Blog

ถก “พลิกวิกฤตสงครามการค้าสู่โอกาสใหม่ SMEs ไทย”

ส.ผู้สื่อข่าวเอสเอ็มอีไทยผนึกเครือข่ายพันธมิตร
จัดถก”พลิกวิกฤตสงครามการค้าสู่โอกาสใหม่ SMEs ไทย”

ส.ผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยผนึกสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทยและเครือข่ายพันธมิตร  จัดเสวนาหัวข้อ “พลิกวิกฤตสงครามการค้า สู่โอกาสใหม่ SMEs ไทยเติบโตยั่งยืน” นักวิชาการชี้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่จากมุ่งรับผลิต (OEM)เป็นการสร้างแบรนด์ตัวเอง ขณะนายกสมาคมการค้าปลีกฯแนะเน้นเพิ่มผลิตภัณฑ์หลากหลายและหาช่องทางตลาดเพิ่ม

             เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ณ ชั้น 6 ห้องออดิทอเรียม อาคารอีสต์ ทรู ดิจิทัล พาร์ค สมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย ร่วมกับ สมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย SME D Bank, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) และ ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven จัดเสวนาหัวข้อ “พลิกวิกฤตสงครามการค้า สู่โอกาสใหม่ SMEs ไทยเติบโตยั่งยืน” เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ มุมมอง และแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ท้าทายในปัจจุบัน โดยมี รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษาชั้นแนวหน้าของประเทศไทย, นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว นายกสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย และ นายอนุพงษ์ แสงอรุณทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดกา  SME D Bank ร่วมเสวนา โดยมีผู้สนใจทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี, นักเรียนนิสิตนักศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก
รศ.ดร.สมภพ กล่าวถึง การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ SMEs ในสถานการณ์สงครามการค้า โดยเฉพาะ การเตรียมรับมือสินค้าจีนทะลักเข้าไทยใน 6 เดือนหลังของปีนี้ ว่า จากนี้สภาพแวดล้อม ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมของโลกที่เปลี่ยนไป โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทั้งนี้ อัตราเฉลี่ยที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดไว้ที่ระดับ 15-20% ถือเป็นอัตราที่ดีที่สุด ใครสูงกว่านี้จะอยู่ยาก อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะแบกภาระภาษีดังกล่าวไม่ใช่ผู้ซื้อชาวอเมริกัน แต่จะเป็นผู้ส่งออกที่ได้รับอัตราภาษีไม่เท่ากัน เพราะผู้นำเข้าจะเลือกช้อปปิ้งสินค้าจากประเทศที่มีภาษีต่ำกว่าและราคาสินค้าถูกกว่า ดังนั้น ผู้ประกอบการ SMEs ไทย จะต้องมีกำไรไม่ต่ำกว่า 25-30% ถ้าต่ำกว่านี้ จะอยู่ไม่ได้
สำหรับ แนวโน้มของโลกต่อจากนี้ มีโอกาสที่ประเทศพัฒนาแล้วจะหันมารวมมือกันมากยิ่งขึ้น และจะหันไปทุนระหว่างกันสูงขึ้น เช่น กลุ่มทุนจากญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ หรือแม้แต่สหภาพยุโรป (อียู) จะเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ เพื่อทำให้สินค้ามีภาระภาษีเหลือที่ 0% ซึ่งเป็นความได้เปรียบอย่างมาก และในสหรัฐฯเอง ก็จะมุ่งเน้นการทำงานโดยไม่พึ่งพามนุษย์ แต่จะใช้ AI เข้ามาช่วยอย่างมีนัยสำคัญ
รศ. ดร.สมภพ กล่าวว่า ในส่วนของ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย จำเป็นจะต้องหันมาสนใจการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพให้มากขึ้น ทำอย่างไรหากต้องใช้คนทำงานเท่าเดิม ใช้เวลาและเงินทุนเท่าเดิม แต่ได้เนื้องานมากขึ้น นั่นคือ ต้องนำแนวคิดที่ว่า “สมาร์ท” เข้ามาใช้ในการดำเนินงาน เช่น สมาร์ท มาร์เก็ตติ่ง, สมาร์ท โลจิสติกส์ ฯลฯ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย จะต้องเตรียมการเพื่อนำมาช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนในการดำเนินงานโดยเร็ว
ทั้งนี้ หากต้อง วิเคราะห์ถึงแนวโน้มในระยะสั้น ราว 3-6 เดือน นับจากนี้ รศ. ดร.สมภพ เชื่อว่า โลกคงวุ่นวาย หลายส่วนจะเกิดกระบวนการแปรเปลี่ยน โดยเฉพาะ การระบายสินค้า หลังจากที่จีนยังเจรจากับสหรัฐฯไม่ลงตัว โอกาสที่สินค้าจีนจะย้ายจากตลาดสหรัฐฯไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยก็มีสูง ในส่วนของประเทศไทย ปัจจุบันเรานำเข้าสินค้าจากจีนด้วย 2 เหตุผล คือ 1.นำมาใช้เอง และ 2.เอามาเป็นส่วนประกอบในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ปัญหาเหล่านี้ ถือเป็น “ปัญหาระยะสั้น” ที่จะต้องเร่งแก้ไข แต่ใน ระยะกลางและยาว แล้ว จำเป็นที่ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย จะต้องเร่งปรับตัวกันใหม่ นอกจากการบริหารต้นทุนแล้ว ยังต้องวางตัวเองให้ล้อไปกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
