Blog

ผบก.อก.ภ.1 ไรวจเยี่ยมการอบรมจาก ภ.จว.สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี

วันที่ 20 ส.ค. 68 เวลา 10.30 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 นำโดย พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1 เรื่อง โครงการฝึกอบรมสำหรับข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะ ของ ภ.1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ได้มาตรวจเยี่ยม ผู้เข้ารับการอบรมจาก ภ.จว.สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี โดยมี พ.ต.อ.สมภพ เชาว์ เพชรไพโรจน์ ผกก.ฝอ.3 บก.อก.ภ.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่เหตุการณ์ทั่วไปปกติ แนะแนวทางในการปฏิบัติงาน กำชับให้ปฏิบัติตามนโยบายของ ตร. และ ภ.1 โดยเคร่งครัด
ณ ลานฝึกยุทธวิธี “ปราบไพรีอริศัตรุพ่าย” ตำรวจภูธรภาค 1

ศูนย์ ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย

ศูนย์ War Room ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย
“MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

วันนี้ (21 สิงหาคม 2568) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) และผู้อำนวยการศุนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) แถลงข่าว “ศูนย์ Warroom ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยมี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท., พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท./รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท./รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ณ ห้อง “Warroom IAC” ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 7 อาคารศูนย์ฝึกอบรมตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เป็น ผบ.ศกค. ได้เดินหน้าขับเคลื่อน “Warroom IAC” ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและการเงินทั้งในประเทศ และหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิ UNODC, FBI และ Interpol เพื่อจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างบูรณาการ โดยครอบคลุมตั้งแต่การกวาดล้างเครือข่าย การระงับบัญชี ติดตามเส้นทางการเงิน ไปจนถึงการคุ้มครองเหยื่อ โดยเน้นมาตรการเชิงรุกภายใต้แนวคิด “ปิดประตูทุบหม้อข้าว” เพื่อมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะการตัดวงจรเครือข่ายใหญ่ในกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการหลอกลวงประชาชนไทยและต่างประเทศ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดดำเนินการตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” อย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และสามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนในโครงการ “MONEY CASH BACK” ไปแล้วหลายครั้ง รวมจำนวนเงินกว่า 232.2 ล้านบาท โดยล่าสุด สามารถติดตามอายัดเงินของผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้เพิ่มเติมอีก 2 ราย มีรายละเอียด ดังนี้

กรณีที่ 1 รวบเครือข่ายหลอกเทรดหุ้นออนไลน์ ลวงอดีตข้าราชการลงทุนสูญเงินกว่า 8 ล้าน อายัดทัน 1.2 ล้าน นำคืนผู้เสียหาย

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.67 ผู้เสียหายเป็นอดีตข้าราชการได้พบเพจเฟซบุ๊กปลอมบัญชีหนึ่ง ได้โฆษณาเกี่ยวกับการลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ จึงเกิดความสนใจ ต่อมาได้ถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ (LINE Globaledgemax)
โดยช่วงแรกเริ่มจากลงทุนจากยอดจำนวนน้อย ปรากฏว่าสามารถถอนเงินกำไรออกมาได้จริง จึงได้ลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อโอนเงินลงทุนในยอดเงินที่สูงขึ้น กลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมมูลค่าความเสียหาย จำนวน
8,076,559.46 บาท จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ บช.สอท. ในเวลาต่อมา

จากกรณีดังกล่าว กก.3 บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน โดยดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา,เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ต้นเกี่ยวข้องโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถอายัดเงินในบัญชีธนาคารของนายจักริชฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 1,261,105.36 บาทซึ่งอายัดได้ทันทั้งจำนวน

กรณีที่ 2 รวบเครือข่ายหลอกหญิงสูงวัยหารายได้พิเศษ โดนไป 5 แสน อายัดทันทั้งหมด นำคืนผู้เสียหาย
เมื่อช่วงเดือน ก.พ.68 ผู้เสียหายเป็นหญิงสูงวัยรายหนึ่ง ได้พบเจอโฆษณาบนแอปพลิเคชัน TikTok อ้างว่าสามารถหารายได้พิเศษได้ เมื่อผู้เสียหายสนใจจึงติดต่อไป จากนั้นจึงถูกเชิญเข้าร่วมกลุ่มไลน์ปลอม ที่มีหน้าม้าคอยจัดฉากให้ดูน่าเชื่อถือ มีการโพสต์ข้อความแสดงผลกำไร และมีสมาชิกในกลุ่มร่วมยืนยันว่าลงทุนแล้วได้เงินจริง เพื่อสร้างความไว้วางใจ

ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินเพื่อลงทุนเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของ นายกิตตินันท์ฯ
ซึ่งถูกใช้เป็นบัญชีรับโอนเงินจากเหยื่อ หลังโอนเงินเสร็จสิ้น ผู้เสียหายไม่สามารถถอนเงินคืนได้ จึงรู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อและได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในเวลาต่อมา

ในขณะเดียวกัน ทางธนาคารเจ้าของบัญชีของ นายกิตตินันท์ฯ ได้ตรวจสอบรายการเดินบัญชีดังกล่าว พบว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.68 เวลาประมาณ 10.44 น. ยอดเงินในบัญชีคงเหลือ 70 บาท จากนั้นเวลาประมาณ 10.51 น. ได้มีบัญชีธนาคาร ของผู้เสียหาย โอนเงินเข้าไปจำนวน 500,000 บาท จึงทำให้ยอดเงินคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 500,070 บาท

เมื่อธนาคารตรวจสอบพบความผิดปกติ และพบว่าอาจเข้าข่ายเป็นบัญชีต้องสงสัยที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงได้ระงับการทำธุรกรรมและอายัดเงินในบัญชีดังกล่าวไว้ได้จำนวน 500,070 บาท และได้รับการประสานงานจาก กก.3 บก.สอท.1 ในเวลาต่อมา จนมีหลักฐานว่าเป็นยอดเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดจริง

จากการสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ต่างให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

โดยวันนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช. ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท.
พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี จึงได้ร่วมกันนำเงินจำนวน 1,761,105.36 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย ตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

พล.ต.ท. ธนพล ศรีโสภา รองจเรตำรวจแห่งชาติ ตรวจเยี่ยม กำลังพลภาค 1

วันที่ 19 ส.ค. 68 เวลา 09.00 น. พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1 ประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมสำหรับข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะ ของ ภ.1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
โดยมี พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 , รอง ผบก.ฯ ที่รับผิดชอบฯ, ผู้เข้ารับการอบรมจาก ภ.จว.สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี จำนวน 510 นาย พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมพิธีฯ จากนั้นเวลา 11.00 น. พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รอง จตช. พร้อมคณะฯ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมฯ โดยมี พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1,
พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1, รอง ผบก.ฯ ที่รับผิดชอบฯ, ผู้เข้ารับการอบรมฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ
ณ ลานฝึกยุทธวิธี “ปราบไพรีอริศัตรุพ่าย” ตำรวจภูธรภาค 1

รอง ผบช.ภ.1 เปิดฝีกอบรมทบทวนข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะของ ภ.1

วันนี้(19 ส.ค.68) เวลา 09.00 น.
พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ภ.1 เป็นประธานเปิดการฝีกอบรมตามโครงการฝึกทบทวนข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะของ ภ.1
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568
ณ ลานฝึกยุทธวิธี ปราบไพรีอริศัตรูพ่าย ภ.1
โดยมี พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 , รอง ผบก.ทุก ภ.จว.และกำลังพลกองร้อยคฝ.ภ.จว.สมุทรปราการ , นนทบุรี และปทุมธานี จำนวน 510 นายเข้าร่วมพิธีเปิดการฝึกอบรม โดยจะทำการฝึกทบทวนตั้งแต่วันที่ 19 – 20 ส.ค.68

รถถัง ฟาด น้องโอ๋ ที่โตเกียว ศึก ONE173

บอสชาตรี ประกาศยืนยันผ่าน The ONE Podcast ว่า ไฟต์ระหว่าง “รถถัง จิตรเมืองนนท์” กับ “น้องโอ๋” ในศึกชิงแชมป์โลกมวยไทยรุ่นฟลายเวต จะบินไปชกที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 16 พ.ย.นี้

