นิยายธรรม​ะ​ เรื่องเจ้าตัวนี้แหละ

นิยายธรรม​ะ​ เรื่อง
เจ้าตัวนี้แหละ…

ที่พาฉันไปทั้งชีวิต

บทที่ 1

เด็กชายผู้เคยมีความสุขโดยไม่ต้องหา

ตอนที่ภูผายังเป็นเด็ก
โลกทั้งใบของเขาไม่ได้กว้างใหญ่เลย

มันมีเพียงบ้านหลังเล็ก ๆ
สนามดินหน้าบ้าน
เสียงแม่เรียกกินข้าว
เสียงพ่อกลับจากทำงานตอนเย็น
และจักรยานเก่า ๆ คันหนึ่งที่เขาใช้ปั่นไปกับเพื่อนจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

ตอนนั้น…

ภูผาไม่เคยถามตัวเองว่า
“ฉันจะประสบความสำเร็จไหม?”

เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำว่า “ประสบความสำเร็จ” หมายความว่าอย่างไร

เขารู้เพียงว่า…

ถ้าวันนี้ฝนตก
เขาก็วิ่งออกไปเล่นน้ำฝน

ถ้าวันนี้แม่ทำขนม
เขาก็มีความสุขกับขนมชิ้นนั้น

ถ้าพ่อกลับบ้านเร็ว
เขาก็ดีใจ

และถ้าเพื่อนชวนไปเล่นฟุตบอล
โลกทั้งใบก็เหมือนมีเรื่องสำคัญเพียงเรื่องเดียว

นั่นคือ…

“ไปเล่นกันเถอะ”

เย็นวันหนึ่ง
ภูผานอนอยู่บนพื้นหญ้า
มองก้อนเมฆที่ลอยผ่านท้องฟ้า

เขาเห็นก้อนหนึ่งเหมือนช้าง
อีกก้อนเหมือนเรือ
อีกก้อนเหมือนใบหน้าของใครสักคน

เขาหัวเราะอยู่คนเดียว

ไม่มีเงินในกระเป๋า

ไม่มีบ้านหลังใหญ่

ไม่มีรถ

ไม่มีชื่อเสียง

ไม่มีใครรู้จักเขา

แต่ในวันนั้น…

เขามีความสุข

โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า
ตัวเองกำลังมีความสุข


บทที่ 2

วันที่โลกเริ่มบอกว่า “เธอต้องมี”

เมื่อภูผาโตขึ้น
โลกก็เริ่มเปลี่ยนภาษา

จากคำว่า

“ไปเล่นกันเถอะ”

ค่อย ๆ กลายเป็น

“ต้องตั้งใจเรียน”

“ต้องสอบให้ได้”

“ต้องมีอนาคต”

“ต้องมีงานดี ๆ”

“ต้องหาเงิน”

คำว่า “ต้อง”
ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่คำว่า “อยาก”

ภูผาเรียน

สอบ

แข่งขัน

แพ้

ชนะ

แล้วก็เริ่มเรียนรู้ว่า
ในโลกของผู้ใหญ่…

คนที่มีมากกว่า
มักถูกมองว่าประสบความสำเร็จมากกว่า

เขาจึงเริ่มมองคนอื่น

เพื่อนคนหนึ่งมีโทรศัพท์รุ่นใหม่

เขาอยากมีบ้าง

เพื่อนอีกคนสอบได้คะแนนสูงกว่า

เขาอยากเก่งกว่า

ใครบางคนมีเสื้อผ้าดีกว่า

เขาก็อยากได้

ความคิดเล็ก ๆ เหล่านี้
ค่อย ๆ เดินเข้ามาในชีวิต

เงียบ ๆ

จนวันหนึ่ง…

ภูผาเริ่มไม่ได้มองท้องฟ้าเหมือนตอนเด็กอีกแล้ว

เขามองแต่สิ่งที่ตัวเองยังไม่มี


บทที่ 3

ผู้หญิงคนหนึ่งกับหัวใจที่เริ่มรู้จักคำว่า “กลัว”

ตอนอายุยี่สิบกว่า
ภูผาได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง

เธอชื่อแพร

แพรไม่ได้สวยที่สุดในโลก

แต่เวลาหัวเราะ
ดวงตาของเธอจะหยีเล็กลง
และภูผาชอบมองมัน

เขาชอบเวลาที่เธอพูดเรื่องเล็ก ๆ

ชอบเวลาที่เธอถามว่า

“วันนี้เหนื่อยไหม?”