            “เนื่องจาก รัฐบาลจีนเองจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ โดยเปลี่ยนจากประเทศที่เป็นโรงงานผลิตสินค้าของโลก มาเป็นประเทศที่เพิ่มสัดส่วนของอุตสาหกรรมการบริการให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น บริการด้านการท่องเที่ยว, ด้านอาหาร, ละครซีรีส์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ฯลฯ เพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งพาภาคการผลิตเหมือนเดิม ในส่วนของสหรัฐฯได้เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองมาก่อนหน้านี้ กลายเป็นประเทศที่เน้นภาคบริการและมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการดำเนินงาน ที่สำคัญสหรัฐฯได้กลายเป็น “ตลาดของโลก” (ผู้ซื้อ/นำเข้าสินค้ารายใหญ่) ดังนั้น แม้จะมีประชากรแค่ 1 ใน 4 ของจีน แต่ก็มีอำนาจการต่อรองในเวทีโลกของสหรัฐฯ ยังมีสูงได้มากขนาดนี้ ซึ่งหากเป็นจีนภายหลังการปรับเปลี่ยนตัวเองทั้งระบบแล้ว เชื่อว่าอำนาจการต่อรองในเวทีโลกจะมีสูงมากกว่านี้อย่างแน่นอน”รศ. ดร.สมภพ
รศ. ดร.สมภพ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจำเป็นจะต้องเปลี่ยน “มุขใหม่” (แนวคิดและวิธีการดำเนินการใหม่) เปลี่ยนจากที่มุ่งเน้นการรับจากผลิต (OEM) มาเป็นการสร้างแบรนด์ของตัวเอง เนื่องจากการเป็น OEM แม้คนไทยจะรู้ดีว่า เจ้าของสินค้าที่ส่งออกเป็นของกลุ่มทุนต่างชาติ แต่สำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ กลับมองเห็นว่า สินค้าที่ส่งออกมาจากประเทศไทย คือ สินค้าไทยและจะต้องจัดเก็บภาษีในอัตราสูงสุด และ อีกหนึ่ง “มุขใหม่” ที่ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย จะต้องเร่งดำเนินการ คือ การหันไปเน้นธุรกิจในภาคบริการให้มากขึ้น ซึ่งไม่เฉพาะแค่ภาคการท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงงานบริการด้านต่างๆ เช่น ด้านอาหาร สุขภาพ สปอร์ตคอมเพล็กซ์ และอื่นๆ ซึ่งหลายส่วน หากนำไปเชื่อมโยงกับภาคเกษตรกรรมได้ จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะไทยเรามีจุดแข็งด้านนี้อยู่แล้ว
ทั้งนี้ “จุดเด่น” ของเอสเอ็มอีโดยทั่วไป คือ ขนาดที่ไม่ใหญ่ จึงทำให้มีต้นทุนดำเนินการที่ไม่สูง แต่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองเข้ากับสถานการณ์ใหม่ โดยหากนำสิ่งนี้ไปเชื่อมโยงกับจีนที่กำลังปรับเปลี่ยนตัวเอง จากเดิมที่เป็น “โรงงานของโลก” มาเป็น “ตลาดของโลก” ได้ โดยที่ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ได้หันไปมุ่งเน้นการเชื่อมโยงงานภาคบริการ เข้าหาภาคการผลิต และเชื่อมโยงเข้าหาจีน ก็น่าจะเป็นโอกาสและความอยู่รอดของเอสเอ็มอีไทยในอนาคต
“หากพูดถึงเรื่องความคล่องตัวและความทันสมัยแล้ว ยังไงประเทศไทยก็ต้องพึ่งพาในเรื่องอาหาร แต่จะทำอย่างไร จึงจะเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้ ซึ่งการจะเพิ่มมูลค่าได้จะต้องมุ่งเน้นแนวคิด 7 ประการในการสร้างอาหารเพื่อการส่งออก นั่นคือ 1.มีความปลอดภัย 2.เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ 3.มีรสชาติดี 4.พร้อมทาน หรือพร้อมปรุง 5.มีแพ็กเกจจิ้งที่สวยงาม สร้างความพึงพอใจ 6.มีความรับผิดชอบต่อสังคม และ 7.เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดคือ 7 ตัวแปร ที่เราสามารถจะสร้างความแตกต่างเพื่อตอบสนองต่อเซ็กเตอร์อื่นๆ” ดร.สมภพ กล่าวและย้ำว่า…
ขอให้ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ใช้ประโยชน์จากความเล็ก แต่จะต้องพัฒนาบริการ เพื่อให้เชื่อมโยงกับภาคการผลิต พร้อมกับสร้างดีมานด์ (ความต้องการ) ใหม่ๆ รวมถึงสามารถจะเชื่อมโยงตลาดในจีน ที่นับจากนี้เชื่อว่คนจีนก็จะมี “ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ” ทั้ง อยากให้ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ใช้ประโยชน์จากคำว่า จิ๊วแต่แจ๋ว” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
         ขณะที่ นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว นายกสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย กล่าวเสริมว่าแน่นอนแรงเอสเอ็มอีเวลานี้เจอแรงกระแทกรุนแรงไม่ต่างจากสงครามไทยกับกัมพูชาที่โดนนระเบิดนระเนระนาดไปตาม ๆ กัน ซึ่งแรงกระแทกนี้ไม่เฉพาะสินค้าที่ส่งไปขายสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังสินค้าจีนที่ส่งออกไม่ได้ก็ทะลักเข้ามาในประเทศไทย และมีราคาถูกมาก ๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทยโดยตรง นอกจากนี้ยังมีผลกระทบมาจกาผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง ทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์เอสเอ็อีลดลงด้วย