ทม.ท่าโขลง วางศิลาฤกษ์เตรียมสร้างโรงพยาบาล

ปทุมธานี ทม.ท่าโขลง วางศิลาฤกษ์เตรียมสร้าง”โรงพยาบาล”รองรับผู้ป่วยทุกสิทธิ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ “โรงพยาบาลเทศบาลท่าโขลง” ที่ บริเวณสถานที่ก่อสร้างโรงพยาบาลท่าโขลง ใกล้ศูนย์การเรียนรู้และสวนสาธารณะฯ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยมี นางสาวอภิสรา เกษอินทร์ นายอำเภอคลองหลวง นายสุเทพ วงษ์แจ้ง นายกเทศมนตรีเมืองท่าโขลง นายองอาจ ณฐ ธรรมนิทา โฆษกวัดพระธรรมกาย ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองท่าโขลงและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธีบริเวณ มณฑลพิธีสถานที่ก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลเทศบาลท่าโขลง กันเป็นจำนวนมาก
นายสุเทพ วงษ์แจ้ง นายกเทศมนตรีเมืองท่าโขลง กล่าวว่า การก่อสร้างโรงพยาบาลเทศบาลท่าโขลงนั้น เนื่องมาจากว่า ศูนย์บริการในเรื่องสุขภาพที่ให้บริการพี่น้องชาวท่าโขลงมันอยู่ห่างไกล อยู่ที่คลอง 6 คนที่ใช้สิทธิ์บัตรทอง ก็อยู่ที่โรงพยาบาลสามโคก ซึ่งจะใช้สิทธิ์บัตรทองได้ 2 ที่ ในกรณีตรวจรักษาโรคทั่วไป โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ก็ไม่ได้รับสิทธิ์บัตรทอง แต่เป็นการรับส่งต่อ เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นว่าชาวบ้านหลังจากเกิดวิกฤตโควิดที่ผ่านมา การเข้าถึงสถานบริการยากมากรวมถึงประชากรในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลงมีจำนวนมาก ตามทะเบียนบ้านในปัจจุบัน 75,000 กว่าคน ส่วนประชากรแฝงที่มาทำงานประกอบกิจการอีกเป็นแสนคน ที่อยู่ในเขตพื้นที่เมืองท่าโขลง
เพราะฉะนั้น เมื่อสถานพยาบาลอยู่ไกล รวมถึงงบประมาณที่มีสำหรับเทศบาลเมืองท่าโขลงเพียงพอสำหรับการสร้างโรงพยาบาล ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ ดังนั้นตนเองและคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา รวมถึงพนักงานเทศบาลทุกคน ก็ได้ร่วมกันจัดสร้างโรงพยาบาลท่าโขลงขึ้น ร่วมกับพี่น้องประชาชน ซึ่งเขื่อว่าการจัดสร้างโรงพยาบาลแห่งนี้ จะเป็นประโยชน์กับประชาชนเพราะโรงพยาบาลนี้ใช้เงินภาษีของพี่น้องชาวท่าโขลงทั้งหมด
โดยพื้นที่ในการก่อสร้าง เราใช้ในพื้นที่ 40 ไร่ที่มีอยู่ แต่จะสร้างเป็นบางส่วนก่อน ในขั้นแรกจะเป็นตึก 6 ชั้น มีเตียงสำหรับพักนอนของผู้ป่วย ช่วงแรก 59 เตียง ซึ่งในอนาคตถ้ามีผู้ป่วยมากขึ้น มีผู้ป่วยที่นอนค้างคืนมากขึ้น ก็จะพิจารณาขยายเตียงในลำดับต่อไป และในขณะที่ผู้ป่วยที่เป็นผู้ป่วยนอก เราคิดไว้ระหว่าง 500-1,000 คน ในการตรวจแต่ละวัน นอกจากนี้ที่โรงพยบาลท่าโขลงแห่งนี้จะมีห้องผ่าตัดใหญ่ 3 ห้อง รวมถึงบริการจุดฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง พร้อมกับการบริการส่งเสริมสุขภาพในเรื่องอื่น ๆ เช่น ทันตกรรม สำหรับผู้ป่วยโรคไต เราจะมีศูนย์ฟอกไตเทียม ผ่าตัดเส้นเลือดสำหรับที่จะฟอกไตได้เลยที่นี่และก็จะบริการคลินิกเฉพาะทางในอนาคตเพราะอยู่ในแผนที่จะทำเข่นกัน
นายสุเทพ วงษ์แจ้ง นายกเทศมนตรี ฯ ยังกล่าวอีกว่า โรงพยาบาลท่าโขลงแห่งนี้นั้นจะสร้างเสร็จตามสัญญาประมาณ 1 ปีและคิดว่าในการที่จะให้บริการได้นับจากวันนี้ ประมาณ 1 ปี 6 เดือน โดยต้องวางระบบเรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องบุคลากรต่าง ๆ ทั้งหมดเลย ที่จะช่วยกันบริหารโรงพยาบาลนี้ ให้เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง และมีคุณภาพในการรักษาพยาบาลของคนท่าโขลงทั้งหมด อีกทั้งที่นี่จะรักษาทุกโรค เป็นผู้ป่วยทุกโรคและถ้าเกินศักยภาพ เราก็จะส่งต่อ โดยหลัก ๆ แล้วสิทธิ์บัตรทองจะใช้หลักที่นี่ รวมถึงประกันสังคมและสิทธิ์รักษาพยาบาลข้าราชการบำนาญ รวมถึงผู้ป่วยที่ walk in เข้ามา ในการรักษาพยาบาล

