Blog

พระมหากษัตริย์ราชอาณาจักรบาห์เรน ทรงพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้ว่าราชการนครหลวงและจังหวัดภาคเหนือที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่เข้าเฝ้า

พระมหากษัตริย์ราชอาณาจักรบาห์เรน ทรงพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้ว่าราชการนครหลวงและจังหวัดภาคเหนือที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่เข้าเฝ้า.

รายงานข่าวโดย
ดร.อรวรรณ บุณยธาดา
ผู้สื่อข่าวอาวุโส

กรุงมานามา: พระมหากษัตริย์ราชอาณาจักรบาห์เรน พระมหากษัตริย์ฮามัด บิน อิซา อัล คอลิฟะห์ ทรงทรงพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เชค คาลิด บิน ฮูมูด บิน อับดุลลอฮ์ อัล คอลิฟะห์ ผู้ว่าราชการนครหลวงและ ท่านผู้ว่า
ฮัสซัน อับดุลลอฮ์ โมฮัมเหม็ด อัล มาดานี ผู้ว่าราชการจังหวัดในแถบภาคเหนือ เข้าเฝ้า ณ พระราชวัง
ซัคเคียร์ หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ว่าราชการทั้งสองได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ราชอาณาจักรบาห์เรน

พระมหากษัตริย์ราชอาณาจักรบาห์เรน แสดงความยินดีกับผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่ พร้อมทรงชื่นชมประสบการณ์และความรู้ความสามารถ และทรงอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ พระองค์ยังทรงแสดงความซาบซึ้งในความพยายามของผู้ว่าราชการจังหวัดในชุดที่ทำงาน ก่อนๆอีกด้วย

พระมหากษัตริย์ราชอาณาจักรบาห์เรนทรงเน้นย้ำว่าประชาชนยังคงเป็นภารกิจสำคัญอันดับหนึ่งของราชอาณาจักร และเป็นหัวใจสำคัญของแผนและโครงการพัฒนาต่างๆ พระมหากษัตริย์ราชอาณาจักรบาห์เรนทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนองความต้องการของ
ทุกจังหวัด และการยกระดับรวมถึงคุณภาพการบริการที่มอบให้แก่ประชาชน

ในส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัด
ต่างแสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและความไว้วางใจที่ได้รับ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการรับใช้ชาติและประชาชนภายใต้การนำของพระมหากษัตริย์ราชอาณาจักรบาห์เรน

ทำด้วยศรัทธา อาสาด้วยใจ เรา คือ ครูตำรวจแดร์

ทำด้วยศรัทธา อาสาด้วยใจ เรา คือ ครูตำรวจแดร์ ***งานใช้เสียงทั้งวัน******กิจกรรมเช้านี้ การพิธีกร มอบใบประกาศโครงการแดร์ รร.บ้านประทุนทอง **บ่ายโมง พิธีกร พิธิเปิด โครงการตำบลยั่งยืน***บอกเลย เสียงผมเริ่มหมดแล้ว สำหรับการเป็นพิธีกรดำเนินรายการ

รักแม่…พาแม่เที่ยว สวนนงนุชพัทยา

“รักแม่…พาแม่เที่ยว” สวนนงนุชพัทยา มอบของขวัญวันแม่ เปิดให้คุณแม่เข้าฟรี 12 สิงหาคมนี้ วันเดียวเท่านั้น!
ผู้สื่อข่าว ได้รับการเปิดเผยจากนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่า สวนนงนุชพัทยา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก ที่ใส่ใจในทุกช่วงเวลาสำคัญของคนไทย โดยเฉพาะในโอกาส วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568 นี้ สวนนงนุชพัทยา ได้มอบของขวัญพิเศษเพื่อส่งต่อความรักและความใส่ใจให้กับคุณแม่ทั่วประเทศ ด้วยการจัดโปรโมชั่นสุดอบอุ่น “คุณแม่เข้าฟรี!” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและตอบแทนความรักของแม่ที่มีต่อครอบครัว
สำหรับคุณแม่ที่มากับคุณลูก รับบัตรผ่านประตูเข้าชมสวนนงนุชพัทยา ฟรี! (แม่ฟรี1ท่านต่อ1ครอบครัว) เฉพาะวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568 เท่านั้น ไม่จำกัดจำนวน ผู้เข้าใช้สิทธิ์ต้องแสดงหลักฐานยืนยันความเป็นแม่-ลูก เช่น บัตรประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้าน ที่มีนามสกุลเดียวกัน เฉพาะลูกค้าวอล์คอินที่เป็นชาวไทยเท่านั้น เงื่อนไขอื่นเป็นไปตามที่สวนนงนุชพัทยากำหนด
นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษต้อนรับวันแม่ ตั้งแต่วันที่ 9 – 12 สิงหาคม 2568 ภายในสวนนงนุชพัทยา ให้ครอบครัวได้ใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันอย่างเต็มที่กับสวนสวยที่ติด1ใน10 สวนสวยที่สุดในโลก บนพื้นที่ 1,700 ไร่ สำหรับเด็ก ๆ สนุกไปกับไดโนเสาร์มากกว่า 1,700 ตัวและคาเฟ่แมวสุดน่ารัก มีบริการการนั่งรถชมเนิร์สเซอรี่ที่สะสมพันธุ์ไม้มากกว่า 18,000 ชนิด ที่หายากจากทั่วทุกมุมโลกอีกอย่างที่พลาดไม่ได้กับบัตรผ่านประตูซื้อ1แถมฟรี1ตลอดเดือนสิงหาคม 2568 “รักแม่…พาแม่เที่ยวให้หัวใจเบิกบาน ที่สวนนงนุชพัทยา”
สวนนงนุชพัทยา เปิดให้บริการ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: http://www.nongnoochpattaya.com