           “ถุงมือยางเราเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปสหรัฐฯนอกเหนือจากนั้นผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารสินค้าเกษตรแปรรูป    ตัวที่สนองเป็นผลกระทบทางอ้อมก็จะมีสินค้าส่งไปอเมริกาแล้วส่งไม่ได้บ้าง ขาดทุนบ้างสินค้าพวกนี้จะเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศจีน ซึ่งแน่นอนก็จะมีราคาถูกมาก ๆ โดยเฉพาะยอ่างยิ่งเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้จะมีผลกระทบเยอะ”นายสุวิทย์กล่าว
             นายกสมาคมการค้าปลีกฯยังกล่าวถึงแนวทาการช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีว่า เราจะต้องร่วมมือทั้งภาครัฐภาคเอกชนและสมาคมในเครือข่าวจะต้องเข้ามาช่วยเหลือให้คำแนะนำเอสเอ็มอีทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอดได้ ซึ่งข้อแนะนำในวันนี้เอสเอ็มอีอยู่เฉย ๆไม่ได้แล้ว จะต้องเพิ่มมาร์เก็ตเพลส มองเรื่องตลาดให้ทะลุ 
            “เมื่อก่อนเป็นโรงงานหรือทำอยู่กับบ้านแล้วก็มีคนมาซื้อ สมัยนี้นั่งอยู่ที่บ้านหรือโรงงานเฉย ๆ ไม่ได้แล้วเราต้องออกไปหาลูกค้าข้างนอก มีการเพิ่มช่องทางการขายใหม่ ๆ ผมคิดว่าเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ขายออนไลน์อยู่แล้ว ต่อไปต้องขายผ่านร้านที่หลากหลายมากขึ้น  ทั้งร้านประจำ คอนวีเนียนสโตล์  และการใช้อินฟลูเอ็นเซอร์แนะนำร้านก็เป็นกลยุทธ์การขายที่สำคัญ”นายสุวิทย์ให้มุมมอง พร้อมยกตัวอย่างร้านป้าแดงขายส้มตำหมูย่าง ที่ตลาดสามย่าน หลังมีอินฟลูเอนเซอรายหนึ่งมาแนะนำ ทำให้มีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้น จนในที่สุดต้องขยายเพิ่มอีกหลายสาขา
ด้าน นายอนุพงษ์ แสงอรุณทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดกา  SME D Bank  กล่าวว่า SME D Bank ได้รับโจทย์ใหญ่จากรัฐบาลเพื่อให้เข้ามาดูแลผู้ประกอบการ SMEs ไทย ทั้งนี้ ภารกิจของธนาคารฯ นอกจากการช่วยเหลือทางด้านการเงิน (ไฟแนนเชียล) ทั้งทางด้าน การให้สินเชื่อ การรับฝาก และทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับภาคเอกชน เพื่อเตรียมการเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ธนาคารฯยังมีบทบาทที่สำคัญ นั่นคือ ภารกิจที่เกี่ยวกับ “นอนไฟแนนเชียล” ซึ่งหากพิจารณาจาก ชื่อเต็มของธนาคารฯ (ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย) จะมีคำว่า “พัฒนา” นั่นก็หมายถึง การให้การส่งเสริมเพื่อการพัฒนาแก่ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาในรูปแบบของการทำ e-Learning (การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์/ออนไลน์) หรือการ Skill Up (ยกระดับทักษะ) รวมไปถึงการทำ Business Matching (จับคู่ธุรกิจ) เป็นต้น
สำหรับ “ภารกิจหลัก” ของธนาคารฯ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ด้านการเงิน ซึ่งสัมพันธ์กับการดำเนินงานของ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยตรง โดยเฉพาะด้านสินเชื่อ ได้จัดแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สินเชื่อที่ธนาคารฯดำเนินการเอง อีกภารกิจเป็น สินเชื่อที่มาจากนโยบายของรัฐบาล (สินเชื่อพิเศษจากภาครัฐเพื่อเอสเอ็มอีไทย) ซึ่งได้ รัฐบาลได้ตั้งวงเงินให้กับธนาคารฯสูงถึง 30,000 ล้านบาท เพื่อมาช่วย ผู้ประกอบการ SMEs ไทย สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการสนับสนุน “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” ของประเทศ โดย สินเชื่อจากนโยบายของรัฐบาล มี “จุดเด่น” คือ คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน แบ่งเป็น สินเชื่อ 3 โครงการ ประกอบด้วย…
1.สินเชื่อ “SME Green Productivity” สำหรับสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการติดตั้งระบบอุปกรณ์ ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต เครื่องจักร อุปกรณ์ เพื่อใช้พลังงานสะอาด และมุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียว เช่น ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ในอุตสาหกรรมผลิตหรือบริการสีเขียว โรงงาน ร้านอาหาร โรงแรม เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว หรือมีกระบวนการผลิตหรือเทคโนโลยีเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท
2.สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME”  สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 2 ล้านบาท นำไปใช้ลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ รวมถึง หมุนเวียน และเสริมสภาพคล่องในธุรกิจ เช่น ร้านโชห่วย/ขายปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจดิจิทัล/อิเล็กทรอนิกส์ ร้านขายยา และแฟรนไชส์รายย่อย เป็นต้น วงเงินกู้ต่อรายสูงสุด 1.5 ล้านบาท 
และ 3.สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาทขึ้นไป นำไปเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ ปรับเปลี่ยนทรัพย์สินหรือเครื่องจักร เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ เช่น เกษตรแปรรูป อาหารเพื่อสุขภาพ โรงแรมที่พัก/ร้านอาหารขนาดใหญ่ ธุรกิจนำเข้าติดตั้งเครื่องจักร ธุรกิจบริการดิจิทัล/อิเล็กทรอนิกส์ แฟรนไชส์ เป็นต้น วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท
“ขอแนะนำให้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน SME ONE ID เพื่อยื่นความประสงค์เข้าถึงแหล่งทุนผ่าน Application SME CONNEXT ก็ให้รีบลงทะเบียนโดยเร็วเพื่อประโยชน์ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีเงื่อนไขที่ดีมากๆ โดยปัจจุบัน พบว่า มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ได้ทำการดาวน์โหลด SME CONNEXT ไปแล้วกว่า 30,000 ราย” นายอนุพงษ์ ย้ำ
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สามารถแจ้งความประสงค์รับบริการได้ ณ สาขา SME D Bank ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และเว็บไซต์ http://www.smebank.co.th เป็นต้น หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1357
            ส่วน ภญ.โสภา พิมพ์สิริพานิชย์ หรือ “โซอี้” ผู้เชี่ยวชาญด้าน Generative AI กล่าวถึงการทำธุรกิจด้วย AI เพื่อความยั่งยืน ว่า สำหรับเอสเอ็มอียุคใหม่การนำเอไอ(AI)มาปรับใช้ในธุรกิจเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเอสเอ็มอีจะต้องปรับตัวในยุคเอไอวันนี้ในทันกับสถานการณ์ ถ้าราไม่ปรับตัวโลกจะเป็นคนเปลี่ยนเราแทน เพราะโลกแห่งอนาคตจะถูกแบ่งเป็นสองชนชั้น  ไม่ใช่เรื่องความรวยกับความจน แต่จะเป็นเรื่องกลุ่มคนที่ทันเทคโนโลยีกับไม่ทัน 
           “วันนี้อยากให้เอสเอ็มอีไทยเรียนรู้การใช้เอไอจะได้ไม่เป็นคนที่ตกยุค โซอี้มองว่าทุกวันนี้เอสเอ็มอีไทยได้ใช้เอไอ 30-40 เปอร์เซนต์เท่านั้น ซึ่งน้อยมาก ๆ อยากให้ทุกคนหันมาใช้เอไอกัน  เริ่มใช้แชตบอดชั้นต้นก่อนก็ได้ใช้แชตซีพีทีก่อน ลองใช้ดูพวกนี้เป็นพรีเมี่ยมอยู่แล้วเราใช้ฟรีได้สบาสย ถ้าเราอยากใช้เวอร์ชั่นขั้นสูงแล้วค่อยมาเสียตังเพิ่ม”โซอี้ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Generative AI กล่าวย้ำ
              อย่างไรก็ตามก่อนพิธีเปิดการเสวนา นายจรัญ ชุ่มเงิน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย ได้ขอให้ผู้ร่วมและรับฟังงานเสวนาได้ยืนไว้อาลัย เพื่อแสดงเคารพแด่ “ดวงวิญญาณ” ของทหารหาญ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์การปะทะระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาเป็นเวลา 1 นาที จากนั้น จึงได้กล่าวรายงานตอนหนึ่งว่า “เราตระหนักดีว่า สงครามการค้าและกระแสการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก กำลังกระทบต่อทุกภาคส่วนของธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศ การจัดงานในวันนี้จึงเป็นเวทีเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และต่อยอดองค์ความรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อ “พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส” และก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล” 
นายจรัญ ย้ำว่า สมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย ก่อตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่จะรวมพลังของสื่อมวลชนหลากหลายแขนง เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ทะเบียนสมาคมเลขที่ จ.6250/2567 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยสามารถเข้าถึงข้อมูล โอกาส และการสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างรอบด้านและต่อเนื่อง ซึ่งเวทีในวันนี้ นับเป็นก้าวหนึ่งที่คณะกรรมการ และผู้สื่อข่าวสมาชิกสามัญทุกสายโต๊ะข่าวของสมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยมีความภาคภูมิใจ และตั้งใจจะขยายผลกิจกรรมในรูปแบบอื่นๆ อย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อให้การส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยเกิดผลอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