สมเกียรติ ทรัพย์เฉลิม

กระเช้าลอยฟ้าชมวิวมุมสูงสวยบนยอดเขาสูงเกือบ2,000 เมตร

กระเช้าลอยฟ้าชมวิวมุมสูงสวยบนยอดเขาสูงเกือบ2,000 เมตร
บาบาดัก เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองโอลูเดนิซ เมืองเฟทิเย ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดและงดงามที่สุดในการขึ้นสู่ยอดเขาบาบาดัก พร้อมดื่มด่ำกับทัศนียภาพของชายฝั่งและทิวเขาสีเขียวคราม Babadag Cable Car, also known as Babadag Teleferik, is one of the top attractions in Oludeniz, Fethiye. It’s definitely the best and most scenic way to get to the top of Babadag mountain and soak in the view of the turquoise coast and mountains.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงพื้นที่ 4 จังหวัดช่วยเหลือกรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดสรรงบฯ เพิ่มอีกกว่า 2.39 ล้านบาท นำน้ำใจผู้มีจิตศรัทธา เร่งลงพื้นที่ 4 จังหวัดช่วยเหลือกรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา มอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นหนุนวีรบุรุษทหารกล้า ผู้เสียสละปกป้องอธิปไตยชาติไทย พร้อมส่งกำลังใจ และมอบเงินปลอบขวัญพร้อมกระเช้าสุขภาพแก่ผู้บาดเจ็บ
.
ระหว่างวันที่ 13-17 สิงหาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมลงพื้นที่ เร่งมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นแก่ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา รวมมูลค่าเป็นเงินจำนวน 800,000 บาท โดยมี พันเอก เรวัฒ ธรรมจิรเดช รองผู้บังคับการกรมทหารราบเฉพาะกิจ กองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พันโท กฤษฎิ์พงษ์ ศิริสารศักดา ผู้บังคับกองพันเสนารักษ์ที่ 3 เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมกันนี้ มูลนิธิฯ ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และนครราชสีมา เพื่อมอบเงินปลอบขวัญให้แก่ทหารและประชาชนที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พักรักษาตัว อาทิ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ และโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาลศรีสะเกษ โรงพยาบาลสุรินทร์ และโรงพยาบาลค่ายสุรนารี โดยมอบเงินปลอบขวัญรายละ 10,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ รวม 4 จังหวัด โดยมูลนิธิฯ ได้จัดสรรงบประมาณดำเนินการทั้งในด้านมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น และมอบเงินปลอบขวัญพร้อมกระเช้าสุขภาพแก่ผู้บาดเจ็บในครั้งนี้กว่า 2.39 ล้านบาท โดยมี นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์มูลนิธิฯ พร้อมด้วย พลตรี ชยพณัฐ วิริรัตน์ รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร กองทัพไทย ร่วมลงพื้นที่มอบ
.
เมื่อเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ได้เร่งมอบหมายให้คณะกรรมการ นำทีมสาธารณภัยลงพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และศาลากลางจังหวัด และศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ มอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ให้แก่ผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมมูลค่า 1.5 ล้านบาท หลังจากนั้นได้เข้ามอบเงินปลอบขวัญนายละ 10,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ ให้แก่ทหารกล้าที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พักรักษาตัว เริ่มจาก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พร้อมประสานงานต่อเนื่องเพื่อดำเนินการขยายการช่วยเหลือ
.
รวมงบประมาณที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจผู้มีจิตศรัทธา สู่ทหารกล้าและประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นับตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันคิดเป็นมูลค่ากว่า 3.89 ล้านบาท โดยมูลนิธิฯ ยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายการดำเนินงานของแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป
.
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่-อาสาสมัครทุกท่าน ทุกหน่วย ที่ปฏิบัติภารกิจ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ววัน
.
ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
.
ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung
.

