Blog

คุณพัฒนา คุณพนารัตน์ กันอำพล บริษัท เค.ซี.ไอ.เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด สนับสนุนฟุตบอลเยาวชน

วันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. นายกิตติโชค ช่างเพชรผล (โค้ชเมล์) ได้เข้ารับการสนับสนุนอุปกรณ์ฟุตบอลจากคุณพัฒนาและคุณพนารัตน์ กันอำพล ที่บริษัท เค.ซี.ไอ.เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (K.C.I. ENGINEERING COMPANY LIMITED) เพื่อนำไปฝึกซ้อมและพัฒนาเด็กๆ ทีมไวเซน (WEIIZEN FC) อายุ 8-14 ปี รวม 18-20 คน

ผบก.ภ.นนทบุรี เยี่ยมให้กำลังใจ สายตรวจ ที่ประสบอุบัติเหตุ

📍วันนี้ ( 4 ม.ค.69 ) เวลา 12.00 น.

👮🏻‍♀️พล.ต.ต.เดชรพี คงดี
ผบก.ภ.จว.นนทบุรี
พ.ต.ท.ปิยะวัฒน์ โภคา
สวป.สภ.เมืองนนทบุรี

🔹ได้เดินทางเข้าเยี่ยม ให้กำลังใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 นาย ที่ประสบอุบัติเหตุ ถูกรถยนต์ผ่าสัญญาณไฟแดงพุ่งมาเฉี่ยวชน ขณะขับรถจักรยานยนต์ติดตามรถต้องสงสัย จนได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ และได้เข้ารับการรักษา ณ รพ.ตร. โดยมีรายนามดังนี้

1.ส.ต.ท.สหัศักดิ์ ไร่วิบูลย์

รพ.ตำรวจ ตึก มภร. ชั้น 11 ห้อง 1110
2.ส.ต.ต.สุทธิพงษ์ ดวงบุปผา
ตึกผู้ป่วยศัลยกรรมประสาทชาย ชั้น 4 อาคาร รพ.ตร.

🔹ทั้งนี้ได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจทั้ง 2 รายและชื่มชมในความมุ่งมั่น ทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่

ผบก.ภ.อ่างทอง ตรวจจุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569

📍วันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2569 เวลา 11.00 น.เป็นต้นไป
🔘 พล.ต.ต.กิตติ สกุณี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง
🔘 พ.ต.อ.เมธา วงศ์อนันต์นนท์ รอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง
🔸ได้ออกตรวจให้กำลังใจ และมอบสิ่งของ เพื่อเป็นขวัญกับเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ จุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 ดังนี้
จุดที่ 1 ตรงข้ามโรงพยาบาลโพธิ์ทอง ต.บางพลับ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง

จุดที่ 2 บริเวณหน้าวัดแสวงหา ต.แสวงหา อ.แสวงหา จ.อ่างทอง

จุดที่ 3 บริเวณจุดตรวจแยกบ้านยาง ต.วังน้ำเย็น อ.แสวงหา จ.อ่างทอง

จุดที่ 4 สี่แยกหน้าวัดโพธิ์เอน ม.5 ต.รำมะสัก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง

อุบัติเหตุ รถ จยย.เฉี่ยวชน ตำรวจ จร.ได้รับบาดเจ็บ

เมื่อวันที่ 1 ม.ค 69 เวลาประมาณ 11.20 น. ได้เกิดอุบัติเหตุจราจร รถ จยย.เฉี่ยวชน จนท.จร.ได้รับบาดเจ็บ บริเวณด่านกวดขันวินัยจราจรแยกศรีพรสวรรค์ ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี

ผู้ขับขี่ถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เฉี่ยว ด.ต.อนุรัตน์ ดวงเกตุ ผบ.หมู่ จร.ฯ ได้รับบาดเจ็บแขนบวมผิดรูป

โดย ขณะเกิดเหตุ ผู้ขับรถจยย.คันเกิดเหตุโดยไม่สวมหมวกนิรภัย เข้ามาในด่านตรวจกวดขันวินัยจราจรบริเวณแยกศรีพรสวรรค์ จึงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ด.ต.อนุรัตน์ฯ ซึ่งตั้งด่านกวดขันวินัยจราจรอยู่นั้นเรียกตรวจ
ให้หยุดรถ ซึ่งในตอนแรก ก็ชะลอความเร็ว เหมือนจะหยุดรถ แต่เมื่อขับมาถึง ก็ตะโกนขึ้นว่ารีบไปโรงพยาบาลและเร่งเครื่องเพื่อจะลงหนีทำให้รถจักรยานยนต์ดังกล่าวเฉี่ยวชนด.ต.อนุรัตน์ฯ ทำให้ด.ต.อนุรัตน์ฯได้รับบาดเจ็บที่แขน บวมผิดรูป ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ส่วนคนขับ รถ จยย.ได้รับบาดเจ็บ เข่าถลอกเล็กน้อย
พนักงานสอบสวน ได้ร่วมตรวจที่เกิดเหตุแล้วจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา มอบหมายให้ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม เยี่ยมบำรุงขวัญตำรวจจราจรนนทบุรีที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผช.ผบ.ตร. เข้าเยี่ยมให้กำลังใจและบำรุงขวัญให้กับตำรวจจราจรจังหวัดนนทบุรีที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ช่วงเทศกาลปีใหม่วันหยุดยาว

