Blog

ผู้ช่วย ผบ.ตร.(บร2)ประชุม พัฒนาทรัพยากรบุคคล

วันนี้(วันพุธ ที่ 22 ม.ค. 67) เวลา 13.30 น.

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
ผบ.ตร.
พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง
รอง ผบ.ตร.(บร)

มองหมายให้
พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์
ผู้ช่วย ผบ.ตร.(บร2)/รองประธานอนุกรรมการฯ(3)

เข้าร่วมประชุม
“อ.ก.ตร.บริหารทรัพยากรบุคคล ครั้งที่ 1/2568”

โดยมี
พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก
ประธานอนุกรรมการฯ
เป็นประธานการประชุม

ซึ่งพล.ต.อ.มนู เมฆหมอก ประธานอนุกรรมการฯ ได้มีความเห็นชอบให้ อ.ก.ตร. พัฒนาทรัพยากรบุคคลเข้าร่วมประชุมเฉพาะในวาระที่ 4 เรื่องที่ 1 การกำหนดค่าตอบแทนและเส้นทางความเจริญก้าวหน้าสำหรับตำแหน่งครูฝึก โดยมี ศาสตราจารย์ ศุภชัย ยาวะประภาษ ประธาน อ.ก.ตร. พัฒนาทรัพยากรบุคคล และ คณะอนุกรรมการฯ เข้าร่วม
ส่วนในวาระที่ 1 วาระที่ 2 วาระที่ 3 วาระที่ 4(เรื่องที่ 2,3) และวาระที่ 5 มีการประชุมเฉพาะ อ.ก.ตร.บริหารทรัพยากรบุคคล

อ.ก.ตร.บริหารทรัพยากรบุคคล ประกอบด้วย
พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย
รองประธานฯ(1)
พล.ต.อ.พรหมธร ภาคอัต
คณะอนุกรรมการ
พล.ต.ท.บริหาร เสี่ยงอารมณ์
คณะอนุกรรมการ
พล.ต.ท.บรรจง ตันศยานนท์
คณะอนุกรรมการ
พล.ต.ท.วิชาญ ทองประชาญ
คณะอนุกรรมการ
พล.ต.ต.ปรีดา สถาวร
คณะอนุกรรมการ
พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม
คณะอนุกรรมการ
นางสาววราภรณ์ ตั้งตระกูล
ที่ปรึกษาระบบราชการ รรท.รองเลขาธิการ ก.พ./ผู้แทนสำนักงาน ก.พ.
นางสาวนงนุซ นุตรัตน์
ผู้อำนวยการสำนักบริหารทรัพยากรบุคคล/ผู้แทนกระทรวงการคลัง
นางสาวสุรวัฒนา ตริตรอง
นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการพิเศษ/ผู้แทนสำนักงบประมาณ
พล.ต.ต.ภมร รัตนสมัย
อนุกรรมการและเลขานุการ
พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและผ่านทางระบบออนไลน์(Zoom)

ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 ตร. แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กทม.

สำนักงานเขตบางรัก จัดงาน “จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม”


สำนักงานเขตบางรัก ร่วมกับภาครัฐ และภาคเอกชนในพื้นที่ จัดงาน “จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม”
ในวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น.
โดยมี คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ผู้ผลักดันให้เกิด กฎหมายสมรสเท่าเทียม) , นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ส.ส. กทม. เขต 1 , นายวิพุธ ศรีวะอุไร รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง (ส.ก. เขตบางรัก) , นางพรพัน วัฒนสินธุ์ผู้อำนวยการเขตบางรัก

พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเขต ข้าราชการและบุคลากรสำนักงานเขตบางรัก ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมพิธีเปิดงาน และร่วมเฉลิมฉลองแสดงความยินดีกับทุกความรัก