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ป่อเต็กตึ๊ง ยึดมั่นอุดมการณ์ อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต

ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

The Blue Lagoon จุดไฮไลท์ ที่ผู้คนทั่วโลกหลั่งไหลมา

The Blue Lagoon
อีกจุดไฮไลท์ ที่ผู้คนทั่วโลกหลั่งไหลมาที่นี่ The Blue Lagoon เพื่อมารักษาสุขภาพ แช่ตัวในทะเลที่มีหลายๆแร่ธาตุจากธรรมชาติ Mineral Sea water Therapy.ช่วยเรื่องกระดูกแข็งแรง ตั้งอยู่ใน Oludeniz ค่าเข้า 1 BD, 100 บาทไทย สามารถนั่งรถกอล์ฟเข้าไปได้ ค่าบริการ ต่อคน 120 บาทไทย 1.2 BD โดยประมาณ #bluelagoon

สตช.ย้ำปราบปรามแข่งรถในทางอย่างเข้มงวด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำปราบปรามแข่งรถในทางอย่างเข้มงวด กรณีเกิดอุบัติเหตุรถชน 11 คัน บนทางด่วนศรีรัช–อุดรรัถยา เร่งตรวจสอบ พบความผิดใด ดำเนินคดีทุกกรณี

วันนี้ (17 สิงหาคม 2568) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร และหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจงานป้องกันปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีวันที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 00.30 น. ศูนย์วิทยุ สภ.ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันหลายคัน บนทางด่วนศรีรัช – อุดรรัถยา ขาออก มุ่งหน้า จังหวัดปทุมธานี พื้นที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหน่วยกู้ภัยการทางพิเศษเร่งเข้าตรวจสอบ พบรถยนต์เสียหายรวมทั้งสิ้น 11 คัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจำนวน 3 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ทั้งหมด ผลการตรวจไม่พบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม จากพฤติการณ์เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นการขับรถด้วยความประมาท ใช้ความเร็วสูง เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุติดต่อกันหลายคันขึ้นในครั้งนี้ ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการสืบสวนและสอบสวนทุกมิติ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน โดยมีกองบังคับการตำรวจจราจรร่วมรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องบนทางด่วนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ มาประกอบสำนวนการสอบสวนด้วย หากจากการสอบสวนพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เข้าข่ายความผิดฐานแข่งรถในทาง ก็จะดำเนินคดีในข้อหา ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่น และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้ทุกพื้นที่ดำเนินการเข้มงวดกวดขันวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางอย่างจริงจัง เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวสร้างความเดือดร้อน และก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนโดยปกติวิสัยเป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. กำกับดูแลงานป้องกันปราบปราม ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง ดำเนินการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกองบังคับการตำรวจจราจร ในการร่วมรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องบนทางด่วนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี รับผิดชอบรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องบนทางด่วนในเขตที่ต่อเนื่องจากพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล, กองพิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการสืบสวนและสอบสวนทุกมิติ เพื่อดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดทุกรายได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และตรงไปตรงมา หากการรวบรวมพยานหลักฐาน สืบสวนและสอบสวนแล้วพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าว เข้าข่ายความผิดฐานใด ก็จะดำเนินคดีในทุกฐานความผิดที่ตรวจพบ โดยข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่จะดำเนินการตรวจสอบในครั้งนี้ ซึ่งมีบทบัญญัติของกฎหมายที่มีการกำหนดบทลงโทษไว้อย่างชัดเจน ได้แก่

  • การแข่งรถในทาง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับ 5,000 – 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • การเป็น ผู้จัด สนับสนุน หรือส่งเสริมการแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับ 10,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • พยายามแข่งรถในทาง ต้องระวางโทษ 2 ใน 3 ของความผิดฐานแข่งรถในทาง
  • ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 บัญญัติไว้เกี่ยวกับการริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โดยศาลมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งรถทั้งหมดทุกคันจะต้องถูกเสนอความเห็นของพนักงานสอบสวนยื่นฟ้องต่อพนักงานอัยการให้มีความเห็นต่อศาลให้ริบรถ หากตรวจพบว่าเป็นรถที่ใช้ในการกระทำผิดตามข้อหาดังกล่าวข้างต้น

หากประชาชนพบอุบัติเหตุ พบเห็นหรือมีเบาะแสการแข่งรถในทางสาธารณะ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 191 หรือ 1599 ทั่วประเทศ , พื้นที่กรุงเทพมหานครแจ้งได้ที่สายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร 1197 , พื้นที่ถนนหลวงทั่วประเทศแจ้งได้ที่สายด่วนกองบังคับการตำรวจทางหลวง 1193