โดยมี พลตำรวจตรีอภิรักษ์เ วชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1และ พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ให้การต้อนรับ ร่วมชี้แจง รายละเอียดในการตรวจเยี่ยมดังกล่าว”


โดยพลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าวตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า
พล ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) เข้าเยี่ยมพร้อมให้กำลังใจและบำรุงขวัญให้กับ ด.ต.อนุรัตน์ ดวงเหตุ ผบ.หมู่ จร.สภ.จังหวัดนนทบุรี ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2569

โดยพล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) มอบเงินช่วยเหลือและสิ่งของบำรุงขวัญแก่ ด.ต.อนุรัตน์ ดวงเหตุ ผบ.หมู่ จร.สภ.จังหวัดนนทบุรี โดยมี พลตำรวจตรีอภิรักษ์เ วชกาญจนา รองผบช.ภ.1 ให้การต้อนรับและ ร่วมชี้แจง รายละเอียดในการตรวจเยี่ยมดังกล่าว ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี
ส่วนสาเหตุที่ ด.ต.อนุรัตน์ ดวงเหตุ ผบ.หมู่ จร.สภ.จังหวัดนนทบุรี ได้รับบาดเจ็บนั้น เมื่อวันทึ่ 1 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 11.20 น.ที่ด่านกวดขันวินัยจราจรแยกศรีพรสวรรค์ ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ได้มีชายขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัย ยี่ห้อฮอนด้า คลิ๊ก โดยขับรถ จยย.คันเกิดเหตุโดยไม่สวมหมวกนิรภัย เข้ามาในด่านตรวจกวดขันวินัยจราจรบริเวณแยกศรีพรสวรรค์

จึงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ด.ต.อนุรัตน์ฯ ซึ่งตั้งด่านกวดขันวินัยจราจรอยู่นั้นเรียกตรวจให้หยุดรถ ซึ่งในตอนแรก ก็ชะลอความเร็ว เหมือนจะหยุดรถ แต่เมื่อขับมาถึง ก็ตะโกนขึ้นว่ารีบไปโรงพยาบาลและเร่งเครื่องเพื่อจะหลบหนีทำให้รถจักรยานยนต์ดังกล่าวเฉี่ยวชน ด.ต.อนุรัตน์ฯ ทำให้ ด.ต.อนุรัตน์ฯได้รับบาดเจ็บที่แขน บวมผิดรูป ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า และคนขับได้รับบาดเจ็บ เข่าถลอกเล็กน้อย พนักงานสอบสวนได้ร่วมตรวจที่เกิดเหตุแล้วจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องแจ้งข้อหาดำเนินคดีต่อไป

ผบก.ภ.สิงห์บุรี ตรวจเยี่ยม จุดบริการประชาชน

🎊 ตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชน ช่วงเทศกาล ปีใหม่ 2569. 🎊
วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

🔘 <✵✵ 》พล.ต.ต.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผบก.ภ.จว.สิงห์บุรี 《✵✵>
🔶 ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ จนท. ประจำจุดฯ
📍 จุดบริการประชาชน
🎊 อ.ค่ายบางระจัน
– แยกท่าข้าม
– หน้า อบต.โพทะเล
🎊 อ.บางระจัน
– แยกไหสี่หู
– แยกชันสูตร
🎊 อ.อินทร์บุรี
– หน้าปลาทูฟู๊ด ถนนสายเอเชีย
– หน้าเทศบาลอินทร์บุรี ถนนสิงห์บุรี – ชัยาท(สายเก่า)
🤵‍♂️ โดยคณะ กต.ตร.จว.สิงห์บุรี(ภาคเอกชน) ได้สนับสนุนเครื่องดื่มเอ็มร้อย สปอนเซอร์ ขนม กาแฟกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ให้กับ จนท.ที่ปฎิบัติหน้าที่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

ปุ๋ย ขออาสาเป็นนายก “อบต.นครสวรรค์ออก”

🙏 กราบพ่อแม่พี่น้อง “ชาวตำบลนครสวรรค์ออก”
“น.ส.ชุติกาญจน์ ศรีเสมอสมบัติ (ปุ๋ย) ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนครสวรรค์ออก “หมายเลข 2” เป็นลูกหลานในพื้นที่ คลื่นลูกใหม่ดีกรี นิติศาสตร์ ยึดหลักการบริหาร ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมพัฒนา “อบต.นครสวรรค์ออก” ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบทุกโครงการ

ภายใต้ทีมนครสวรรค์ออก “ไม่ทะเลาะกับใคร เราชอบคนรักกัน” รวมพลัง เปลี่ยนแปลง ให้ “นว.ออก” เป็นของประชาชน บริหารโปร่งใส พัฒนาใสสะอาด ปราศจากคอรัปชั่น
โปรดเลือก : คลื่นลูกใหม่ไฟแรง…
“ชุติกาญจน์ (ปุ๋ย) ศรีเสมอสมบัติ เบอร์ 2”
: วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 เวลา 08.00 น. ถึง 17.00 น.🙏🙏🙏

ชยกฤต ศรีพัชรกุล

ที่ปรึกษาสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย
:รายงาน

วิเคราะห์การสื่อสาร ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ชายแดนไทย-กัมพูชา ยุคดิจิตอล ปะทะรอบ 2 (13-27 ธันวาคม 2568)

(สแกนคิวอาร์โค้ด เพื่ออ่านฉบับเต็ม)

เช้าวันที่ 31 ธ.ค.68 ที่สำนักงานรามอินทรา  ศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา ภายใต้สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงผลวิเคราะห์การสื่อสาร ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ชายแดนไทย-กัมพูชา ยุคดิจิตอล ปะทะรอบ 2 (13-27 ธันวาคม 2568) ว่า ได้พบ 2 วิธีการสร้างเนื้อหาข่าวสารปลอม และ 5 เหตุการณ์ที่น่าสนใจ

 คือ 1.เขมรจ้างล็อบบี้ยิสต์สร้างเนื้อหาข่าวสารปลอม ซึ่งครั้งที่แล้วก็เคยจ้างนักข่าวปลอม มาแล้ว     2.เขมรใช้ AI สร้างข่าวปลอม ส่วน 5 เหตุการณ์ที่น่าสนใจ คือ 1.ทหารไทยมีการถล่มรังสแกมเมอร์ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้น ของ “วาระโลก ในการทำสงครามกับสแกมเมอร์ ” เพื่อช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ และการตามล่าตัวอาชญากรไซเบอร์ ต่อไปในอนาคต 2.ความไม่ศักดิ์สิทธิ์ของประเทศตัวกลาง 3.บทบาทที่โดดเด่นของกระทรวงการต่างประเทศไทย 4.ความเป็นเอกภาพของประเทศไทย 5.บทบาทที่โดดเด่นของฝ่ายค้านพลัดถิ่นกัมพูชา

ก่อนการปะทะรอบ 2 มีการสื่อสาร เชิงบ่มเพาะความขัดแย้ง ด้วยการย้ำประเด็น “ความไม่จริงใจ”  เช่น “อย่าไว้ใจเขมร” “เชื่อไม่ได้ ลอบกัด” “แอบลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด” “ใช้โดรนสอดแนม” ใช้คำรุกเร้า “เสียขาอีกแล้ว จะทนทำไม” ซึ่งเป็นช่วงเปราะบาง เพราะเพิ่งปะทะกันเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว  สิ่งเร้าภายนอกที่ผสมอีกประการคือ การเรียกร้อง เมื่อเกิดการตายของชาวเกาหลีใต้ การตกตึกตายของคนไทยหลายราย ชาวอินโดนีเซีย ถูกทำร้ายร่างกาย ในเขมร

ซึ่งการสื่อสารในโซเชียลมีเดีย มีบทบาทสำคัญของทั้ง 2 ฝ่าย ดังเห็นจาก ระดับผู้นำจิตวิญญาณ นายฮุน เซน ที่โพสต์ในเฟสบุ๊กว่า กุมความลับ นักการเมืองไทยเทาหลายคน อีกทั้งการระบุกร้าว ว่า “ปิดด่าน 100 ปีเขมรก็ไม่ล่มสลาย” “การขอคืนเชลยศึก 18 คน” รวมทั้งการแบนสินค้าไทย

ส่วนผู้นำไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ยังคงวาทะกรรมรัฐบาลจะไม่ยอมสูญเสียดินแดนแม้แต่นิ้วเดียว และถ้อยคำ “ใครเปิดด่าน คนนั้นเป็นหมา” “หน้าที่เรา รักษาสืบไป” เป็นต้น

ระดับผู้ปฏิบัติ ผู้ตาม  คือ ทหาร และประชาชน ก็อยู่ในอาการอยากบวก เช่น วลี ให้จบที่รุ่นเรา  ทวงคืนแผ่นดิน ทำลายให้สิ้นสภาพ โดยทหารได้กำหนดชื่อยุทธการ ซึ่งหมายถึง เอาจริงอย่างมีแผนการ มีแรงผลักดันที่ทรงพลังจากภายในใจ ในระดับสื่อมวลชน ทั้งสื่อหลัก และสื่อรอง นำเสนอเนื้อหาด้วยการแฉธุรกิจสีดำของเครือข่าย ในเขมร นำเสนอความเคลื่อนไหวการปะทะ อย่างต่อเนื่อง ดูได้จากฟีดข่าวขึ้นตลอดเวลา

