไม่มีอยู่จริง

แต่คือ…

ใจที่อยู่ท่ามกลางปัญหาแล้วไม่พัง

รู้จักพอ
รู้จักปล่อย
รู้จักรัก
รู้จักเสียสละ
รู้จักให้อภัย
รู้จักหยุด
รู้จักมองความจริง

และรู้ว่า…

เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกคน

ไม่จำเป็นต้องมีมากกว่าคนอื่น

ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนยอมรับ

เราเพียงต้องใช้ชีวิตของเรา…

ให้มีความหมาย ก่อนวันที่ชีวิตจะหมดความหมายลง

เพราะสุดท้ายแล้ว…

คนจนก็ต้องวางเงิน

คนรวยก็ต้องวางเงิน

คนดังต้องวางชื่อเสียง

คนธรรมดาก็ต้องวางความกังวล

ทุกคนต้องวางทุกสิ่ง

แล้วเดินทางออกจากโลกนี้ด้วยมือเปล่า

สิ่งที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่…

เรามีมากแค่ไหน

แต่คือ…

เราเคยใช้ชีวิตอย่างไร
เราเคยรักใคร
เราเคยทำความดีอะไร
และในระหว่างที่ยังมีลมหายใจ
เราได้ทำให้ชีวิตของตัวเองและคนรอบข้าง
มีความหมายขึ้นมาบ้างหรือยัง

เพราะโลกนี้อาจไม่เคยสงบอย่างที่เราต้องการ

ชีวิตอาจไม่เคยง่ายอย่างที่เราฝัน

และมนุษย์ทุกคน…

อาจกำลังทุกข์ในแบบของตัวเอง

แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์นี้

เรายังเลือกได้ว่า…

จะเพิ่มความทุกข์ให้กัน

หรือ…

จะเป็นเหตุผลเล็ก ๆ
ที่ทำให้ใครบางคน
ยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยหัวใจที่เข้มแข็งกว่าเดิม

แสดงโดย
พระธรรมาจารย์เต้าฝ่า วัดกวงหมิงซัน
เมืองไทไป ประเทศไต้หวัน
ประธานมูลนิธิพระหัตถ์ของกวงอิมโพธิสัตว์
เพื่อช่วยเหลือผู้สัญจรบนมรรควิถีแห่งสภาวะทุกข์

ONE ผนึกกำลังสมาคมมวยสากลฯ ดัน “นาบิล อานาน” คัดทีมชาติ ลุยโอลิมปิก 2028

รวมดรีมทีมเพื่อชาติ! ONE ผนึกกำลังสมาคมมวยสากลฯ ดัน “นาบิล อานาน” คัดทีมชาติ ลุยโอลิมปิก 2028

เมื่อวันศุกร์ที่ 14 ส.ค. ที่ผ่านมา ณ ยิม EVOLVE MMA (อีโวลฟ์ เอ็มเอ็มเอ) ชั้น 9 อาคาร Emsphere
(เอ็มสเฟียร์) ONE ร่วมกับ สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย และ คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานแถลงข่าวประกาศความร่วมมือสนับสนุนนายนาบิล อานาน อดีตแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต เดินหน้าสู่การคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา

ภายในงานได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญในวงการกีฬาของไทยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นายชาตรี ศิษย์ยอดธง ผู้ก่อตั้ง ประธาน และ ซีอีโอ ONE, นายพิชัย ชุณหวชิร นายกสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย, ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/อุปนายก สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานฝ่ายเทคนิคกีฬามวยสากล พร้อมด้วยนายนาบิล อานาน ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้

โอกาสนี้ นายชาตรี ได้เปิดงานด้วยการกล่าวถึงแนวทางการทำงานของ ONE ร่วมกับสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย รวมถึงบทบาทของ ONE ในการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพนักกีฬาไทยให้ก้าวไปสร้างชื่อเสียงบนเวทีระดับโลก

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยกันสนับสนุน นาบิล ให้ได้ไปโอลิมปิกในสักวันหนึ่ง และผมอยากขอบคุณคุณสำราญ คุณพิชัย คุณพิมล และนาบิล เพราะถ้าเราไม่ร่วมมือกัน ก็จะไม่มีทางเกิดโอกาสแบบนี้ขึ้นแน่นอน”

“ผมเข้าใจว่าเราจะมีระบบคัดตัวสำหรับทีมชาติ และเราจะทำตามทุกอย่างในระบบที่โอลิมปิกและทีมชาติมี เราไม่มีความคิดที่จะแทรกแซงใคร แต่ผมมองว่าสำหรับประเทศไทยแล้ว เราต้องส่งนักมวยที่เก่งที่สุดของประเทศไปแข่ง เพื่อจะได้มีโอกาสคว้าเหรียญทองมาครองได้จริง ๆ”

“ผมอยากขอร้องแฟน ๆ ชาวไทยให้ช่วยกันสนับสนุนนักกีฬาแบบ นาบิล เพราะเขาเป็นนักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์ ผมเชื่อว่ามีโอกาสที่ นาบิล จะผ่านการคัดเลือกได้ไปร่วมแข่งขันในโอลิมปิก และคว้าเหรียญทองกลับมาให้ประเทศไทยได้”

ด้านนายนาบิล ได้เปิดใจถึงความรู้สึกที่ได้รับโอกาสร่วมคัดเลือกเพื่อลุ้นเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2028 พร้อมเผยเป้าหมายและความมุ่งมั่นในการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ

“อันดับแรก ผมต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ทุกคน รวมถึงพี่สมรักษ์ คำสิงห์ ที่มองเห็นอะไรบางอย่างในตัวผม และเชื่อว่าผมจะสามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อประเทศไทยได้ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้รับโอกาสให้เป็นตัวแทนประเทศไทยในกีฬามวยสากลสมัครเล่น และรู้สึกดีใจมาก รวมถึงตื่นเต้นมากที่จะได้ลองอะไรใหม่ ๆ”

“จริง ๆ แล้วมวยสากลไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผม เพราะตอนอายุ 13-14 ปี ผมเคยฝึกมวยสากลอยู่ช่วงหนึ่ง และรู้สึกชอบกีฬาชนิดนี้มาก แต่เนื่องจากตอนนั้นผมอยู่ในประเทศไทย ซึ่งมวยไทยเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมาก ผมเลยหันมาเอาดีทางด้านมวยไทยแทน”

“ตั้งแต่เด็กผมชอบมวยสากลมาก พอโตมาเหมือนความฝันตอนเด็ก ๆ มันเริ่มกลับมาหาผมอีกครั้ง และครั้งนี้ผมจะได้ร่วมคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศไทยด้วย ผมยิ่งดีใจและรู้สึกปลื้มมาก ผมพร้อมเต็มที่และผมจะทำได้แน่นอน ขอบคุณทุกคนมากจริง ๆ ครับ”

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสนับสนุนความฝันของนักกีฬาไทย พร้อมร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศของวงการกีฬาไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ผ่านความร่วมมือระหว่าง ONE สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาไทยได้ไล่ล่าความฝันสูงสุดบนเวทีโอลิมปิก และร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ประเทศไทยเป็นที่จดจำบนเวทีโลก

แฟนกีฬาติดตามข่าวสารอัปเดตของ ONE ได้ที่เฟซบุ๊ก ONE Championship Thailand เว็บไซต์ www.ONEFC.com และอินสตาแกรม ONEChampTh และ TikTok ONEChampTH