คำถามธรรมดา ๆ
กลับทำให้วันที่หนักที่สุดของเขาเบาลงอย่างประหลาด

ภูผาเริ่มอยากมีเธออยู่ในทุกวัน

อยากเห็นเธอตอนเช้า

อยากได้ยินเสียงเธอก่อนนอน

อยากให้เธออยู่ข้าง ๆ ไปนาน ๆ

และตรงนั้นเอง…

ความรักเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง

จากความสุข…

ค่อย ๆ กลายเป็นความกลัว

วันหนึ่งแพรกลับบ้านช้ากว่าปกติ

ภูผาโทรหา

ไม่มีคนรับ

เขาโทรอีกครั้ง

ยังไม่มีคนรับ

ความคิดแรกเกิดขึ้นว่า

“เธอคงติดธุระ”

แต่ไม่นาน…

ความคิดอีกตัวหนึ่งก็ตามมา

“หรือเธออยู่กับใคร?”

“หรือเธอไม่รักเราแล้ว?”

“หรือเธอกำลังจะทิ้งเรา?”

เพียงไม่กี่นาที…

หัวใจของเขาก็ไม่เหมือนเดิม

ความรักยังอยู่

แต่ความกลัวเข้ามานั่งอยู่ข้าง ๆ แล้ว

คืนนั้นเมื่อแพรกลับมา

ภูผาถามด้วยเสียงแข็ง

“ทำไมโทรไปไม่รับ?”

แพรมองเขา

“โทรศัพท์อยู่ในกระเป๋า เราไม่ได้ยิน”

“แล้วทำไมต้องกลับดึกขนาดนี้?”

“เราบอกแล้วว่าไปทำงานกับเพื่อน”

ภูผาเงียบ

แต่ในใจยังไม่เงียบ

เขาไม่ได้กำลังคุยกับแพรเพียงคนเดียว

เขากำลังคุยกับภาพที่ความคิดของเขาสร้างขึ้นมา

คืนนั้น…

ทั้งสองคนทะเลาะกัน

เสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ

คำพูดที่ไม่ควรพูด
หลุดออกจากปากทีละคำ

จนในที่สุด…

แพรเดินเข้าไปในห้อง

ปิดประตู

ภูผานั่งอยู่คนเดียวในห้องรับแขก

ความเงียบเข้ามาแทนที่เสียงทะเลาะ

เขานั่งก้มหน้า

แล้วถามตัวเองว่า…

“เมื่อกี้เรากำลังทะเลาะกับแพร…”

หรือกำลังทะเลาะกับอะไรบางอย่างในหัวของเรา?

แต่คืนนั้นเขายังตอบตัวเองไม่ได้


บทที่ 4

ชีวิตที่ต้องวิ่ง

หลังจากนั้น
ภูผาทุ่มเทให้กับงานมากขึ้น

เขาเชื่อว่า…

ถ้ามีเงินมากพอ
ทุกอย่างจะดีขึ้น

มีเงิน…

จะมีบ้าน

มีบ้าน…

จะมีครอบครัวที่มั่นคง

มีรถ…

จะเดินทางสะดวก

มีธุรกิจ…

จะไม่ต้องกลัวอนาคต

เขาจึงทำงานตั้งแต่เช้า

กลับบ้านค่ำ

บางวันกลับดึก

บางคืนยังเปิดคอมพิวเตอร์ทำงานต่อบนเตียง

แพรเริ่มบ่นว่า

“เราแทบไม่ได้คุยกันเลย”

ภูผาตอบกลับไปว่า

“ก็ทำเพื่ออนาคตของเรานี่แหละ”

เขาพูดด้วยความจริงใจ

เขาไม่ได้โกหก

เขาคิดว่าเขากำลังทำเพื่อคนที่รัก

แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่รู้…

คือระหว่างที่เขากำลังสร้างอนาคต

เขากำลังทำปัจจุบันหล่นหายไปทีละวัน

เช้าวันหนึ่ง…

ลูกชายตัวเล็กของเขายืนอยู่หน้าประตู

ถามว่า

“พ่อ วันนี้ไปส่งผมได้ไหม?”