ส่วนระดับคนกลาง มหาอำนาจ อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีนที่ออกมาเรียกร้องให้หยุดยิง เกิดความไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าไว้ใจ มีความย้อนแย้ง ดูลำเอียง เช่น แอบส่งอาวุธให้ ส่งความช่วยเหลือโดยอ้างว่าช่วยด้านมนุษยธรรม จึ่งไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าศรัทธา จนหมดความศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงผู้นำของสหรัฐอเมริกา ได้ใช้คำศัพท์ที่ดูเหมือนรับข้อมูลปลอมมาจาก “ล็อบบี้ยิสต์” ซึ่งเป็นข้อมูลด้านเดียวด้วยข้อความว่า “การเหยียบทุ่นระเบิดเป็นอุบัติเหตุ”

ส่วนการโพสต์ลงเพจนายฮุน เซน ผู้นำจิตวิญาณ ประเทศกัมพูชา ได้เผยแพร่ภาพ บุน รานี ภริยาออก เยี่ยมผู้บาดเจ็บ ออกประกาศห้ามถ่ายรูปทหาร อาวุธ ห้ามวิจารณ์รัฐบาล และประกาศไม่ยอมรับแนวเขตใหม่ที่เกิดจากการใช้กำลัง ส่วนประเทศไทย ไม่มีบทบาทของผู้นำจิตวิญาณ

ผู้นำรัฐบาล/นักการเมืองกัมพูชา ภาพถ่ายกับนานาประเทศ เพื่อบอกความสำเร็จ การยอมรับ เนื้อหารณรงค์ไม่พ่ายแพ้ ดูแลประชาชนได้ พาชุมนุมฝูงชนทำกิจกรรมเรียกร้องสันติภาพ การตรวจเยี่ยมประชาชนออกพบปะการทูต และเรียกร้องต่างชาติงดขายอาวุธให้ไทย มีการจ้างล็อบบี้ยิสต์ ทั้งนี้ เพื่อสร้างสถานการณ์ ด้านข่าวสาร สร้างความชอบธรรม ให้กับประเทศกัมพูชา ที่เรียกว่า การใช้โลกล้อมไทย ซึ่งครั้งที่แล้วก็เคยจ้างนักข่าวปลอมมาแล้ว

ส่วนนายกรัฐมนตรีไทยโพสต์สั้นๆ เช่น “หน้าที่เรา รักษาสืบไป” “ไฟเขียวกองทัพตอบโต้”โพสต์ กร้าว อันวาร์-ทรัมป์ ไม่ต้องเตือนไทยถ้าอยากให้สงบไปบอกฝ่ายรุกรานให้หยุดยิงก่อน โพสต์ภาพนั่งหัวโต๊ะประชุมทหารระดับสูง ตรวจเยี่ยมประชาชน ทหารบาดเจ็บและหลั่งน้ำตา ตรวจเยี่ยมสถานที่ยึดได้ ไปร่วมงานศพ และก้มกราบศพทหาร

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย มีบทบาทโดดเด่น นำเรื่องเข้าและกล่าวถ้อยแถลงอนุสัญญาออตตาวา ในที่ประชุมระดับนานาชาติ การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 22 ณ นครเจนีวา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 อีกทั้งการพบปะการทูตอย่างต่อเนื่อง ในเชิงรุกเพื่อหาเหตุผลหักล้างกัมพูชา สร้างความชอบธรรมให้กับประเทศไทย

             ด้านทหารไทย โพสต์ภาพปฏิบัติการทางทหาร นายทหารระดับสูงเยี่ยมผู้บาดเจ็บ ตรวจเยี่ยม สถานที่ยึดได้ ภาพการปักธงชาติสถาปนา ร้องเพลงชาติ ภาพรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง การเลี้ยงสัตว์ระหว่างสงคราม คลิปยกย่องวีรกรรมหน่วยงาน คลิปสดุดีวีรกรรมผู้เสียชีวิต ภาพทหารบาดเจ็บจากเหตุต่างๆ ภาพความแม่นยำการใช้อาวุธ ภาพดัดแปลงรถหุ้มเกราะด้วยท่อนไม้ การทำลายฝ่ายตรงข้ามได้ เช่น เขมรโชว์ภาพโดรนไทยตก ภาพทหารไทยเก็บศพทหารเขมร ภาพทหารไทยยึดธนบัตรปลอม

อย่างไรก็ตามหนีไม่พ้นประเด็นละเอียดอ่อน อย่างภาพยึดอาวุธจากประเทศจีน ภาพยึดสินสงคราม อาร์มสัญลักษณ์ ภาพรื้อถอนสิ่งสมมติ  ภาพวงจรปิดแบบสดๆ ของจีนเทา นาทีทหารไทยบุกเข้าตรวจค้นในตึก ซึ่งน่าวิตกกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ ซึ่งอาจมีดรามาตามมา