สำหรับงาน “จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม”ครั้งประวัติศาสตร์นี้ สำนักงานเขตบางรักได้จัดกิจกรรมสุดพิเศษ โดยเนรมิตสถานที่ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขและความสดใส เพื่อต้อนรับการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่สมบูรณ์พร้อมเตรียมของรางวัลและของที่ระลึกอีกมากมาย มามอบให้กับทุกคู่รักภายในงาน อาทิช็อกโกแลต
สุดน่ารัก , คัพเค้กแสนอร่อย , ไส้กรอกนมชมพูทูโทน , เครื่องดื่มเย็นชื่นใจ , ดอกไม้ , เก็บภาพความประทับใจผ่านตู้ถ่ายรูปสติ๊กเกอร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย


นางพรพัน วัฒนสินธุ์ผู้อํานวยการเขตบางรัก กล่าวว่า “สำนักงานเขตบางรัก ขอร่วมแสดงความยินดีกับทุกคูรักที่มาจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมครั้งประวัติศาสตร์ครั้งแรกของประเทศไทยที่เขตบางรัก ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่สมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมาย จากสถิติที่ผ่านมา เขตบางรักได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเขตที่มีคู่รัก
มาจดทะเบียนสมรสมากที่สุด เนื่องจากมีชื่ออันเป็นมงคล และมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการ

ซึ่งสำนักงานเขตบางรักได้เตรียมความพร้อมในทุก ๆ ด้าน โดยจัดกิจกรรมพิเศษ พร้อมเตรียมของที่ระลึกจากผู้สนับสนุนมากมายมามอบให้กับทุกคู่รัก การจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งแสดงถึงความก้าวหน้าของสิทธิความเท่าเทียมและการยอมรับความ
หลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง”


คู่รักที่มีความประสงค์มา“จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม” ที่สำนักงานเขตบางรัก ในวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568 สามารถเดินทางมายังสำนักงานเขตบางรักได้ทั้งทางรถยนต์และขนส่งสาธารณะ

  • เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว สามารถจอดรถได้บริเวณหน้าสำนักงานเขต (ริมถนนนเรศ) หรือจอดได้ที่ อาคาร อามีโก้ทาวเวอร์ (ตั้งอยู่บริเวณแยกนเรศ) ถนนสี่พระยา (ไม่สามารถจอดรถภายในสำนักงานเขตได้เนื่องจากใช้พื้นที่จัด
  • เดินทางโดยรถเมล์ สาย 1, 3-35(1), 16, 4-8(35), 36, 45, 3-10(46), 4-13(75) ลงที่ป้ายรถเมล์สน.บาง
    รักเดินย้อนอีก 90 เมตรถึงสำนักงานเขตบางรัก
  • เดินทางโดยรถไฟฟ้า MRTลง MRT สถานีสามย่าน ต่อรถจักรยานยนต์สาธารณะอีก 800 เมตร ถึงสำนักงานเขต
    บางรัก หรือลง MRT สถานีหัวลำโพง เดินไปอีก 90 เมตรถึงป้ายรถเมล์แยกหัวลำโพงขึ้นรถเมล์ สาย 1, 3-35(1),
    4-8(35), 4-13(75) มาลงที่ป้ายรถเมล์สน.บางรักแล้วเดินย้อนอีก 90 เมตร ถึงสำนักงานเขตบางรัก
  • เดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS ลง BTS สถานีสะพานตากสิน แล้วเดินต่ออีก 290 เมตร ไปขึ้นรถเมล์สาย 4-8(35) มา
    ลงที่ป้ายรถเมล์ตรงข้ามมิตรแท้ประกันภัย เดินย้อนมาเข้าถนนนเรศอีก 190 เมตรถึงสำนักงานเขตบางรัก
    ทั้งนี้ ขอเชิญชวนคู่รักทุกเพศ ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ “จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม” ในวันพฤหัสบดีที่
    23 มกราคม พ.ศ. 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น. ที่ สำนักงานเขตบางรัก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้
    ที่ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตบางรัก โทร. 02 236 1395 ต่อ 6231 หรือ 6233

 “ส.พ.ส.” จับมือ “BAM-บบส.อารีย์” ใช้การไกล่เกลี่ยลดความขัดแย้ง

 “ส.พ.ส.” จับมือ “BAM-บบส.อารีย์” ใช้การไกล่เกลี่ยลดความขัดแย้งช่วยการประนอมหนี้ มุ่งสร้างความสงบสุขในสังคม