High-end fashion shows luxury brands events.

High-end fashion shows luxury brands events.

Miss Orawan Boonyathada
received an invitations attended High-end fashion shows luxury brands events as VIPs Guests in the front row Fashion Show .
the seats closest to the runway during a fashion show, typically reserved for celebrities, high-profile guests, and industry insiders. These seats offer the best view of the fashion collection and are a coveted spot for those in the fashion world
Saks Fifth Avenue offers a wide array of high-end and designer brands across various categories, including women’s, men’s, and children’s apparel, shoes, handbags, accessories, beauty products, and home goods. Some of the most prominent designer brands featured include Gucci, Prada, Chanel, Dior ,Valentino, Balmain, Christian Louboutin, Jimmy Choo, and Manolo Blahnik. Additionally, Saks carries brands like Loewe, Bottega Veneta,etc.
A fashion show memories recap often highlights key trends, memorable moments, and the overall atmosphere of the event.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจ มอบสิ่งของผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจผู้มีจิตศรัทธา มอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ให้แก่ผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ รวมมูลค่า 1.5 ล้านบาท
.
ระหว่างวันที่ 1-3 สิงหาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ห่วงใยประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มอบหมายให้ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นายไปรเทพ ซอโสตถิกุล ผู้ช่วยกรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ มอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ที่นอน เสื่อ ถุงยังชีพ อาหารแห้ง ของเล่นเด็กเล็ก ขนม ฯลฯ ให้แก่พี่น้องประชาชนผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมมูลค่า 1.5 ล้านบาท โดยมี นายจำเริญ แหวนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายสมบูรณ์ สุธีระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วย คณะมูลนิธิสว่างจรรยาธรรมสถาน จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมดำเนินการ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และ นายวสันต์ ชิงชนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วย คณะมูลนิธิสุรินทร์สามัคคีกุศลสถานสงเคราะห์ (จิบเต็กเซี่ยงตึ๊ง) เป็นผู้ประสานงานและร่วมดำเนินการ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และ นางสาวชนมณัฐ รอดบุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีษะเกษ เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วย คณะมูลนิธิศรีสะเกษสงเคราะห์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมดำเนินการ ณ ศาลากลางจังหวัด และศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี อาสาสมัครกิตติมศักดิ์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ และ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ ร่วมลงพื้นที่แจกจ่ายสิ่งของ
.
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป
.
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่-อาสาสมัครทุกท่าน ทุกหน่วย ที่ปฏิบัติภารกิจ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ววัน
.
ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung
.

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ป่อเต็กตึ๊ง ยึดมั่นอุดมการณ์ อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต

ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3 มอบสิ่งของแก่ทหารแนวหน้า

นายสุวิทย์ พรพานิช ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3 นายธีรพงค์ ทองมั่นคง รองเลขานุการศาลอุทธรณ์ภาค 3 นางสาวศรีพร มีล่อง ผู้อำนวยการฯ พร้อมด้วยบุคลากรศาลอุทธรณ์ภาค 3 มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่ทหารแนวหน้าในเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อวันที้5ส.ค. โดยมี พอ.ธนาคม เลื่อนทอง หัวหน้ากองกิจการพลเรือนมณฑลทหารบกที่ 25 จังหวัดสุรินทร์ ให้การต้อนรับ

จากนั้นได้ไปมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว สถาบันราชภัฏสุรินทร์ โดยมี ผศ.ดร.กชนิภา อุดมทวี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นผู้แทนรับมอบ ทั้งนี้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ทหาร เจ้าหน้าที่และประชาชนผู้ประสบภัย .