ประชาชน ในที่นี้ขอใช้คำว่า อินฟลูเอนเซอร์  เช่น สายพระแปรพักตร์ คลิปหลุด ขอเจรจาหยุดยิง สายวิชาการ ติง ดึงสติ ยกกฎหมายระหว่างประเทศ อิงประวัติศาสตร์ สายมู (หมอดู) ทำนาย อาถรรพ์วิญญาณ สายทหาร ข้าราชการเกษียณ  ออกมาวิจารณ์ ชี้แนะ แจ้งข่าวเชิงลึก วิเคราะห์ บรรยายแสนยานุภาพ เล่าประสบการณ์

นอกจากนั้นยัง พบว่า อินฟลูเอนเซอร์ ทหารเกษียณ ที่ ลงสมัคร สส. ผู้ออกมาวิจารณ์ ชี้แนะ จนโด่งดังกลายเป็นผู้ติดโพลล์นักการเมืองที่คนไทยจะเลือก

เกี่ยวกับการต่อต้านข่าวปลอม พบว่าทางการไทยทำลายน้ำข่าวปลอมทับ มีการแถลงต่อต้านข่าวปลอมอย่างทันท่วงที รวมทั้งการทำอินโฟกราฟิก แผนที่เพื่อให้เข้าใจง่าย และออกแถลงในหลายภาษา

ในการปะทะ มีวิธีการทางอ้อม (วิธีหลังบ้าน) อย่างการสนับสนุน เช่น แฮกเกอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สนับสนุนโดรน  มีการรีพอร์ต ให้ช่องปลิว  และการรุมรีวิว ในเว็บอื่นๆ เช่น ความปลอดภัย ในการท่องเที่ยว เช่น trip.com เป็นต้น

ระหว่างการปะทะครั้งที่ 2 ซิงเกิลเกตเวย์ (Single Gateway) ของนายฮุน เซน น่าจะถูกทลายลง เพราะเริ่มมีความสงสัยจากชาวกัมพูชาด้วยกันเอง คือได้ข้อมูลจากนายสม รังสี ฝ่ายค้านพลัดถิ่น และสื่อฝั่งประเทศไทย กรณียึดคืนพื้นที่ จนมีความพยายามทำ AI แก้ข่าว รวมถึงมีประกาศห้ามแชร์ข่าวจากประเทศไทย โดยอ้างว่าเป็นข่าวปลอม โดยจะดำเนินคดีกับผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งเป็นการสื่อสารแนวตั้งรับ

การปะทะครั้งที่ 2 เกิดความไม่มีประสิทธิภาพของข้อมูลลับ เกิดจากความเสื่อมจาก ตัวฮุน เซน เอง ในการกุมข้อมูลความลับ ของผู้อื่น ที่เป็นข้อมูลจะนำมาแบล็กเมล์ (Blackmail) เพราะประเด็นไม่แรงพอ ส่วนการขู่ว่าจะเปิดเผยรายชื่อนักการเมืองไทยเทาก็เก็บงำ ข้อมูลไว้นานจนเกินไป ที่เรียกว่า “มัวแต่ออกแขก ไม่ยอมแสดงสะที” ซึ่งคนไทยเองก็เบื่อ และสืบเสาะจนทราบเองแล้ว แตกต่างจากการปะทะครั้งที่ 1 ซึ่งประสิทธิภาพของข้อมูลลับนำมาแบล็กเมล์ (Blackmail) มีสูงมาก

การปะทะครั้งที่ 2 เกิดความมีประสิทธิภาพของการสื่อสารไทย เกิดจากความเป็นเอกภาพของประเทศไทย ซึ่งต่างจากการปะทะครั้งที่ 1 ที่มีความขัดแย้งภายใน มีการแบ่งเป็นกลุ่ม นักการเมือง ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ฝ่ายทหาร ฝ่ายประชาชน ทำให้เกิดการสื่อสารโดยอินฟลูเอนเซอร์ มาแทนที่ ซึ่งการปะทะครั้งที่ 2 มีความเป็นเอกภาพ ในภาคนักการเมือง ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายทหาร ฝ่ายประชาชน

ส่วนฝ่ายค้านตกอยู่ในสภาวะการยุบสภา ต้องเลือกตั้งใหม่ จึงไม่กล้าขวางเรือในกระแสน้ำเชี่ยว  ซึ่งเกรงว่าจะคล้ายกรณี นายพลกองทัพบกเกาหลีใต้ โน แท-อู ผู้ซึ่งชนะการเลือกตั้งเพราะมีการวางระเบิดสายการบินแห่งชาติ จากฝีมือประเทศอื่น ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมด้านการทหาร มากกว่า อารมณ์ร่วมด้านเสรีภาพ

อย่างไรก็ตามการปะทะครั้งที่ 2 บทบาทของ อินฟลูเอนเซอร์  จิตอาสา เบาบางลง บทบาทตัวเอกการสื่อสารเปลี่ยนมือไปอยู่ที่ ทหาร มีคลิปการปฏิบัติการทางทหาร มีศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา คือแถลงทุกวัน ทันเหตุการณ์ ครบถ้วนทุกประเด็น หลายภาษา แถลงจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กรมศิลปากร  กระทรวงสาธารณสุข ฯ (One Stop Service) ณ จุดเดียว มีกรมประชาสัมพันธ์เป็นเจ้าภาพ