ภูผามองนาฬิกา

“วันนี้พ่อมีงาน”

เด็กชายเงียบ

แล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง

ภูผามองตาม

เขาอยากเรียกลูกกลับมา

แต่โทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน

“ครับ…ได้ครับ เดี๋ยวผมเข้าไป”

แล้วเขาก็ออกจากบ้าน

วันนั้นเขาหาเงินได้มากกว่าปกติ

แต่เขาไม่รู้เลยว่า…

มีช่วงเวลาหนึ่งของลูก
ที่เขาไม่สามารถซื้อกลับคืนมาได้อีกแล้ว


บทที่ 5

คืนที่บ้านเงียบกว่าทุกคืน

หลายปีผ่านไป

ภูผามีบ้าน

มีรถ

มีธุรกิจ

มีครอบครัว

มีเงินมากกว่าตอนหนุ่มหลายเท่า

แต่เขากลับนอนหลับยากขึ้นทุกที

คืนนั้น…

ฝนตก

หยดน้ำกระทบกระจกหน้าต่างเป็นจังหวะ

ภรรยานอนหันหลังให้

ลูกโตจนแทบไม่ค่อยคุยกับเขา

บ้านหลังใหญ่เงียบมาก

ภูผานอนลืมตาอยู่ในความมืด

เขาหันไปมองนาฬิกา

ตีสองสิบเจ็ดนาที

เขาหลับตา

แต่ความคิดกลับไม่ยอมหลับ

เรื่องงาน

หนี้

คู่แข่ง

ลูก

ภรรยา

เงิน

อนาคต

สุขภาพ

ทุกอย่างไหลเข้ามาพร้อมกัน

เหมือนผู้คนจำนวนมากกำลังเปิดประตูเข้ามาในห้องเดียวกัน

ไม่มีใครยอมออกไป

ภูผาหันตัวไปมา

แล้วจู่ ๆ เขาก็รู้สึกเหนื่อย

ไม่ใช่เหนื่อยแบบคนทำงาน

แต่เป็นความเหนื่อยที่ลึกกว่านั้น

เขาถามตัวเองในความมืดว่า…

“เราวิ่งมาถึงไหนแล้ว?”

คำถามนั้นลอยอยู่ในห้อง

ไม่มีใครตอบ


บทที่ 6

วันที่บางคนจากไป

ไม่นานหลังจากนั้น…

แม่ของภูผาป่วย

ข่าวนั้นมาถึงในเช้าวันหนึ่ง

เขารีบเดินทางกลับบ้าน

เมื่อเปิดประตูเข้าไป…

ภาพแรกที่เห็นคือแม่ของเขานอนอยู่บนเตียง

ร่างกายผอมลงมาก

แต่เมื่อเห็นลูก…

แม่ยังยิ้ม

“กลับมาแล้วเหรอลูก”

ภูผานั่งลงข้างเตียง

จับมือแม่

มือที่เคยลูบหัวเขาตอนเด็ก
วันนี้กลับเบาจนน่าใจหาย

เขาพยายามกลั้นน้ำตา

แม่มองหน้าเขา

“เหนื่อยไหมลูก?”

ประโยคเดิม…

ประโยคเดียวกับที่เขาเคยได้ยินมาตลอดชีวิต

ภูผาก้มหน้า

น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนมือแม่

เขาอยากพูดอะไรหลายอย่าง

อยากบอกว่า

“แม่…ผมขอโทษ”

ขอโทษที่กลับบ้านน้อย

ขอโทษที่มัวแต่วิ่ง

ขอโทษที่คิดว่าพรุ่งนี้ยังมีเวลา

แต่คำพูดทั้งหมดติดอยู่ในลำคอ

ไม่กี่วันต่อมา…

แม่จากไป

บ้านหลังเดิมยังอยู่

โต๊ะตัวเดิมยังอยู่

เก้าอี้ตัวเดิมยังอยู่

ถ้วยใบเดิมยังอยู่

แต่เสียงของแม่…

ไม่มีอีกแล้ว

คืนนั้นภูผานั่งอยู่คนเดียว

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

กำลังจะโทรหาแม่

แล้วจึงนึกขึ้นได้ว่า…

ไม่มีใครรับสายอีกแล้ว

เขาวางโทรศัพท์ลง

ความเงียบในคืนนั้น…

ไม่เหมือนความเงียบคืนอื่น

มันเป็นความเงียบที่ทำให้เขาเห็นอะไรบางอย่าง

สิ่งที่เขาวิ่งตามมาตลอดชีวิต

เงิน

งาน

บ้าน

รถ

ความสำเร็จ

ชื่อเสียง

สิ่งเหล่านั้น…

ไม่มีชิ้นไหนเลยที่สามารถเรียกแม่กลับมาได้

และเป็นครั้งแรก…

ที่ภูผาเริ่มสงสัยจริง ๆ ว่า

“ที่ผ่านมา…

เราใช้ชีวิตไปเพื่ออะไร?”