สมเกียรติ ทรัพย์เฉลิม / รายงาน

เทศบาลตำบลหนองมะโมง พัฒนาสนามให้เยาวชนเล่นกีฬาต้านภัยยาเสพติด

7สิงหาคม68เวลา15.00น.ให้กำลังใจพนักงานตัดหญ้าสนามฟุตบอลเทศบาลตำบลหนองมะโมงเพื่อให้เด็กและเยาวชนเล่นกีฬาต้านภัยยาเสพติดต่อไป

ผบก.อก.ภ.1 ตรวจประเมินศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191

วันที่ 7 ส.ค.68 นำโดย พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 พ.ต.อ.ฉัตรชัย จันอ้น ผกก.ฝอ.6 บก.อก.ภ.1 พร้อมคณะตรวจฯ ได้เดินทางตรวจประเมินศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191

ภ.จว.ปทุมธานี พบ พ.ต.อ.ชุมวร ชมะทัต รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ช่วยราชการ ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.ต.ชิต จันท่าม่วงสว.กก.สส.ภ.จว./หัวหน้าศูนย์ฯ 191

ภ.จว.นนทบุรี พบ พ.ต.อ.จักรพงศ์ นุชผดุง รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.จิรายุส วานิชกูล ผกก.สส.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.ท.ศุภชัย ศรีศักดิ์ รองผกก.สส.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.ท.จิรัตน์เดช ภุมรินทร์ สว.กก.สส.ภ.จว./หัวหน้าศูนย์ฯ 191 และเจ้าหน้าที่ รอรับการตรวจประเมิน จากคณะตรวจฯ ตามแผนละกรอบระยะเวลาที่ ตร. กำหนด เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหตุการณ์ทั่วไปปกติ

ตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมยาเสพติด มูลค่ากว่า 60,000,000 บาท

ตามนโยบายของรัฐบาลเน้นแก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งระบบด้วยการสืบสวนขยายผลและวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเครือข่ายของนักค้ายาเสพติด อย่างรู้เท่าทัน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทาง – กลางทาง – ปลายทาง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.,พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. ,พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ,พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ,พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ,
พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร., จึงสั่งการให้มีการสืบสวนสอบสวนขยายผลจากกรณีจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ ทุกราย รวมถึงวิเคราะห์ความเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มผู้ผลิต นำเข้า ผู้ลำเลียง ผู้จัดเก็บ ผู้จำหน่าย และสกัดกั้นการลำเลียงยา
เสพติดจากแนวชายแดนเข้ามาถึงพื้นที่ตอนในของประเทศ


ตำรวจภูธรภาค 1 โดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษ์ รอง ผบช.ภ.1, และพล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ รอง ผบช.ภ.1, บช.ปส. โดย พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง
ผบช.ปส. และ พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง รอง ผบช.ปส., ขกท. โดย พล.ต.ธีรนันท์ นันทขว้าง ผบ.ขกท. , ขกท.ศปก.นสศ. โดย พ.อ.สุพจน์ สวาคฆพรรณ ผบ.ขกท.ศปก.นสศ., ภ.จว.สระบุรีโดย พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์
ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.เกษดา วัชรานนท์ รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.ไกรสร ศรีอำพร ผกก.สส.ภ.จว.สระบุรี/หัวหน้า ชปส.ศอ.ปส.ภ.1 ชุดที่ 2 และ พ.ต.อ.วีระวุฒิ ดำสุวรรณ ผกก.สภ.พระพุทธบาท , บก.สส.ภ.1 โดย พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 และ พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล รอง ผบก.สส.ภ.1,

สำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 1โดย นายทิพเมษฐ์ สังขะวรรณะ ผอ.ปปส.ภาค 1 และว่าที่ร้อยตรีอากาศ ปานแย้ม ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และจังหวัดสระบุรีโดย นายบัญชา เชาวรินทร์ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกนายในสังกัดบูรณาการร่วมกันสืบสวนจับกุมบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด


พฤติการณ์ในการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรภาค 1 ชุดที่ 2 และเจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยข่าวกรองทางทหาร ศูนย์ปฏิบัติการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ได้สืบสวนขยายผล จากการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญจำนวนหลายคดี จนนำไปสู่การจับกุมนักค้ายาเสพติด รวมไปถึงทีมลำเลียงยาเสพติดได้จำนวนมาก และจาก
ประสานข้อมูลผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญกับ ภ.จว.บึงกาฬทำให้ทราบว่ามีชาย หญิง 2 คน มีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.สระบุรี

มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียง ยาเสพติดจากบริเวณภาคอีสานตอนบนลงมายังพื้นที่ภาคกลาง โดย จะมีรถสำรวจเส้นทางขับนำหน้ารถขนยาเสพติดจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยได้รับคำสั่งให้สืบสวน จับกุมและบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการสืบสวนติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่มผู้กระทำผิด
มาโดยตลอด


ต่อมาในวันที่ 6 สิงหาคม 2568 จากการสืบสวนทราบว่า กลุ่มผู้กระทำผิดได้เดินทางไปรับยาเสพติด บริเวณภาคอีสานตอนบน โดยจะใช้รถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ มิวเอ็กซ์สีดำ เป็นยานพาหนะในการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ภาคกลาง และมีรถเก๋งยี่ห้อ มิตซูบิชิ แอทราจ สีแดง เป็นรถคอยสังเกตการ์ด่านตรวจ โดยใช้เส้นทางถนนหมายเลข 3334 ต.ธารเกษม อ.พระพุทธบาท จ.พระพุทธบาท จึงประสานให้ สภ.พระพุทธบาท ตั้งจุดสกัดรถลำเลียงยาเสพติดที่บริเวณ
หน่วยบริการประชาชน ต.ธารเกษม ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมที่เหลือ ได้วางกำลังเฝ้าสังเกตุการณ์ตามเส้นทางหลักและรองเพื่อจะสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้

และเมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. ของวันที่ วันที่ 6 สิงหาคม 2568 ทั้งคู่ ได้ขับรถลำเลียงยาเสพติดมาถึงจุดสกัดของ สภ.พระพุทธบาท เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเรียกให้หยุดและแสดงตนเข้าตรวจ ผลการตรวจค้นพบยาเสพติดของกลางซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าเดินทางจำนวน 5 ใบ วางอยู่บริเวณเบาะด้านหลังคนขับ และสามารถติดตามไปจับกุมชายอีกคนที่ขับรถนำสำรวจเส้นทาง
ซึ่งอยู่ห่างจากรถขนยาเสพติดประมาณ 3 กม. อีก ๑ ราย ได้ทันที


โดยสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้พร้อมของกลางดังนี้
1. ยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (ยาบ้า) ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าเดินทาง จำนวน 5 ใบ โดยกระเป๋าแต่ละใบบรรจุ
ยาบ้าจำนวน 400,000 เม็ด รวมจำนวนยาบ้าทั้งหมด 2,000,000 เม็ด
2. ผู้ต้องหาที่ร่วมกันกระทำผิด จำนวน 3 ราย
3. รถยนต์ที่ใช้ในการกระทำผิด จำนวน 2 คัน
3.1) รถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ มิวเอ็กซ์ สีดำ จำนวน 1 คัน
3.2) รถเก๋งยี่ห้อ มิตซูบิชิ แอทราจ สีแดง จำนวน 1 คัน
โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดย
การมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่ม
ประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป
เหตุเกิดที่ บริเวณริมถนนพระพุทธบาทเขาสูง ม.๒ ต.ธารเกษม อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ต่อเนื่องบริเวณริม
ถนนสาธารณะ ม.๘ ต.หนองแก อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรีเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม 256๘ เวลาประมาณ ๑๖.๓0 น.
การจับกุมในครั้งนี้ เป็นการยับยั้งการแพร่กระจายของยาเสพติดไปสู่ประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งยาเสพติด
ของกลางหากถูกนำออกขายสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่ากว่า 60,000,000 บาท (หกสิบล้านบาท) และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม
จะขยายผลถึงกลุ่มลูกค้า ผู้สั่งการ และบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด
โดยจะนำมาตรการสมคบ สนับสนุนช่วยเหลือ ฟอกเงิน และยึดทรัพย์สิน มาใช้ดำเนินการกับบุคคลในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบเงินปลอบขวัญ ทหารกล้าที่บาดเจ็บ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขยายการช่วยเหลือกรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา มอบเงินปลอบขวัญพร้อมกระเช้าสุขภาพแก่ทหารกล้าที่บาดเจ็บ ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพฯ
.
วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่เข้าพบพลตรี ชยพณัฐ วิริรัตน์ รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร กองทัพไทย เพื่อเข้ามอบเงินปลอบขวัญให้แก่ทหารกล้าที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พักรักษาตัว ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า นายละ 10,000 บาท รวมจำนวน 6 นาย พร้อมกระเช้าสุขภาพ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 69,000 บาท (หกหมื่นเก้าพันบาทถ้วน) ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
.
โดยเมื่อวันที่ 1-3 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ลงพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และศาลากลางจังหวัด และศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อส่งต่อธารน้ำใจผู้มีจิตศรัทธา มอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ให้แก่ผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมมูลค่า 1.5 ล้านบาท
.
รวมงบประมาณการช่วยเหลือกรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาแล้วทั้งสิ้น 1,569,000 บาท (หนึ่งล้านห้าแสนหกหมื่นเก้าพันบาทถ้วน) โดยมูลนิธิฯ ยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายการดำเนินงานของแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป
.
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่-อาสาสมัครทุกท่าน ทุกหน่วย ที่ปฏิบัติภารกิจ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ววัน
.
ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
.
ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung
.