ในการปะทะครั้งที่ 1  พบ 3 กลยุทธ์ คือ 1.รบด้วยปืน มีภาพ คลิป การปะทะด้วยอาวุธสงคราม การเข้ายึดพื้นที่ มีภาพเครื่องบินขับไล่ F-16 และเครื่องบิน Gripen โดรน ทิ้งระเบิด ซึ่งมีผลสะท้อนกลับ (Feedback) ทางบวก ด้านแสนยานุภาพ คลิป การยิง BM 21 ภาพ คลิปการสอนวางกับดักทุ่นระเบิด พฤติกรรมติดโซเชียล รีวิวผลงานทำลายสะพาน คลังอาวุธ ตึกสแกมเมอร์ ด้วยชาวกัมพูชาเอง ซึ่งมีผลสะท้อนกลับ (Feedback) ทางลบ คือ จับโป๊ะ เขมร เป็นต้น

2.รบด้วยปาก มีสงครามสื่อ ที่วิวาทะกัน มีสงครามข่าวปลอม กัมพูชามีการว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์

เพื่อสร้างภาพลักษณ์ต่อผู้นำโลก  ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นครั้งแรกของโลกหรือเปล่า ควบคู่กันคือมีความพยายามในการต่อต้านข่าวปลอม ด้วยการติดลายน้ำข่าวปลอม นอกจากนั้นมีการใช้ AI ในการทำข่าวปลอม อย่างมีนัยสำคัญ การฟ้องชาวโลก ด้วยภาพข่าวปลอม การขอให้ชาติที่ 3 ช่วยเจรจา การร้อง UN  มีภาพข่าว สงครามประชาชน  เผชิญหน้า ประชาชน (บ้านหนองจาน สระแก้ว)

3.รบด้วยท้อง ดังสำนวนที่ว่ากองทัพเดินด้วยท้อง ประชาชนกินอิ่มนอนหลับ การตัดกำลัง

เขมรด้วยการปิดด่าน ตัดไฟ ปิดการขนส่งน้ำมัน ด้วยเหตุผลด้านยุทธภัณฑ์ และเหตุผลด้านสแกมเมอร์ กาสิโน ที่เป็นทุนเติมอาวุธให้เขมรมารบกับไทย

             ส่วนการปะทะครั้งที่ 2  พบ 3 กลยุทธ์ เช่นกัน คือ 1.ทัพ มีภาพ คลิป กองทัพบก เรือ อากาศ ตำรวจ ตชด. ใช้อาวุธสงคราม การเข้ายึดพื้นที่ มีภาพเครื่องบินขับไล่ F-16 และเครื่องบิน Gripen โดรน ทิ้งระเบิด อย่างแม่นยำ

2.ทูต มีการใช้วาทะทางการทูต เด่นชัด ในการ ร้องเรียน ตอบโต้ แถลงชี้แจง  เพื่อสร้าง

ภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความชอบธรรม   3.ท้อง ดังสำนวนที่ว่ากองทัพเดินด้วยท้อง ประชาชนกินอิ่มนอนหลับ การตัดกำลังเขมร การส่งแรงงานเขมรกลับประเทศ การปิดด่าน ปิดการขนส่งน้ำมัน ด้วยเหตุผลด้านยุทธภัณฑ์ และเหตุผลด้านสแกมเมอร์ กาสิโน ที่เป็นทุนเติมอาวุธให้เขมรมารบกับไทย

โดยการปะทะครั้งที่ 2 ทหารไทยได้ถล่มตึกสแกมเมอร์ กาสิโนไปพร้อมๆกันด้วย ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้น ของ “วาระโลก ในการทำสงครามกับสแกมเมอร์ ” ช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ และการตามล่าตัวอาชญากรไซเบอร์

สำหรับ กติกา มีภาพข่าว การทำข้อตกลง สากล เช่น GBC อุปมาอุปไมย ดั่งการเลี้ยงโต๊ะจีน เริ่มจาก 1.เสิร์ฟน้ำ 2.ถั่วทอด 3.ปลาหม้อไฟ 4.ข้าวผัด 5.ของหวานเป็นจานสุดท้าย ก่อนแยกย้ายกลับ จะเห็นเชิงประจักษ์ว่า การปะทะทั้ง 2 ครั้ง เมื่อถึงขั้นลงนามข้อตกลง  GBC ก็จะหยุดยิง อุปมาเป็นของหวานเป็นจานสุดท้าย ก่อนแยกย้ายกลับ

อย่างไรก็ตาม มีเพียงข้อตกลงหยุดยิง แต่ไม่มีการแก้ปัญหามาตราส่วนทางแผนที่ โดยประเด็นนี้

ประเทศไทยเริ่มแข็งกร้าว ใช้ไม้แข็ง ยึดหลักการว่าด้วยกฎการปะทะ คือการยึดพื้นที่ ณ จุดปัจจุบัน