อย่าหาทำ! ตม.ตาไว รวบสองผู้ต้องหาจีน ปลอมรอยตราประทับวีซ่าตบตาเจ้าหน้าที่

อย่าหาทำ! ตม.ตาไว รวบสองผู้ต้องหาจีน ปลอมรอยตราประทับวีซ่าตบตาเจ้าหน้าที่ หวังขอต่อวีซ่าระยะยาว
ตามนโยบายเน้นหนัก ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เกี่ยวกับการปราบปรามคนต่างด้าว ที่กระทำความผิดกฎหมายอาญา ในทุกรูปแบบอาชญากรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายคนเข้าเมือง หนังสือเดินทางและตราประทับของทางราชการต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของ สตม.

ซึ่งพฤติการณ์ที่เป็นที่มาของการจับกุมผู้ต้องหาครั้งนี้ ถูกเปิดเผยขึ้นหลังจาก พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ระพีพัฒน์ อุตสาหะ รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 ที่รับผิดชอบงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.ธวัชชัย หนองบัว ผกก.3 บก.ตม.1 และ ว่าที่ พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผกก.สืบสวน บก.ตม.1

กรณีสืบเนื่องมาจาก เมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้มี 2 บุคคล สัญชาติจีน มายื่นคำขออยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เพื่อปฏิบัติงานช่างฝีมือให้กับบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง ผ่านระบบสำหรับยื่นคำขอออนไลน์ ซึ่งผลการตรวจสอบคำขอเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาแล้วเห็นว่า รอยตราประทับขาเข้าที่ปรากฏบนหนังสือเดินทาง เป็นการผ่อนผันการตรวจลงตราให้เข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อการท่องเที่ยว 60 วัน ซึ่งจะไม่สามารถขออยู่ในราชอาณาจักรต่อไปอีกได้ เนื่อจากขัดต่อระเบียบและหลักเกณฑ์ โดยเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ เดินทางออก หรือขอเปลี่ยนประเภทการตรวจ ลงตราก่อนและต้องมายื่นเอกสารด้วยตนเอง
ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุ คือวันที่ 24 ก.ค. 68 จึงได้ มาพบเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองด้วยตนเอง ณ ศูนย์บริการของกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 บริเวณชั้น 6 ห้างสรรพสินค้า One Bangkok ถ.วิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

โดย ได้ยื่นหนังสือเดินทางสัญชาติจีนของตน เพื่อแสดงให้กับเจ้าหน้าที่พิจารณา เจ้าหน้าที่เห็นความผิดสังเกต เกี่ยวกับรอยตราประทับขาเข้า ที่ปรากฏบนหนังสือเดินทางฉบับดังกล่าว มีร่องรอยการขีดฆ่าและแก้ไขตัดทอน โดยเติมข้อความ เปลี่ยนจากเดิมคำว่า “ผ.60-ม.17” เป็น “NON-IB” เพื่อให้สามารถยื่นคำร้องขออยู่ในราชอาณาจักรต่อไปได้ จึงได้แจ้งผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นให้ทราบและประสานแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวน กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1

นำโดย พ.ต.ท.สุริยะ พ่วงสมบัติ รอง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 และ พ.ต.ท.ธงไทย ไพเราะ สว.กก.สืบสวน บก.ตม.1 มาตรวจสอบ โดยจากการสอบปากคำเบื้องต้นในชั้นจับกุม ปฏิเสธว่า ตนมิได้เป็นผู้ขีดฆ่าและแก้ไขข้อความบนรอยตราประทับของหนังสือเดินทางของตน แต่ให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า คนอื่น ซึ่งพาตนมาต่อวีซ่าเป็นผู้ทำการขีดฆ่าและแก้ไขเติมข้อความลงในหนังสือเดินทางของตน ก่อนเข้ามายื่นเอกสารให้กับเจ้าหน้าที่ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม

จึงสอบถาม พร้อมให้การรับสารภาพ จึงแจ้งข้อกล่าวหา “ปลอมขึ้นซึ่งดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะตรวจลงตราอันใช้ในการตรวจลงตราสำหรับเดินทางต่างประเทศ” และแจ้งข้อกล่าวหา ด้วยว่า “ใช้ดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะตรวจลงตราที่ทำปลอมขึ้น” ส่ง พงส.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม.ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สตม. ขอเรียนประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนว่า การกระทำดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นด้วยเจตนาทุจริตก็ดี หรือด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ความผิดต่อหนังสือเดินทาง หรือรอยตราประทับที่ใช้ในการเดินทางระหว่างประเทศ ยังถือเป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่ชาติและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้กำชับและกวดขันในการปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างจริงจังมาโดยตลอด โดยความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษสูง คือจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท นอกจากนี้ การใช้ดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะตรวจลงตราที่ทำปลอมขึ้น ก็มีโทษเช่นเดียวกัน หากพี่น้องประชาชน หรือผู้สื่อข่าว มีเบาะแส หรือพบการกระทำที่เป็นความผิดในลักษณะดังกล่าว กรุณาแจ้งสายด่วน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทราบทันที ที่หมายเลข 1178

สมเกียรติ ทรัพย์เฉลิม รายงาน

ชุติมา บุญพันธ์ ศิลปินลูกทุ่ง เสียงหวาน สุดยอด กตัญญู

ชุติมา บุญพันธ์
ศิลปินลูกทุ่ง เสียงหวาน ละมุน สุดยอด ความกตัญญู
เจ็ดปีที่รอคอย เตรียมใจให้เธอ
กับผลงานเพลงดีๆ ที่เธอภูมิใจนำเสนอ ให้กับแฟนคลับเอฟซี และพี่น้องชาวไทยทุกท่าน

ผลงานดี เนื้อหาเพลง
โดนใจผู้ฟัง ทั่วประเทศ เนื้อร้อง ที่รังสรรค์ออกมา จากมันสมองของนักร้องหนุ่ม ที่เคยมีผลงาน ปังที่สุดในประเทศไทย
มด รังสิมัน เรียบเรียงโดย อาจารย์ งัว สนิ่มหวาน ท่านใดไม่ฟัง ไม่ชมถือว่าพลาด งานนี้บันเทิงทีวี โดยแมวเหมียวเขี้ยวเพชรการันตี ผู้ยืนหยัด ในวงการลูกทุ่ง มามากกว่า 40ปี เจ้าภาพงานไหนสนใจเอาน้อง ชุไปออกงานก็ติดต่อได้เบอร์นี้ 095-7352269ค่ะ
รายงานข่าวโดย

#แมวเหมียวเขี้ยวเพชร

#มหานครข่าว

#บันเทิงทีวี

#พีอาร์ท็อปเปอร์

#นิวส์สปาร์ค

อ.น้ำยืน ดูแล ผู้อพยพในศูนย์พักพิง

จากสงครามชายแดนทั้ง4จังหวัดคือบุรีรัมย์,สุรินทร์,ศรีสะเกษ,และอุบลราชธานีที่เกิดขึ้นระหว่างกัมพูชากับประเทศไทยนั้นและที่อ.น้ำยืนโดยเฉพาะที่ตำบลเก่าขามเกิดผลกระทบถือว่ารุนแรงอย่างมากกับประชาชนที่นี่ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิง,ในจุดต่างๆ

โดยมีอบต.เก่าขามที่ดูแลทางด้านกินอยู่หลับนอนอาหารวันละ3มื้อมีข้าราชการ,พนักงาน,ทีมงานของท่านนายกมิตร(ชาตรี ศรีวิชาฐา)ช่วยกันในการหุงหาปรุงอาหารกันตลอดด้วยความห่วงใยพี่น้องทุกคนและที่สำคัญเน้นทำอาหารให้สะอาดสะอานและห่วงกลางคืนก็ออกตั้งจุดตรวจตรากับนายอำเภอ/ตำรวจ/กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน/ชรบ/

พอตี3ก็ตื่นมาทำอาหารเพื่อให้ส่งทันเวลาในแต่ละมื้อและต้องขอบคุณทางนายกชาตรี๊ที่ได้จัดหาวัตถุดิบให้,พร้อมทั้งได้ประสานผู้ใหญ่ใจดี,เพื่อนพ้อง,น้องพี่,ได้นำสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมามอบเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในยามศึกสงครามเรียกว่า”คนไทยไม่ทิ้งกัน”

ยายเมี้ยนเองได้เห็นความตั้งใจของนายกมิตรพร้อมข้าราชการ,พนักงานของอบต.เก่าขามนั้นร่วมกันทำหน้าที่ด้วยจริงใจและห่วงใยนี่แหละคือผู้นำที่ขันอาสามารับใช้ประชาชนคนเก่าขามอย่างแท้จริง..เพราะขณะที่ทางเขมรได้ระดมยิงปืนใหญ่มาใกล้พื้นที่,นายกมิตรยังไม่หนียังขับรถมาแจ้งข่าวตามที่นายอำเภอสั่งให้อพยพโดยด่วนแล้วนำประชาชนและพาทีมงาน,ที่ทำเสบียง,กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน,ชรบ.ออกจากพื้นที่ทันทีเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนเก่าขาม,

ยายเมี้ยนเองจากผู้สื่อข่าวก็ต้องกลายมาเป็นผู้อพยพไปพร้อมกันเลย จึงได้เห็นเลยว่าคนจะเป็นผู้นำต้องกล้าเสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนโดยแท้จริง.

ปทุมธานี เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ เปิดพื้นที่ต้อนรับพ่อค้าแม่ขายรุ่นเยาว์ ฝึกหารายได้เสริม

ปทุมธานี เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ เปิดพื้นที่ต้อนรับพ่อค้าแม่ขายรุ่นเยาว์ ฝึกหารายได้เสริมในงาน“ตลาดนัดวัยเรียน ปี4” พร้อมตัวแทน นร.7โรงเรียน ส่งกำลังใจให้ทหาร ตร.ที่ชายแดน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 สิงหาคม 2568) เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ได้มีการจัดงาน“ตลาดนัดวัยเรียน ปี 4” โดยเปิดพื้นที่ให้นักเรียนจากโรงเรียนและชุมชนในเขตเทศบาลบางกะดี ได้แก่ โรงเรียนขจรทรัพย์อำรุง โรงเรียนชุมชนวัดบางกะดี โรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ โรงเรียนวัดเทียนถวาย โรงเรียนวัดบางกุฎีทอง โรงเรียนบ้านใหม่วัฒนา และ โรงเรียนมัธยมลินคอล์นศึกษา ให้มาเป็นผู้ประกอบการวัยใส ขายสินค้าของกิน อาทิ ยำลูกชิ้น กะหรี่ปั๊ป ขนมจีบ น้ำอ้อย น้ำสมุนไพร และของใช้งานแฮนด์เมด รวมถึงนำสินค้าจาก วิสาหกิจชุมชน ในจังหวัดปทุมธานี รวมทั้งของกินพื้นเมือง เครื่องใช้จักสาน มาร่วมสร้างประสบการณ์ เปิดตลาด ให้กับพ่อค้าแม่ค้ารุ่นเยาว์ ได้ฝึกทักษะการทำธุรกิจ ตั้งแต่การคิดค้นพัฒนาสินค้า การผลิต และนำสินค้าตนเองมาวางจำหน่าย ต่อยอดถึงการบริหารคิดคำนวณ รายรับ – รายจ่าย ต้นทุน กำไรและการบริการ สู่การเป็นผู้ประกอบการที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต ร่วมถึงสนุกกับกิจกรรมเวิร์กชอป “ขวดพลาสติกเปลี่ยนโลก” เรียนรู้การสร้างมูลค่าจากขยะ พลิกขวดพลาสติกธรรมดาให้กลายเป็น“กระเป๋าผ้ารักษ์โลก” ด้วยการแต่งแต้มระบายสี เติมเต็มจินตนาการ
บรรยากาศ เต็มไปด้วยความคึกคักและสดใสของเหล่าพ่อค้า แม่ค้าวัยเยาว์ ที่มาร่วมเปิดโลกประสบการณ์นอกห้องเรียน สร้างแบรนด์ สร้างอาชีพ โดยมีประชาชนมาร่วมชมและซื้อสินค้าจำนวนมาก
โดยภายในงาน นางสาววราภรณ์ ตติปาณิเทพ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เดอะไนน์ ติวานนท์ จำกัด ให้การต้อนรับ นางสาวสายใจ พุ่มถาวร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 นำชมสินค้าและให้กำลังใจน้อง ๆ นักขายรุ่นเยาว์ และชุมชนที่มาร่วมแสดงสินค้า นอกจากนี้ภายในงานยังมีการแสดง ระบำนางกอย การแสดงวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี การแสดงตลกมนต์รักสามเศร้า การแสดงเต้นเพลงรำพัดและเต้นโคฟเวอร์แดนซ์ เป็นการสร้างสีสันให้กับลูกค้าได้ชมตลอดทั้งวันอีกด้วย
นอกจากนี้ ช่วงระหว่างงานในพิธี ได้มีตัวแทนกลุ่มนักเรียนจาก 7 โรงเรียน มาถือผ้าธงชาติไทย พร้อมกับตะโกนส่งกำลังใจไปให้กับพี่น้องทหารกล้าและตำรวจตระเวนชายแดน ที่อยู่ระหว่างในการปฏิบัติหน้าที่ในการสู้รบกับประเทศกัมพูชาอยู่ในขณะนี้อีกด้วย

สมเกียรติ ทรัพย์เฉลิม รายงาน

ศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา เปิดคอร์สการกุศล อบรมนักข่าว นักประชาสัมพันธ์

ศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา
ภาพสถานที่เรียนสำหรับกลุ่ม 4-5 ท่าน ,คอร์สการกุศล ,คอร์สเสริม
คอร์สนักข่าว,นักประชาสัมพันธ์
เรียนจบรับใบประกาศนียบัตร

เทศบาลตำบลหนองมะโมง เปิดการแข่งขันกีฬา-กีฑา “หนองตะขบเกมส์”

31 กรกฎาคม 68 เวลา 09.00น.
นายชูชีพ สุพบุตร นายกเทศมนตรีตำบลหนองมะโมง นายนายนาวิน พยัคมาก ส.อบจ.เขต1รองประธานสภา อบจ.คนที่1นายบุญส่ง สิงห์ทอง ส.อบจ.เขต2 อำเภอหนองมะโมงพร้อมด้วยประธานสภาเทศบาลตำบลหนองมะโมง สมาชิกสภาเทศบาลตำบลหนองมะโมงเขตที่2
และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เดินทางร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา-กีฑา “หนองตะขบเกมส์”ร่วมสร้างสังคม นิยมความเป็นไทย ใส่ใจการศึกษา พัฒนาเยาวชน” ณ สนามกีฬาโรงเรียนบ้านหนองตะขบ