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ป่อเต็กตึ๊ง ยึดมั่นอุดมการณ์ อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต

ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สภ.เมืองสุพรรณบุรี

ศกช.สภ.เมืองสุพรรณบุรี
รายงานผลการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทฯ

วันนี้ 7 ส.ค.2568 เวลา 11.00 น.
ภายใต้การอำนวยการ
พ.ต.อ.วันชัย ขาวรัมย์ ผกก.สภ.เมืองสุพรรณบุรี พ.ต.ท.วัฒนา แก้วเจริญ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองสุพรรณบุรี​
พ.ต.ท.ไพศาล ขุนณรงค์รอง ผกก.(สอบสวน​)
สภ.เมืองสุพรรณบุรี
โดย นายสันติ ชูเชิด
ประธานศูนย์ไกล่เกลี่ย ฯและคณะ
กรณี ทำร้ายร่างกาย
เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2568

ผลการไกล่เกลี่ย สามารถตกลงกันได้
คู่กรณียินยอมจ่ายชำระค่าเยี่ยวยา จำนวน 5,000 บาท โดยชำระเป็นเงินสด ทันที วันที่ 7 ส.ค.2568 ทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจ ฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญา

ตำรวจภูธรภาค 1 ช่วยเหลือประชาชน

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า

วันที่ 6 ส.ค. 68 งานประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเพจ Facebook ของ ตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 3 เรื่อง คือ

1.) #ตรวจเยี่ยมสายตรวจ #ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
.
🗓️ วันที่ 5 ส.ค. 68
👮‍♂️ พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1
▶️ ตรวจเยี่ยมสายตรวจ สภ.บ้านขล้อ, สภ.บางปะหัน, สภ.เสนา และ สภ.บางปะอิน
.
แนะแนวทางในการปฏิบัติงาน กำชับให้ปฏิบัติตามนโยบายของ ตร. และ ภ.1 โดยเคร่งครัด
พร้อมมอบรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่
.
📍สภ.บ้านขล้อ

  • มอบรางวัลให้แก่สายตรวจที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย 1 คดี, เลี้ยงอาหารกลางวันแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และชมการสาธิตฝึกทบทวนการระงับเหตุบุคคลคลุ้มคลั่ง โดยมี พ.ต.อ.สุรพจน์ รอดบำรุง รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, พ.ต.ท.ฐิติวัฒน์ ท้าวไทยชนะ สว.สภ.บ้านขล้อ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สภ.บ้านขล้อ
    .
    📍สภ.บางปะหัน
  • มอบรางวัลให้แก่สายตรวจที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย 1 คดี และชมการสาธิตฝึกทบทวนการระงับเหตุบุคคลคลุ้มคลั่ง โดยมี พ.ต.อ.ประเดิม จิตวัฒนาภิรมย์ ผกก.สภ.บางปะหัน, พ.ต.ท.พงษ์อนันต์ ยิ้มมิ่ง รอง ผกก.ป.ฯ, เครือข่ายภาคประชาชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สภ.บางปะหัน
    .
    📍สภ.เสนา
  • มอบรางวัลให้แก่สายตรวจที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย 1 คดี นำวัตถุดิบมาสนับสนุนตาม “โครงการอาหารกลางวันสถานีตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1” โดยมี พ.ต.ท.อชิตพันธ์ วรรณาพันธ์ รอง ผกก.ป.สภ.เสนา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สภ.เสนา
    .
    📍สภ.บางปะอิน
  • มอบรางวัลให้แก่สายตรวจที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 6 ราย 6 คดี และชมการสาธิตฝึกทบทวนการระงับเหตุบุคคลคลุ้มคลั่ง โดยมี พ.ต.ท.ชาติ แสวงวงค์ รอง ผกก.ป.สภ.บางปะอิน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สภ.บางปะอิน
    .

ฝ่ายอำนวยการ5 #ตำรวจภูธรภาค1 #สํานักงานตํารวจแห่งชาติ

2.) สภ.โคกสำโรง ภ.จว.ลพบุรี

ช่วยเหลือประชาชน

💪👮🛠🩷💜ตำรวจมองด้วยความห่วงใย รถเสีย ด้วยเหตุยาง หรือแบต ระบบน้ำมัน ตำรวจทุกพื้นที่ขออาสาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เบื้องต้นให้ก่อนนะครับ💪👮🛠🩷💜

Cr.#ตำรวจทำดี

3.) สภ.ชัยบาดาล ภ.จว.ลพบุรี

จิตอาสาพัฒนา

👮🌳🌼 🧹💚จิตอาสาพัฒนา ทั้งปลูกป่า ทำความสะอาด การจราจร ทุกอย่างที่ทำ เพื่อความสุข ความปลอดภัย ของพี่น้องประชาชน👮🌳🌼 🧹💚

Cr.#ตำรวจทำดี

ถก “พลิกวิกฤตสงครามการค้าสู่โอกาสใหม่ SMEs ไทย”

ส.ผู้สื่อข่าวเอสเอ็มอีไทยผนึกเครือข่ายพันธมิตร
จัดถก”พลิกวิกฤตสงครามการค้าสู่โอกาสใหม่ SMEs ไทย”