ทั้งนี้ อาจริเริ่ม ศึกษา การใช้วรรคแลกว่า “ข้อตกลงใดๆที่ขัดกับข้อตกลงนี้ถือว่าข้อตกลงก่อนหน้านั้นเป็นโมฆะ”

Time Line ความขัดแย้ง ระยะที่ 1 จุดเริ่มต้น ระยะที่ 2 กระบวนการ ระยะที่ 3 ปลายทาง จุดสิ้นสุด

จุดเริ่มต้น เมื่อตกลงกันไม่ได้ ในเรื่องเขตแดนตามมาตราส่วนของแผนที่ที่ไม่ตรงกัน  จึงเข้ากระบวนการ การปะลอง ใช้ความรุนแรง ด้วยอาวุธสงคราม เพื่อหาผู้ชนะ อันเป็นปลายทาง จุดสิ้นสุด

ถึงแม้จะได้ข้อตกลง GBC , RBC ในกระดาษแผ่นใหม่ แต่ด้วย ความแตกต่างกันทั้งในด้านค่านิยม การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพศ เชื่อชาติ ศาสนา วัย การศึกษา รสนิยม ผนวก ความคลุมเครือ ลังเล ตุกติก ใต้เข็มขัด อีกทั้ง คนกลางอย่างสหรัฐอเมริกา จีน ในบทบาทกรรมการ เอนเอียง มีวาระซ่อนเร้น

ดังนั้นจุดปลายทาง จุดสิ้นสุด ณ ขณะนี้ ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหม่ หากมองในแง่ดี  อาจยังไม่ถึง กาละเทศะ ในการคลายปม หรือรูปแบบ สงคราม “Hard Power” อาจต้องเปลี่ยนมาเป็น ศิลปะ “Soft Power”  ในการแก้ปัญหา อย่างยั่งยืน ด้วยการเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสม การให้อภัยและการคืนดี การยอมรับความผิดพลาด, การขอโทษ, และการเปิดโอกาสให้ความสัมพันธ์กลับมาเป็นปกติ ด้วยหัวใจแห่งธรรม

             ทั้งนี้ ในภาวะเร่งด่วน ระดับผู้นำ หากบรรลุธรรมได้ก็ถือว่าถึงปลายทางความขัดแย้ง แต่หากยังไม่บรรลุธรรมก็ต้องขจัดผู้นำตัวปัญหา อย่าง กรณี การกำจัด ซัดดัม ฮุสเซน เป็นต้น

เกี่ยวกับภาวะผู้นำการปะทะครั้งที่ 1 ฮุนเซน พยายามทำตัวเป็นผู้นำ แบบนามธรรม เช่น มหาเทพ ตามหลักคิดชาวเอเชีย โดยดูได้จาก ละครอิงประวัติศาสตร์ “ลูกผู้ชายใต้คืนจันทร์เพ็ญ” มีปฎิหาริย์ตอนเกิด คือมีดาวตก และปลูกฝังว่า พระเสด็จกอน อวตารกลับชาติมาเกิดเป็น ฮุนเซน

ฮุนเซน เป็นผู้นำ แบบรูปธรรม คือเป็น นายก แบบผู้นำสมัยโบราณมนุษย์ มีความเชื่อว่า ภาวะผู้นำเป็นเรื่องของความสามารถที่เกิดขึ้นเฉพาะบุคคล เฉพาะตระกูล และสามารถสืบสายเลือด เชื้อสายกัน อย่าง ฮุน เซน ส่งต่อให้ ฮุน มาเนต

ฮุน เซน ผู้นำแบบเผด็จการ เขาจะเป็นผู้วางกฎ ตัวอย่างภาวะผู้นำแบบนี้พบเห็นได้ในกองทัพ มาเฟีย หรือแก๊งข้างถนน และเชื่อว่าตนเองต้องออกคำสั่งเพื่อให้สิ่งต่างๆ สำเร็จลุล่วง มีไม้เรียวที่รุนแรงถึงเอาชีวิต ในการกำจัดผู้เห็นต่าง มีระเบียบ นอกกติกา ไม่ได้ด้วยเล่ห์ เอาด้วยกล        

ส่วนการปะทะครั้งที่ 2 บทบาทของ ฮุนเซน ลดลง อย่างมีนัยสำคัญ

เกี่ยวกับสื่อสารมวลชน ซิงเกิลเกตเวย์ (Single Gateway) การปะทะครั้งที่ 1 ฮุน เซน ใช้สื่อมวลชน โทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต ในมือของ ลูกสาวคนโต “ ฮุนมานา” ฉายาเจ้าแม่สื่อ ในการสร้างความบันเทิง, การชักจูง, แถลงข่าว การแจ้งให้ทราบ

อีกทั้ง Facebook บัญชีทางการ ของ ฮุน เซน ชื่อ Samdech Hun Sen of Cambodia  มีผู้ติดตาม 15 ล้านคน ได้โพสต์ ส่งสารถึงประชาชนชาวกัมพูชา รวมถึงประชาชนคนไทยอีกด้วย