บทที่ 7

ชายคนหนึ่งกับห้องที่เต็มไปด้วยอดีต

หลังงานศพผ่านไป

ภูผากลับกรุงเทพฯ

ชีวิตภายนอกยังเหมือนเดิม

ธุรกิจยังต้องเดิน

ลูกยังต้องเรียน

ค่าใช้จ่ายยังต้องจ่าย

ผู้คนยังต้องพบ

งานยังต้องทำ

แต่ข้างในตัวเขา…

บางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

คืนหนึ่ง…

ภูผากลับมาถึงบ้าน

ถอดรองเท้า

วางกุญแจรถ

เดินผ่านห้องรับแขก

แล้วหยุดอยู่หน้ากระจก

เขามองชายวัยกลางคนในกระจก

ผมเริ่มมีสีขาว

ใบหน้าเหนื่อยล้า

ดวงตาเต็มไปด้วยเรื่องราว

เขามองตัวเองอยู่นาน

แล้วจู่ ๆ ก็ถามว่า

“คนในกระจกคนนี้…

กำลังมีชีวิตอยู่จริง ๆ

หรือกำลังถูกอะไรบางอย่างพาไป?”

ไม่มีคำตอบ

เขาจึงนั่งลง

เงียบ ๆ

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี…

ที่เขาไม่ได้เปิดโทรศัพท์

ไม่ได้เปิดโทรทัศน์

ไม่ได้ทำงาน

ไม่ได้โทรหาใคร

เขาเพียงนั่ง…

และดูใจของตัวเอง

ไม่นานความคิดก็เริ่มมา

“พรุ่งนี้ต้องไปประชุม”

“ลูกจะเป็นอย่างไร”

“ธุรกิจจะเป็นอย่างไร”

“ถ้าเงินไม่พอ…”

“ถ้าธุรกิจล้ม…”

“ถ้าภรรยาไม่รัก…”

“ถ้าคนอื่นประสบความสำเร็จมากกว่า…”

ความคิดแล้วความคิดเล่า

ไหลเข้ามา

ภูผาเกือบจะลุกขึ้นไปจัดการมันเหมือนทุกครั้ง

แต่ครั้งนี้…

เขาเพียงนั่งมอง

แล้วจู่ ๆ ก็เห็นบางอย่าง

ความคิดหนึ่งเกิดขึ้น

แล้วความคิดนั้นก็พาให้เกิดความรู้สึก

ความรู้สึกพาให้เกิดความอยาก

ความอยากพาให้เกิดการกระทำ

การกระทำพาให้เกิดเรื่อง

เรื่องนั้นกลับมาเป็นความคิดใหม่

แล้ววงจรก็เริ่มต้นอีกครั้ง

เขานั่งนิ่ง

หัวใจเต้นช้า ๆ

แล้วภาพชีวิตทั้งชีวิตก็เหมือนค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า

วัยเด็ก…

ความรัก…

ความหึงหวง…

การทำงาน…

เงิน…

ครอบครัว…

การทะเลาะ…

ความกลัว…

ความสำเร็จ…

การสูญเสีย…

ทุกอย่างเหมือนฉากในละครเรื่องยาว

และทันใดนั้น…

เขาก็เห็นมัน

ชัดเจนเป็นครั้งแรก

ไม่ใช่คนอื่น

ไม่ใช่โลก

ไม่ใช่โชคชะตา

แต่มี “บางสิ่ง” อยู่ในใจเขาเอง

สิ่งที่คอยบอกว่า…

“ต้องมี”

“ต้องเป็น”

“ต้องชนะ”

“ต้องได้”

“อย่าเสีย”

“อย่าถูกทิ้ง”

“อย่าแพ้”

“ต้องให้คนรัก”

“ต้องให้คนยอมรับ”

ภูผานั่งนิ่ง

น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

ไม่ใช่เพราะเศร้า

แต่เพราะเขาเพิ่งมองเห็นชีวิตของตัวเองชัดเป็นครั้งแรก

เขาพึมพำเบา ๆ

เหมือนพูดกับใครคนหนึ่งที่อยู่กับเขามานานแสนนานว่า…

“ที่แท้…

เจ้าตัวนี้เอง…”

เขาหยุด

หายใจเข้าช้า ๆ

แล้วพูดต่อ

“เจ้าตัวนี้แหละ…

ที่พาฉันไปทั้งชีวิต”


บทที่ 8

เมื่อคนเราหยุดวิ่ง

คืนนั้นไม่มีเสียงธรรมะ

ไม่มีคำสอน

ไม่มีใครมาบอกว่าเขาต้องทำอย่างไร

มีเพียงชายคนหนึ่ง
นั่งอยู่กับลมหายใจของตัวเอง

ความคิดยังเกิด

แต่เขาไม่รีบตาม

ความกลัวยังเกิด

แต่เขาไม่รีบหนี

ความโกรธยังเกิด

แต่เขาไม่รีบพูด

ความอยากยังเกิด

แต่เขาไม่รีบคว้ามัน

เขาเริ่มเห็นว่า…

ความคิดก็เป็นเพียงความคิด

ความกลัวก็เป็นเพียงความกลัว

ความโกรธก็เป็นเพียงความโกรธ

ความอยากก็เป็นเพียงความอยาก

มันเกิดขึ้น…

ตั้งอยู่…

แล้วก็เปลี่ยนไป

เหมือนเมฆบนท้องฟ้า

เมฆไม่เคยบอกว่า
“ฉันจะอยู่ตรงนี้ตลอดไป”

มันเพียงลอยผ่านมา

แล้วลอยผ่านไป

ความคิดของคนเราก็เช่นกัน

แต่ที่ผ่านมา…

ภูผาไม่เคยปล่อยให้มันลอยผ่าน

เขาคอยคว้ามัน

คอยเชื่อมัน

คอยเดินตามมัน

จนความคิดหนึ่งกลายเป็นชีวิตทั้งชีวิต

คืนนั้นเขาจึงลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน

เขาไม่วิ่งตามมัน

เพียงดู…

และเมื่อเขาดูโดยไม่เข้าไปเป็นเจ้าของมัน

บางอย่างในใจก็ค่อย ๆ เบาลง


บทที่ 9

เช้าวันใหม่

รุ่งเช้า…

แสงแดดอ่อนลอดผ่านผ้าม่าน

ภูผาลืมตาขึ้น

โลกยังเป็นโลกใบเดิม

ธุรกิจยังอยู่

หนี้ยังอยู่

ปัญหายังอยู่

ครอบครัวยังอยู่

โทรศัพท์ยังมีข้อความมากมาย

ไม่มีปาฏิหาริย์อะไรเกิดขึ้น

แต่มีบางอย่างเปลี่ยนไป

เขาเห็นลูกเดินผ่านหน้าห้อง

ครั้งนี้เขาไม่ได้รีบเรียก

เขาเพียงมอง

แล้วพูดว่า

“กินข้าวด้วยกันไหมลูก?”

ลูกหยุด

หันกลับมา

ยิ้มเล็ก ๆ

“ได้ครับพ่อ”

เพียงเท่านั้น…

ภูผาก็รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งกลับมาถึงบ้าน

บ้านที่เขาเคยมีอยู่แล้ว

แต่ไม่เคยอยู่จริง ๆ

ตอนเช้าเขานั่งกินข้าวกับลูก

ไม่เปิดโทรศัพท์

ไม่รีบ

ไม่คิดถึงประชุม

ไม่คิดถึงยอดขาย

ไม่คิดถึงวันพรุ่งนี้

เขาเพียงอยู่ตรงนั้น

กับคนตรงหน้า

และเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี…

เขารู้สึกถึงรสชาติของอาหาร

ได้ยินเสียงช้อนกระทบจาน

เห็นแสงแดดบนโต๊ะ

เห็นใบหน้าของลูก

สิ่งเหล่านี้เคยอยู่ตรงหน้าเขามาตลอด

เพียงแต่ที่ผ่านมา…

ใจของเขาไม่เคยอยู่ตรงนั้น


บทสุดท้าย

เจ้าตัวนี้แหละ…ที่พาฉันไปทั้งชีวิต

หลายเดือนผ่านไป

ภูผายังมีความโกรธ

ยังมีความอยาก

ยังมีความกลัว

ยังมีวันที่ใจฟุ้งซ่าน

เขาไม่ได้กลายเป็นคนที่ไม่มีความคิด

ไม่ได้กลายเป็นคนที่ไม่มีปัญหา

และไม่ได้กลายเป็นคนที่ไม่ต้องทำอะไร

เขายังคงทำงาน

ยังหาเงิน

ยังดูแลครอบครัว

ยังรักคนที่เขารัก

ยังใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบเดิม

เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป…

เมื่อความคิดเกิดขึ้น

เขาเริ่มเห็นมัน

ใส่ความเห็น