ส.ผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยผนึกสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทยและเครือข่ายพันธมิตร  จัดเสวนาหัวข้อ “พลิกวิกฤตสงครามการค้า สู่โอกาสใหม่ SMEs ไทยเติบโตยั่งยืน” นักวิชาการชี้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่จากมุ่งรับผลิต (OEM)เป็นการสร้างแบรนด์ตัวเอง ขณะนายกสมาคมการค้าปลีกฯแนะเน้นเพิ่มผลิตภัณฑ์หลากหลายและหาช่องทางตลาดเพิ่ม

             เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ณ ชั้น 6 ห้องออดิทอเรียม อาคารอีสต์ ทรู ดิจิทัล พาร์ค สมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย ร่วมกับ สมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย SME D Bank, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) และ ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven จัดเสวนาหัวข้อ “พลิกวิกฤตสงครามการค้า สู่โอกาสใหม่ SMEs ไทยเติบโตยั่งยืน” เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ มุมมอง และแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ท้าทายในปัจจุบัน โดยมี รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษาชั้นแนวหน้าของประเทศไทย, นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว นายกสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย และ นายอนุพงษ์ แสงอรุณทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดกา  SME D Bank ร่วมเสวนา โดยมีผู้สนใจทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี, นักเรียนนิสิตนักศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก
รศ.ดร.สมภพ กล่าวถึง การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ SMEs ในสถานการณ์สงครามการค้า โดยเฉพาะ การเตรียมรับมือสินค้าจีนทะลักเข้าไทยใน 6 เดือนหลังของปีนี้ ว่า จากนี้สภาพแวดล้อม ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมของโลกที่เปลี่ยนไป โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทั้งนี้ อัตราเฉลี่ยที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดไว้ที่ระดับ 15-20% ถือเป็นอัตราที่ดีที่สุด ใครสูงกว่านี้จะอยู่ยาก อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะแบกภาระภาษีดังกล่าวไม่ใช่ผู้ซื้อชาวอเมริกัน แต่จะเป็นผู้ส่งออกที่ได้รับอัตราภาษีไม่เท่ากัน เพราะผู้นำเข้าจะเลือกช้อปปิ้งสินค้าจากประเทศที่มีภาษีต่ำกว่าและราคาสินค้าถูกกว่า ดังนั้น ผู้ประกอบการ SMEs ไทย จะต้องมีกำไรไม่ต่ำกว่า 25-30% ถ้าต่ำกว่านี้ จะอยู่ไม่ได้
สำหรับ แนวโน้มของโลกต่อจากนี้ มีโอกาสที่ประเทศพัฒนาแล้วจะหันมารวมมือกันมากยิ่งขึ้น และจะหันไปทุนระหว่างกันสูงขึ้น เช่น กลุ่มทุนจากญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ หรือแม้แต่สหภาพยุโรป (อียู) จะเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ เพื่อทำให้สินค้ามีภาระภาษีเหลือที่ 0% ซึ่งเป็นความได้เปรียบอย่างมาก และในสหรัฐฯเอง ก็จะมุ่งเน้นการทำงานโดยไม่พึ่งพามนุษย์ แต่จะใช้ AI เข้ามาช่วยอย่างมีนัยสำคัญ
รศ. ดร.สมภพ กล่าวว่า ในส่วนของ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย จำเป็นจะต้องหันมาสนใจการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพให้มากขึ้น ทำอย่างไรหากต้องใช้คนทำงานเท่าเดิม ใช้เวลาและเงินทุนเท่าเดิม แต่ได้เนื้องานมากขึ้น นั่นคือ ต้องนำแนวคิดที่ว่า “สมาร์ท” เข้ามาใช้ในการดำเนินงาน เช่น สมาร์ท มาร์เก็ตติ่ง, สมาร์ท โลจิสติกส์ ฯลฯ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย จะต้องเตรียมการเพื่อนำมาช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนในการดำเนินงานโดยเร็ว
ทั้งนี้ หากต้อง วิเคราะห์ถึงแนวโน้มในระยะสั้น ราว 3-6 เดือน นับจากนี้ รศ. ดร.สมภพ เชื่อว่า โลกคงวุ่นวาย หลายส่วนจะเกิดกระบวนการแปรเปลี่ยน โดยเฉพาะ การระบายสินค้า หลังจากที่จีนยังเจรจากับสหรัฐฯไม่ลงตัว โอกาสที่สินค้าจีนจะย้ายจากตลาดสหรัฐฯไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยก็มีสูง ในส่วนของประเทศไทย ปัจจุบันเรานำเข้าสินค้าจากจีนด้วย 2 เหตุผล คือ 1.นำมาใช้เอง และ 2.เอามาเป็นส่วนประกอบในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ปัญหาเหล่านี้ ถือเป็น “ปัญหาระยะสั้น” ที่จะต้องเร่งแก้ไข แต่ใน ระยะกลางและยาว แล้ว จำเป็นที่ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย จะต้องเร่งปรับตัวกันใหม่ นอกจากการบริหารต้นทุนแล้ว ยังต้องวางตัวเองให้ล้อไปกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
            “เนื่องจาก รัฐบาลจีนเองจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ โดยเปลี่ยนจากประเทศที่เป็นโรงงานผลิตสินค้าของโลก มาเป็นประเทศที่เพิ่มสัดส่วนของอุตสาหกรรมการบริการให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น บริการด้านการท่องเที่ยว, ด้านอาหาร, ละครซีรีส์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ฯลฯ เพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งพาภาคการผลิตเหมือนเดิม ในส่วนของสหรัฐฯได้เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองมาก่อนหน้านี้ กลายเป็นประเทศที่เน้นภาคบริการและมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการดำเนินงาน ที่สำคัญสหรัฐฯได้กลายเป็น “ตลาดของโลก” (ผู้ซื้อ/นำเข้าสินค้ารายใหญ่) ดังนั้น แม้จะมีประชากรแค่ 1 ใน 4 ของจีน แต่ก็มีอำนาจการต่อรองในเวทีโลกของสหรัฐฯ ยังมีสูงได้มากขนาดนี้ ซึ่งหากเป็นจีนภายหลังการปรับเปลี่ยนตัวเองทั้งระบบแล้ว เชื่อว่าอำนาจการต่อรองในเวทีโลกจะมีสูงมากกว่านี้อย่างแน่นอน”รศ. ดร.สมภพ
รศ. ดร.สมภพ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจำเป็นจะต้องเปลี่ยน “มุขใหม่” (แนวคิดและวิธีการดำเนินการใหม่) เปลี่ยนจากที่มุ่งเน้นการรับจากผลิต (OEM) มาเป็นการสร้างแบรนด์ของตัวเอง เนื่องจากการเป็น OEM แม้คนไทยจะรู้ดีว่า เจ้าของสินค้าที่ส่งออกเป็นของกลุ่มทุนต่างชาติ แต่สำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ กลับมองเห็นว่า สินค้าที่ส่งออกมาจากประเทศไทย คือ สินค้าไทยและจะต้องจัดเก็บภาษีในอัตราสูงสุด และ อีกหนึ่ง “มุขใหม่” ที่ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย จะต้องเร่งดำเนินการ คือ การหันไปเน้นธุรกิจในภาคบริการให้มากขึ้น ซึ่งไม่เฉพาะแค่ภาคการท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงงานบริการด้านต่างๆ เช่น ด้านอาหาร สุขภาพ สปอร์ตคอมเพล็กซ์ และอื่นๆ ซึ่งหลายส่วน หากนำไปเชื่อมโยงกับภาคเกษตรกรรมได้ จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะไทยเรามีจุดแข็งด้านนี้อยู่แล้ว
ทั้งนี้ “จุดเด่น” ของเอสเอ็มอีโดยทั่วไป คือ ขนาดที่ไม่ใหญ่ จึงทำให้มีต้นทุนดำเนินการที่ไม่สูง แต่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองเข้ากับสถานการณ์ใหม่ โดยหากนำสิ่งนี้ไปเชื่อมโยงกับจีนที่กำลังปรับเปลี่ยนตัวเอง จากเดิมที่เป็น “โรงงานของโลก” มาเป็น “ตลาดของโลก” ได้ โดยที่ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ได้หันไปมุ่งเน้นการเชื่อมโยงงานภาคบริการ เข้าหาภาคการผลิต และเชื่อมโยงเข้าหาจีน ก็น่าจะเป็นโอกาสและความอยู่รอดของเอสเอ็มอีไทยในอนาคต
“หากพูดถึงเรื่องความคล่องตัวและความทันสมัยแล้ว ยังไงประเทศไทยก็ต้องพึ่งพาในเรื่องอาหาร แต่จะทำอย่างไร จึงจะเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้ ซึ่งการจะเพิ่มมูลค่าได้จะต้องมุ่งเน้นแนวคิด 7 ประการในการสร้างอาหารเพื่อการส่งออก นั่นคือ 1.มีความปลอดภัย 2.เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ 3.มีรสชาติดี 4.พร้อมทาน หรือพร้อมปรุง 5.มีแพ็กเกจจิ้งที่สวยงาม สร้างความพึงพอใจ 6.มีความรับผิดชอบต่อสังคม และ 7.เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดคือ 7 ตัวแปร ที่เราสามารถจะสร้างความแตกต่างเพื่อตอบสนองต่อเซ็กเตอร์อื่นๆ” ดร.สมภพ กล่าวและย้ำว่า…
ขอให้ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ใช้ประโยชน์จากความเล็ก แต่จะต้องพัฒนาบริการ เพื่อให้เชื่อมโยงกับภาคการผลิต พร้อมกับสร้างดีมานด์ (ความต้องการ) ใหม่ๆ รวมถึงสามารถจะเชื่อมโยงตลาดในจีน ที่นับจากนี้เชื่อว่คนจีนก็จะมี “ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ” ทั้ง อยากให้ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ใช้ประโยชน์จากคำว่า จิ๊วแต่แจ๋ว” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
         ขณะที่ นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว นายกสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย กล่าวเสริมว่าแน่นอนแรงเอสเอ็มอีเวลานี้เจอแรงกระแทกรุนแรงไม่ต่างจากสงครามไทยกับกัมพูชาที่โดนนระเบิดนระเนระนาดไปตาม ๆ กัน ซึ่งแรงกระแทกนี้ไม่เฉพาะสินค้าที่ส่งไปขายสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังสินค้าจีนที่ส่งออกไม่ได้ก็ทะลักเข้ามาในประเทศไทย และมีราคาถูกมาก ๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทยโดยตรง นอกจากนี้ยังมีผลกระทบมาจกาผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง ทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์เอสเอ็อีลดลงด้วย