             ผสมผสานกับการแถลงข่าวของ  พลโทหญิง มาลี โสเจียตา (Maly Socheata) โฆษกหญิงคนสำคัญแห่งกระทรวงกลาโหมกัมพูชาโดยไม่มีจรรยาบรรณการสื่อสาร คือสื่อสารความเท็จ FAKE (เฟค) จรรยาบรรณข้อนี้ ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ เสียเครดิต  อย่างสุภาษิตเด็กเลี้ยงแกะ

ทั้งนี้ ในยุคดิจิตอล สมเด็จ ฮุน เซน และเครือข่าย ได้ใช้เทคโนโลยี AI  ซึ่งสามารถทำ พร้อมเผยแพร่ข่าวปลอม ในโซเชียลมีเดีย ได้อย่างรวดเร็ว

ข้อเสนอแนะ จึงควรจัดหน่วยต่อต้านข่าวปลอม ควรแถลงข่าวต่อต้านข่าวปลอมอย่างทันท่วงที เป็นเอกภาพ แถลงหลายภาษา ส่งถึงสำนักข่าวหลักของต่างประเทศ ควรเชิญสำนักข่าวหลักของต่างประเทศ มารับฟังการแถลงข่าว และอนุญาตให้ลงพื้นที่จริงได้

ในอนาคตจะมีการแปรพักตร์ของชาวกัมพูชาควรตั้งนิคมใหม่ ในเขตประเทศกัมพูชา ที่ติดกับชายแดนไทย ที่ลึกเข้าไปในประเทศกัมพูชา 100 กิโลเมตร ควรตั้งทีมกฎหมายเพื่อดำเนินคดีสากลกับตระกูลฮุน ในทุกมิติ ควรยื่นถอดถอน ปราสาทเขาพระวิหารออกจากความเป็นมรดกโลก เนื่องจากเขมรใช้เป็นฐานทหารสู้รบ ซึ่งผิดต่อวัตถุประสงค์

ทั้งนี้ มีแนวโน้มที่จะมีการปะทะรอบ 3 ดูได้จากการโพสต์ของฮุน เซนและ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ว่า ไม่ยอมแพ้  ซึ่งพบคำรุกเร้า ต่อไปคือ “พบเห็นโดรนบินล่วงล้ำอธิปไตย หวาดวิตกว่าจะเป็นภัยต่อพี่น้องประชาชนไทย” เว้นแต่จะมีสงครามกลางเมืองแย่งชิงอำนาจภายในกันเอง เสียก่อน ซึ่งอาจมีผู้อยู่เบื้องหลังอย่าง จีน สหรัฐอเมริกา และกองกำลังไม่ทราบฝ่าย หากถึงจุดนั้น “วาระโลก ในการทำสงครามกับสแกมเมอร์ ” เพื่อช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ และการตามล่าตัวอาชญากรไซเบอร์ ไม่ควรใช้กำลังทางทหาร โดยให้ปรับเปลี่ยนไปใช้กำลังตำรวจสากล หน่วยตำรวจ SWAT สากลแทน พร้อมสอบสวน โดยหน่วยอัยการสากล  

อย่างไรก็ตามบทวิเคราะห์นี้ ศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา ระบุในคำนำว่า เป็นเอกสารประกอบการฝึกอบรม สร้างมาเพื่อใช้บรรยายภายในการฝึกอบรมของศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา อาจไม่มีความเป็นวิชาการมากเพียงพอ ซึ่งผู้วิเคราะห์เป็นประชาชนคนไทย ซึ่งไม่อาจกล่าวได้ว่า จะไม่มีอคติในการวิเคราะห์ อีกทั้งมีข้อจำกัดด้านภาษาเขมรอีกด้วย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ
.
วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ นำแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ
.
ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung
.
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ผบก.ภ.นนทบุรี ร่วมตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569


📍วันนี้ ( 1 ม.ค.69 ) เวลา 13.00 น.

🔸นายเชษฐา โมสิกรัตน์
ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี
👮🏻‍♀️พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จว.นนทบุรี 🔹ร่วมตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 พร้อมมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่จุดบริการ และตรวจสภาพการจราจร และจุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน
📍โดยตรวจจุดตรวจและหน่วยบริการ ตามลำดับ ดังนี้
1. จุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง จุดกลับรถใต้สะพาน (วัดบางแพรก) ถ.รัตนาธิเบศร์ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
2.จุดตรวจเยี่ยม หน้าตลาดธีรรัตน์ ถ.จันทร์ทองเอี่ยม อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
3.จุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง เข้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต ถ.กาญจนาภิเษก อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี
4.จุดตรวจเยี่ยม หน้าตลาด บางใหญ่ซิตี้ ถ.กาญจนาภิเษก อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี
5.จุดตรวจเยี่ยม หน้าที่ทำการ อบต.ไทรน้อย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี
โดยมี ผกก.ทุก สภ., ข้าราชการตำรวจฯในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยดังกล่าว รอรับการตรวจเยี่ยม
🔹การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย