
เราไม่ได้ทุกข์เพราะชีวิต…แต่ทุกข์เพราะเรา “ยึด” ชีวิต
ลองคิดดูดี ๆ…
บางครั้ง
สิ่งที่ทำให้เราเจ็บ
ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น
แต่คือคำว่า…
“ทำไมมันต้องเกิดกับฉัน?”
เขาไม่รักเรา
เราทุกข์
เขาไม่เลือกเรา
เราทุกข์
คนอื่นไม่เห็นคุณค่าเรา
เราทุกข์
งานไม่เป็นอย่างที่คิด
เราทุกข์
เงินไม่พอ
เราทุกข์
ความสัมพันธ์เปลี่ยน
เราทุกข์
อดีตแก้ไม่ได้
แต่เรายังเอามันกลับมาทรมานตัวเองทุกคืน
อนาคตยังมาไม่ถึง
แต่เรากลับเอามันมาทำให้ตัวเองกลัวตั้งแต่วันนี้
แล้วลองถามตัวเองว่า…
สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังทำร้ายเรา
หรือใจของเรากำลังเกาะมันไว้?
นี่แหละคือสิ่งที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า
“อุปาทาน”
พูดง่าย ๆ คือ…
การที่ใจเราเอาชีวิตไปผูกไว้กับสิ่งทั้วปวง ทั้งสิ่งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน หรือขันธ์ 5 นั่นเอง
แล้วบอกว่า
“มันต้องเป็นอย่างที่ฉันต้องการ”
ต้องรักฉัน
ต้องเข้าใจฉัน
ต้องชอบฉัน
ต้องยอมรับฉัน
ต้องสำเร็จ
ต้องมีเงิน
ต้องมีชื่อเสียง
ต้องมีคนชื่นชม
ต้องไม่สูญเสีย
ต้องไม่เปลี่ยนแปลง
แต่ชีวิตไม่เคยสัญญากับเราเลยว่า
ทุกอย่างจะเป็นอย่างที่เราต้องการ
คนเปลี่ยนได้
ความสัมพันธ์เปลี่ยนได้
ร่างกายเปลี่ยนได้
งานเปลี่ยนได้
เงินเปลี่ยนได้
โลกเปลี่ยนได้
แม้แต่ตัวเราเอง…
ก็ยังเปลี่ยนทุกวัน
แต่ใจเรากลับพูดว่า…
“ไม่ได้!
ฉันไม่เอาแบบนี้
มันต้องเป็นแบบที่ฉันต้องการ!”
ตรงนั้นแหละ…
ความทุกข์เริ่มทำงาน
เพราะโลกกำลังเปลี่ยน
แต่ใจเรากำลังต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
โลกบอกว่า…
“สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว”
แต่ใจเราบอกว่า…
“ฉันไม่ยอมรับ!”
โลกบอกว่า…
“เขาเดินออกไปแล้ว”
แต่ใจเราบอกว่า…
“เขาต้องกลับมา!”
โลกบอกว่า…
“มันจบแล้ว”
แต่ใจเราบอกว่า…
“มันต้องไม่จบ!”
นี่คือความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ
และถ้าอย่างนั้น…
การดับทุกข์
อาจไม่ได้หมายความว่า
เราต้องเปลี่ยนโลกทั้งใบ
ไม่ต้องบังคับให้ทุกคนรักเรา
ไม่ต้องทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจ
ไม่ต้องเอาชนะทุกคน
ไม่ต้องควบคุมอนาคต
แต่เราต้องกลับมาดูว่า…
“ตอนนี้ใจของเรากำลังยึดอะไรอยู่?”
ยึดคน?
ยึดเงิน?
ยึดชื่อเสียง?
ยึดความสำเร็จ?
ยึดความรัก?
ยึดอดีต?
ยึดภาพของตัวเอง?
หรือแม้แต่…
ยึดความคิดของตัวเองว่า
ชีวิตต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้
เมื่อเห็นการยึด…
ก็เริ่มวาง
ไม่ใช่การหนีชีวิต
ไม่ใช่การไม่รักใคร
ไม่ใช่การไม่ทำงาน
ไม่ใช่การไม่แก้ไข
ไม่ใช่การไม่อยากประสบความสำเร็จ
แต่คือ…
รักได้
โดยไม่ต้องครอบครอง
ทำเต็มที่
โดยไม่ต้องเอาผลลัพธ์มาผูกกับคุณค่าของตัวเอง
มีได้
โดยรู้ว่าสักวันอาจไม่มี
พบกันได้
และยอมรับว่าวันหนึ่งอาจต้องจากกัน
ชนะได้
และไม่หลงคิดว่าตัวเองต้องชนะตลอดไป
แพ้ได้
โดยไม่ตัดสินว่าตัวเองเป็นคนล้มเหลว
เพราะสุดท้าย…
สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนได้
แต่เราไม่จำเป็นต้องพังไปพร้อมกับทุกการเปลี่ยนแปลง
จำประโยคนี้ไว้…
“ชีวิตไม่ได้สัญญาว่าจะให้เราได้ทุกอย่าง
แต่ชีวิตกำลังสอนให้เรารู้ว่า
เราไม่จำเป็นต้องยึดทุกอย่างที่เราได้มา”
เมื่อใจยึด…
เรากลัวเสีย
เมื่อใจอยากได้…
เรากลัวไม่ได้
เมื่อใจอยากให้เป็น…
เราทรมานเมื่อมันไม่เป็น
แต่เมื่อใจเริ่มวาง…
เรายังรักเหมือนเดิม
ยังทำงานเหมือนเดิม
ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม
เพียงแต่…
เราไม่เอาสิ่งภายนอก
มาขังความสุขของเราไว้อีกต่อไป
นี่ไม่ใช่เรื่องของศาสนา
นี่คือเรื่องของ ใจมนุษย์
และบางที…
ความเป็นอิสระที่แท้จริง
ไม่ได้เกิดขึ้นวันที่เราได้ทุกอย่างที่ต้องการ
แต่มันเกิดขึ้นในวันที่เราพูดกับชีวิตได้ว่า…
“มี…ฉันก็ขอบคุณ
ไม่มี…ฉันก็ยังอยู่ได้
เปลี่ยน…ฉันก็เรียนรู้
จากไป…ฉันก็ปล่อย
เพราะฉันจะไม่เอาใจของฉัน
ไปผูกไว้กับสิ่งที่ไม่เคยเป็นของฉันอย่างถาวร”
และนี่อาจเป็นความจริงที่ลึกที่สุดของชีวิต…
เราไม่ได้ต้องปล่อยทุกสิ่ง
เพราะทุกสิ่งเลวร้าย
เราต้องเรียนรู้ที่จะปล่อย…
เพราะทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง
และเมื่อใจไม่ต้องบังคับโลกให้เป็นอย่างใจอีกต่อไป…
โลกอาจไม่ได้เปลี่ยน
แต่คนที่อยู่ในโลก…
จะไม่ทุกข์เหมือนเดิมอีกแล้ว
เทศนาโดย
พระธรรมาจารย์เต้าฝ่า วัดกวงหมิงซัน เมืองไทเป ประเทศไต้หวัน ประธานมูลนิธิพระหัตถ์ของกวงอิมโพธิสัตว์เพื่อช่วยเหลือผู้สัญจรบนมรรควิถีแห่งสภาวะทุกข์ ได้รับรางวัลด้วย