           “ถุงมือยางเราเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปสหรัฐฯนอกเหนือจากนั้นผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารสินค้าเกษตรแปรรูป    ตัวที่สนองเป็นผลกระทบทางอ้อมก็จะมีสินค้าส่งไปอเมริกาแล้วส่งไม่ได้บ้าง ขาดทุนบ้างสินค้าพวกนี้จะเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศจีน ซึ่งแน่นอนก็จะมีราคาถูกมาก ๆ โดยเฉพาะยอ่างยิ่งเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้จะมีผลกระทบเยอะ”นายสุวิทย์กล่าว
             นายกสมาคมการค้าปลีกฯยังกล่าวถึงแนวทาการช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีว่า เราจะต้องร่วมมือทั้งภาครัฐภาคเอกชนและสมาคมในเครือข่าวจะต้องเข้ามาช่วยเหลือให้คำแนะนำเอสเอ็มอีทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอดได้ ซึ่งข้อแนะนำในวันนี้เอสเอ็มอีอยู่เฉย ๆไม่ได้แล้ว จะต้องเพิ่มมาร์เก็ตเพลส มองเรื่องตลาดให้ทะลุ 
            “เมื่อก่อนเป็นโรงงานหรือทำอยู่กับบ้านแล้วก็มีคนมาซื้อ สมัยนี้นั่งอยู่ที่บ้านหรือโรงงานเฉย ๆ ไม่ได้แล้วเราต้องออกไปหาลูกค้าข้างนอก มีการเพิ่มช่องทางการขายใหม่ ๆ ผมคิดว่าเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ขายออนไลน์อยู่แล้ว ต่อไปต้องขายผ่านร้านที่หลากหลายมากขึ้น  ทั้งร้านประจำ คอนวีเนียนสโตล์  และการใช้อินฟลูเอ็นเซอร์แนะนำร้านก็เป็นกลยุทธ์การขายที่สำคัญ”นายสุวิทย์ให้มุมมอง พร้อมยกตัวอย่างร้านป้าแดงขายส้มตำหมูย่าง ที่ตลาดสามย่าน หลังมีอินฟลูเอนเซอรายหนึ่งมาแนะนำ ทำให้มีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้น จนในที่สุดต้องขยายเพิ่มอีกหลายสาขา
ด้าน นายอนุพงษ์ แสงอรุณทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดกา  SME D Bank  กล่าวว่า SME D Bank ได้รับโจทย์ใหญ่จากรัฐบาลเพื่อให้เข้ามาดูแลผู้ประกอบการ SMEs ไทย ทั้งนี้ ภารกิจของธนาคารฯ นอกจากการช่วยเหลือทางด้านการเงิน (ไฟแนนเชียล) ทั้งทางด้าน การให้สินเชื่อ การรับฝาก และทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับภาคเอกชน เพื่อเตรียมการเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ธนาคารฯยังมีบทบาทที่สำคัญ นั่นคือ ภารกิจที่เกี่ยวกับ “นอนไฟแนนเชียล” ซึ่งหากพิจารณาจาก ชื่อเต็มของธนาคารฯ (ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย) จะมีคำว่า “พัฒนา” นั่นก็หมายถึง การให้การส่งเสริมเพื่อการพัฒนาแก่ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาในรูปแบบของการทำ e-Learning (การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์/ออนไลน์) หรือการ Skill Up (ยกระดับทักษะ) รวมไปถึงการทำ Business Matching (จับคู่ธุรกิจ) เป็นต้น
สำหรับ “ภารกิจหลัก” ของธนาคารฯ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ด้านการเงิน ซึ่งสัมพันธ์กับการดำเนินงานของ ผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยตรง โดยเฉพาะด้านสินเชื่อ ได้จัดแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สินเชื่อที่ธนาคารฯดำเนินการเอง อีกภารกิจเป็น สินเชื่อที่มาจากนโยบายของรัฐบาล (สินเชื่อพิเศษจากภาครัฐเพื่อเอสเอ็มอีไทย) ซึ่งได้ รัฐบาลได้ตั้งวงเงินให้กับธนาคารฯสูงถึง 30,000 ล้านบาท เพื่อมาช่วย ผู้ประกอบการ SMEs ไทย สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการสนับสนุน “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” ของประเทศ โดย สินเชื่อจากนโยบายของรัฐบาล มี “จุดเด่น” คือ คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน แบ่งเป็น สินเชื่อ 3 โครงการ ประกอบด้วย…
1.สินเชื่อ “SME Green Productivity” สำหรับสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการติดตั้งระบบอุปกรณ์ ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต เครื่องจักร อุปกรณ์ เพื่อใช้พลังงานสะอาด และมุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียว เช่น ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ในอุตสาหกรรมผลิตหรือบริการสีเขียว โรงงาน ร้านอาหาร โรงแรม เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว หรือมีกระบวนการผลิตหรือเทคโนโลยีเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท
2.สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME”  สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 2 ล้านบาท นำไปใช้ลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ รวมถึง หมุนเวียน และเสริมสภาพคล่องในธุรกิจ เช่น ร้านโชห่วย/ขายปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจดิจิทัล/อิเล็กทรอนิกส์ ร้านขายยา และแฟรนไชส์รายย่อย เป็นต้น วงเงินกู้ต่อรายสูงสุด 1.5 ล้านบาท 
และ 3.สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาทขึ้นไป นำไปเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ ปรับเปลี่ยนทรัพย์สินหรือเครื่องจักร เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ เช่น เกษตรแปรรูป อาหารเพื่อสุขภาพ โรงแรมที่พัก/ร้านอาหารขนาดใหญ่ ธุรกิจนำเข้าติดตั้งเครื่องจักร ธุรกิจบริการดิจิทัล/อิเล็กทรอนิกส์ แฟรนไชส์ เป็นต้น วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท
“ขอแนะนำให้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน SME ONE ID เพื่อยื่นความประสงค์เข้าถึงแหล่งทุนผ่าน Application SME CONNEXT ก็ให้รีบลงทะเบียนโดยเร็วเพื่อประโยชน์ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีเงื่อนไขที่ดีมากๆ โดยปัจจุบัน พบว่า มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ได้ทำการดาวน์โหลด SME CONNEXT ไปแล้วกว่า 30,000 ราย” นายอนุพงษ์ ย้ำ
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สามารถแจ้งความประสงค์รับบริการได้ ณ สาขา SME D Bank ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และเว็บไซต์ http://www.smebank.co.th เป็นต้น หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1357
            ส่วน ภญ.โสภา พิมพ์สิริพานิชย์ หรือ “โซอี้” ผู้เชี่ยวชาญด้าน Generative AI กล่าวถึงการทำธุรกิจด้วย AI เพื่อความยั่งยืน ว่า สำหรับเอสเอ็มอียุคใหม่การนำเอไอ(AI)มาปรับใช้ในธุรกิจเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเอสเอ็มอีจะต้องปรับตัวในยุคเอไอวันนี้ในทันกับสถานการณ์ ถ้าราไม่ปรับตัวโลกจะเป็นคนเปลี่ยนเราแทน เพราะโลกแห่งอนาคตจะถูกแบ่งเป็นสองชนชั้น  ไม่ใช่เรื่องความรวยกับความจน แต่จะเป็นเรื่องกลุ่มคนที่ทันเทคโนโลยีกับไม่ทัน 
           “วันนี้อยากให้เอสเอ็มอีไทยเรียนรู้การใช้เอไอจะได้ไม่เป็นคนที่ตกยุค โซอี้มองว่าทุกวันนี้เอสเอ็มอีไทยได้ใช้เอไอ 30-40 เปอร์เซนต์เท่านั้น ซึ่งน้อยมาก ๆ อยากให้ทุกคนหันมาใช้เอไอกัน  เริ่มใช้แชตบอดชั้นต้นก่อนก็ได้ใช้แชตซีพีทีก่อน ลองใช้ดูพวกนี้เป็นพรีเมี่ยมอยู่แล้วเราใช้ฟรีได้สบาสย ถ้าเราอยากใช้เวอร์ชั่นขั้นสูงแล้วค่อยมาเสียตังเพิ่ม”โซอี้ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Generative AI กล่าวย้ำ
              อย่างไรก็ตามก่อนพิธีเปิดการเสวนา นายจรัญ ชุ่มเงิน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย ได้ขอให้ผู้ร่วมและรับฟังงานเสวนาได้ยืนไว้อาลัย เพื่อแสดงเคารพแด่ “ดวงวิญญาณ” ของทหารหาญ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์การปะทะระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาเป็นเวลา 1 นาที จากนั้น จึงได้กล่าวรายงานตอนหนึ่งว่า “เราตระหนักดีว่า สงครามการค้าและกระแสการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก กำลังกระทบต่อทุกภาคส่วนของธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศ การจัดงานในวันนี้จึงเป็นเวทีเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และต่อยอดองค์ความรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อ “พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส” และก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล” 
นายจรัญ ย้ำว่า สมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย ก่อตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่จะรวมพลังของสื่อมวลชนหลากหลายแขนง เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ทะเบียนสมาคมเลขที่ จ.6250/2567 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยสามารถเข้าถึงข้อมูล โอกาส และการสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างรอบด้านและต่อเนื่อง ซึ่งเวทีในวันนี้ นับเป็นก้าวหนึ่งที่คณะกรรมการ และผู้สื่อข่าวสมาชิกสามัญทุกสายโต๊ะข่าวของสมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยมีความภาคภูมิใจ และตั้งใจจะขยายผลกิจกรรมในรูปแบบอื่นๆ อย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อให้การส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยเกิดผลอย่างยั่งยืนในทุกมิติ