วันที่ 20 มกราคม 2568 ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือ ระหว่าง มูลนิธิสถาบันศึกษาและพัฒนาการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี (ส.พ.ส) โดย นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ ประธานมูลนิธิ กับ BAM โดย นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บริหารสินทรัพย์ อารีย์ จำกัด หรือ บบส.อารีย์ โดย นายสันธิษณ์ วัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมกัน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทั้ง 3 หน่วยงาน ร่วมมือกันในการพัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้วิธีการระงับข้อพิพาททางเลือก เช่น การไกล่เกลี่ยการอนุญาโตตุลาการ และกระบวนการอื่นๆ ที่สามารถช่วยลดภาระของศาลและส่งเสริมความสงบสุขในสังคม ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหน่วยงาน   และประชาชน

โดยทั้ง 3 หน่วยงานมั่นใจว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการใช้วิธีการระงับข้อพิพาททางเลือก ในระดับที่กว้างขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน กลุ่มลูกค้าของบริษัท และองค์กรต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ต้องการหาทางออกจากข้อพิพาทโดยไม่ต้องพึ่งพสกระบวนการชั้นศาล แต่สามารถหาข้อยุติร่วมกันจนเป็นที่น่าพอใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
//

สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สภท.60 ปี)​

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบอั่งเปา ชุดของขวัญ และจัดเลี้ยงอาหารแก่คนชราไทย -จีน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งความสุข และกำลังใจ มอบอั่งเปา ชุดของขวัญ และจัดเลี้ยงอาหารแก่คนชราไทย -จีน รวม 5 แห่ง เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2568.

วันนี้ (วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก พร้อมด้วย นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ นำทีมฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และ นางชญาน์นันท์ สรพลจิโรจเดชา หัวหน้าแผนกสื่อสารองค์กร(จีน)

พร้อมทีมงาน ร่วมลงพื้นที่จัดเลี้ยงอาหาร พร้อมมอบเงินอั่งเปาคนละ 1,000 บาท และชุดของขวัญ ประกอบด้วย ผ้าขนหนูเช็ดตัว นมถั่วเหลือง แป้งเย็น น้ำส้มชนิดกล่อง ขนม และครีมทาผิว ให้กับผู้สูงวัยในสถานสงเคราะห์คนชราไทย-จีน เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2568 ประกอบด้วย สถานสงเคราะห์คนชราปากน้ำ (มูลนิธิวัยวัฒนานิวาส) จ.สมุทรปราการ สถานสงเคราะห์คนชราบางเขน (มูลนิธิธารนุเคราะห์) กรุงเทพฯ และสถานสงเคราะห์คนชราปทุมธานี (มูลนิธิมิตรภาพสงเคราะห์) จ.ปทุมธานี

เพื่อเป็นการเยี่ยมเยียน และเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้สูงวัย ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลา 58 ปี โดยมีมูลนิธิจีนอีก 4 แห่ง ประกอบด้วย มูลนิธิสามัคคีการกุศลสงเคราะห์ (เฮี้ยงซิ๊งเซี่ยงตึ๊ง) มูลนิธิส่งเสริมวัฒนธรรม (สี่กั๊กเซี่ยงตึ๊ง) มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ (เต่าเต็กเซี่ยงตึ๊ง) และ มูลนิธิศรัทธาสงเคราะห์ (ช่งเต็กเซี่ยงตึ๊ง) ร่วมดำเนินการ

โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น และในวันพรุ่งนี้ (วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568) มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่มอบอั่งเปา พร้อมชุดของขวัญ อีก 2 แห่ง ประกอบด้วย สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) จ.นครปฐม และ สถานสงเคราะห์คนชรานครปฐม.รวมการดำเนินงาน โครงการป่อเต็กตึ๊งจัดเลี้ยงอาหารคนชรา เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี พ.ศ. 2568 จำนวน 5 แห่ง รวมงบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น 694,625 บาท (หกแสนเก้าหมื่นสี่พันหกร้อยยี่สิบห้าบาทถ้วน),

ติดต่อสอบถาม ตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung.มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สละแรงกาย แรงใจ สมทบทุน ช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยต่าง ๆ

ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป.มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ซีพี ออลล์-เซเว่นฯ ร่วมส่งเสริมและสนับสนุนศักยภาพผู้สูงวัย

ซีพี ออลล์-เซเว่นฯ ร่วมส่งเสริมและสนับสนุนศักยภาพผู้สูงวัย สร้างงาน สร้างอาชีพ ช่วยพัฒนาประเทศ

ประเทศไทย ได้ก้าวเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์’ (Complete Aged Society) ตั้งแต่ปี 2565 ซีพี ออลล์-เซเว่น อีเลฟเว่น ในฐานะภาคเอกชนไทยที่มีความมุ่งมั่นในปณิธาน “Giving and Sharing” จึงได้เดินหน้านโยบายสร้างงาน “ผู้สูงอายุ” เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีอาชีพ มีรายได้ มีคุณค่า มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

จากข้อมูลของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเกินกว่าร้อยละ 10 ตั้งแต่ปี 2564 และคาดว่าในปี 2578 จะมีผู้สูงอายุสูงถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งประเทศ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแค่ส่งผลต่อโครงสร้างประชากร แต่ยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ

เพื่อรองรับความท้าทายนี้ ซีพี ออลล์ จึงได้ริเริ่มนโยบายสร้างงานผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงแรงงาน จึงได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการมีงานทำให้ผู้สูงอายุ (MOU) โดยใช้แพลตฟอร์มชื่อว่า “ไทยมีงานทำ” เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้มีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ได้ทำงานในสถานประกอบการ รวมทั้งเป็นการสร้างหลักประกันที่มั่นคง สร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจให้แก่ตนเอง ตลอดจนเป็นการเพิ่มบทบาทและคุณค่า ด้วยการมีส่วนร่วมในเชิงเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในด้านสวัสดิการ

วันนี้ซีพี ออลล์ ชวนทำความรู้จักป้านวล “พนักงานเซเว่นวัยเก๋า” ที่ครองตำแหน่งพนักงานที่มีอายุมากที่สุดของร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย
นางสาวนวล ชอบธรรม อายุ 80 ปี ชื่อเล่น นวล (พนักงานในร้านเรียกว่า ป้านวล) ตำแหน่ง แม่บ้านร้าน 7-Eleven สาขา สีลม 22 ทำงานที่นี่มาแล้วกว่า 12 ปี โดยมาสมัครเป็นพนักงานด้วยตัวเอง สิ่งที่ป้านวลได้รับจากการทำงาน คือความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง เพราะสามารถพึ่งพาตัวเองได้ มีสุขภาพกายและใจที่ดี เพราะได้ขยับร่างกายตลอด มีน้องๆ ลูกๆ หลานๆ ในร้านให้ได้พูดคุยไม่เหงา มีเงินเดือน เลี้ยงดูตัวเองได้ หากใครผ่านมาแถวสีลมอย่าลืมแวะมาทักทายป้านวลกันด้วยนะ หรือผู้ที่สนใจร่วมงานกับ ซีพี ออลล์ และบริษัทในกลุ่มธุรกิจฯ สามารถกดติดตามช่องทางต่างๆ Job CP ALL เพื่อไม่ให้พลาดตำแหน่งงานใหม่ๆ ได้ที่ https://linktr.ee/Job_CPALL

ซีพี ออลล์-เซเว่น อีเลฟเว่น มีนโยบายสร้างงานให้กับคนในทุกท้องถิ่น รวมถึงกลุ่มเปราะบาง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ตอบโจทย์เป้าหมายการสร้างงาน สร้างอนาคตให้กับคนไทย ตามปณิธานองค์กร Giving and Sharing มุ่งมั่นเคียงคู่ชุมชน สร้างสรรค์สังคมยั่งยืน ปัจจุบันซีพี ออลล์มีพนักงานกว่า 200,000 คนกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ที่มีงานที่มั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

CPALLสร้างงาน #สร้างงานสร้างอนาคต #CPALLGivingAndSharing

ผู้ช่วย ผบ.ตร.(บร2) ตรวจเยี่ยมโรงพิมพ์ตำรวจ

ตามคำสั่ง ตร. ที่ 578/2567 ลง 26 พ.ย.67 และ คำสั่ง ตร. ที่ 609/2567 ลง 20 ธ.ค.67 ประกอบบันทึกสั่งการ ผบ.ตร. ลง 24 ธ.ค.67 ท้ายหนังสือ สง.รอง ผบ.ตร.(บร) ที่ 001(บร)/20 ลง 23 ธ.ค.67 เรื่อง การมอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในงานบริหารมอบหมายให้ พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.(บร2) รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ สกพ. สทส. บ.ตร. และโรงพิมพ์ตำรวจ รวมทั้งสั่งและปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ในลักษณะงานที่ได้รับมอบหมาย

วันนี้(วันอังคาร ที่ 21 ม.ค. 67) เวลา 10.30 น.

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
ผบ.ตร.
พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง
รอง ผบ.ตร.(บร)

มองหมายให้
พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์
ผู้ช่วย ผบ.ตร.(บร2)

ได้กำหนดการเดินทางมาตรวจเยี่ยมและประชุมขับเคลื่อนเพื่อติดตาม แนะนำ ชี้แจงแนวทางการปฏิบัติราชการให้แก่บุคลากรโรงพิมพ์ตำรวจ

โดยมี
นายทวีศักดิ์ พันธุวัฒนา
ผู้อำนวยการโรงพิมพ์ตำรวจ
นางธณิณฐรภ์ คุณวุฒิรักษ์
รอง ผอ.โรงพิมพ์ตำรวจ
พ.ต.อ.อกนิษฐ์ ศิริวัฒนา
ที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย
นายเกรียงไกร นิรันรัตน์
หัวหน้าฝ่ายผลิต
นางสาวปรารถนา แสงละออ
หัวหน้าฝ่ายการเงินและบัญชี
นางสาวจุฑารัตน์ ผิวเณร
หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบภายใน
นางอำไพ ม่วงหมื่นไวย
หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ
นายนฤทธิ์ คล้ายเคลื่อน
หัวหน้างานบริหารทั่วไป
น.ส.พรทิวา ภูริวัฒนากิจ
หัวหน้างานการตลาด
นายโกวิทย์ รัตนเชาว์พันธ์
หัวหน้างานก่อนการพิมพ์
นายเมือง เพชรนิล
หัวหน้างานหลังการพิมพ์
นายสัมพันธ์ ครองกิจการ
หัวหน้างานการพิมพ์
นางวราภรณ์ ครองกิจการ
หัวหน้างานการเงินและบัญชี
นายไพโรจน์ บุญขลิบ
รทก.หัวหน้างานคลังสินค้า
พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและผ่านทางระบบออนไลน์(Zoom)

โดยมีข้อสั่งการดังนี้
1.เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในการหารายได้ในปี68 บรรลุผลตามที่วางไว้ จึงให้ ผอ.โรงพิมพ์ตำรวจและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เสนอเรื่องขึ้นมาให้ทราบว่าหน่วยงานในสังกัดของ ตร. มีหน่วยใดบ้างที่ต้องใช้เอกสาร วารสาร สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ หรืออยู่ในข่ายที่ต้องใช้บริการโรงพิมพ์ฯ แต่ยังมิได้ใช้บริการของโรงพิมพ์ฯเพื่อจะได้ประสานเข้ามาใช้บริการ โดยให้ ผอ. โรงพิมพ์ฯประมวลเรื่องพร้อมข้อเสนอแนะขึ้นมาเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป
2.เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคโซเซียลมีเดียซึ่งจะมีรูปแบบในการใช้เอกสารในการสื่อสารน้อยลง จึงฝากทางเจ้าหน้าที่โรงพิมพ์ตำรวจทุกคน สามารถเสนอแนะแนวทางในการจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้หน่วยงานของเราปรับตัวทันต่อสถานการณ์โซเชียลมีเดีย
3.เพื่อให้การปรับตัวทันต่อสถานการณ์ การทำงาน ต้องอาศัยความรวดเร็ว ทันต่อระยะเวลา และในรูปแบบ ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน เช่น การพิมพ์บัตรเลือกตั้ง พิมพ์ข้อสอบ จึงขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ทุกท่านเพื่อหน่วยงานของเรา ให้มีความทุ่มเทใส่ใจในการทำงานและมีความตื่นตัวจะได้ทันต่อสถานการณ์ต่างๆ อันจะส่งผลให้หน่วยงานของเราอยู่ได้ในทุกสถานการณ์
4.กรณีหน่วยงานที่มาใช้บริการโรงพิมพ์ตำรวจ และ ยังคงค้างชำระค่าบริการ จึงให้ ผอ.ฯ ประมวลเรื่องเสนอ ขึ้นมาเพื่อพิจารณาสังการและติดตามทวงถามรวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
5.เชิญเจ้าหน้าที่ที่กำกับดูแล ITA จากสำนักงาน ปปท. หรือ หน่วยงานที่รับผิดชอบมาให้ความรู้ขั้นตอนวิธิการประเมินเพื่อให้ความรู้และผ่านการประเมิน
6.ให้มีความรวดเร็วในการผลิตและการขนส่ง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการผลิตตามเวลาที่กำหนดโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก
7.ให้ทำการประชาสัมพันธ์ การตลาด ทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์เพื่อให้ดึงลูกค้าให้มาใช้บริการโรงพิมพ์ฯ
8.เน้นย้ำให้มีความรักความสามัคคีกันในหมู่คณะ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพได้อย่างเต็มความสามารถ เพื่อประโยชน์สูงสุดของโรงพิมพ์ฯ

ณ ห้องประชุมโรงพิมพ์ตำรวจ แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กทม.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ซับน้ำตาชาวใต้”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ซับน้ำตาชาวใต้”
จัดงบกว่า 15.5 ล้านบาท ฟื้นฟูหลังน้ำลดผู้ประสบอุทกภัย แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังทั้งหลัง และช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต 8 จังหวัดภาคใต้
.
ระหว่างวันที่ 2 – 20 มกราคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ ห่วงใยผู้ประสบอุทัยภัยภาคใต้ มอบหมายให้ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย แผนกบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายปฏิบัติการ จัดทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 8 จังหวัดภาคใต้ ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด ประกอบด้วย จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชุมพร โดยแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันพืช และน้ำปลา รวมจำนวน 30,200 ชุด ๆ ละ 450 บาท มอบเงินสงเคราะห์กรณีบ้านเรือนที่เสียหายจากอุทกภัย หลังละ12,000 บาท จำนวน 66 หลังคาเรือน และมอบเงินสงเคราะห์ค่าฌาปนกิจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต รายละ 20,000 บาท จำนวน 59 ราย รวมงบประมาณไม่ต่ำว่า 15.5 ล้านบาท โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมูลนิธิสงเคราะห์ 14 จังหวัดภาคใต้ และ สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ
.
เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น หลังจากนั้น ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จะดำเนินการประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อบรรเทาทุกข์ ฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท ทั้งนี้ กรณีมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถขอรับเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพ จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์
.
ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ http://www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง http://www.facebook.com/atpohtecktung
.
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ผู้ช่วย ผบ.ตร.(สส 1) แถลงผลการจับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ

วันนี้(วันศุกร์ ที่ 17 ม.ค.68) เวลา 13.30 น.

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
ผบ.ตร.
พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์
รอง ผบ.ตร.(สส)

มอบหมายให้
พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์
ผู้ช่วย ผบ.ตร.(สส 1)

พร้อมด้วย
พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน
ผบช.ภ.3
พล.ต.ต.ระพีพงษ์ สุขไพบูลย์
รอง ผบช.ภ.3
พล.ต.ต.ไพโรจน์ ขุนหมื่น
รรท.ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา
และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ ซึ่งก่อเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ เป็นที่สนใจแก่ประชาชนและสื่อมวลชน ที่เกิดในพื้นที่ สภ.บัวใหญ่ คือ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสีคิ้ว

โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้, พาผู้อื่นไปเพื่อกระทำอนาจาร โดยขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย และลักทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่น เพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือ เพื่อให้พ้นจากการจับกุม”

ทั้งนี้ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายให้ทำงานโดยยึดหลักกฎหมายและรอบคอบตามหลักยุทธวิธีตำรวจที่ได้ฝึกทบทวนมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียแก่ครอบครัวพี่น้องข้าราชการตำรวจ ตามที่ ผบ.ตร. ได้ฝากข้อห่วงใย

ซึ่งการจับกุมผู้ต้องหาในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดหลักการทำงานแบบ “กัดไม่ปล่อย ล่าไม่ถอย คอยไม่เลิก” จนสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่พี่น้องประชาชน

ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ฝากถึงผู้เสียหายว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหาย โดยจะรวบรวมพยานหลักฐาน สอบสวนอย่างตรงไปตรงมาปราศจากข้อสงสัยจากทุกฝ่าย ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทำงานด้วยความวิริยะ อุตสาหะ เสียสละ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมส่วนรวม และขอให้รักษาความดีนี้ไว้สืบต่อไป

ณ ภ.จว.นครราชสีมา ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา

ผู้ช่วย ผบ.ตร.(สส 1)ประชุมขับเคลื่อนข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.3

ตามคำสั่ง ตร. ที่ 578/2567 ลง 26 พ.ย.2567 และคำสั่ง ตร. ที่ 609/2567 ลง 20 ธ.ค.2567 ประกอบบันทึกสั่งการ ผบ.ตร. ลง 24 ธ.ค.2567 ท้ายหนังสือ สง.รอง ผบ.ตร.(สส) ที่ 0001(สส)/302 ลง 23 ธ.ค.2567 เรื่อง การมอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในงานสืบสวนสอบสวน มอบหมายให้ พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.(สส 1) รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ ภ.3 (เฉพาะ บก.สส.) รวมทั้งสั่งและปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ในลักษณะงานสืบสวนคดีอาญา และงานสอบสวนคดีอาญา

วันนี้(วันศุกร์ ที่ 17 ม.ค.68) เวลา 10.30 น.

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
ผบ.ตร.
พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์
รอง ผบ.ตร.(สส)

มอบหมายให้
พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์
ผู้ช่วย ผบ.ตร.(สส 1)

เดินทางมาประชุมขับเคลื่อนพร้อมทั้งแนะนำชี้แจงแนวทางการปฏิบัติราชการงานสืบสวน และงานสอบสวน ให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.3 เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของ ผบ.ตร. และ รอง ผบ.ตร.(สส)

โดยมี
พล.ต.ต.ระพีพงษ์ สุขไพบูลย์
รอง ผบช.ภ.3
พล.ต.ต.สุคนธ์ ศรีอรุณ
ผบก.ภ.จว.สุรินทร์
พล.ต.ต.สนธยา แต่แดงเพชร
ผบก.สส.ภ.3
พล.ต.ต.สถาพร เอมโอษฐ์
ผบก.ศฝร.ภ.3
พล.ต.ต.ไพโรจน์ ขุนหมื่น
รรท.ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา
รอง ผบก.ฯ ที่รับผิดชอบงานสืบสวนสอบสวน
แต่ละ ภ.จว. ในสังกัด ภ.3
และข้าราชการตำรวจสังกัด ภ.3
เข้าร่วมการประชุม

ได้กำชับให้ปฏิบัติดังนี้
ข้อสั่งการงานสืบสวน
1.การรายงานเหตุให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น “ทันทีเมื่อมีเหตุเกิดขึ้น” โดยให้รายงานทางโทรศัพท์ ทางไลน์ หรือช่องทางที่สามารถทำได้ แล้วจึงรายงานทางเอกสารตามประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 18 บทที่ 1 ด้วย
2.ให้จัดทำแฟ้มหมายจับ และมีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบแต่ละหมายจับให้ชัดเจนในแฟ้มต้องมีข้อมูลครบถ้วนถูกต้องสมบูรณ์มีการเคลื่อนไหวเป็นปัจจุบันตลอดเวลา โดยให้ผู้บังคับบัญชาควบคุม สั่งการ เร่งรัดคดีทุกระยะ จนกว่าจะสืบสวนคลี่คลายคดีหรือปิดคดีได้ ตรวจสอบทุกหมายว่าขาดอายุความหรือถอนหมายแล้วหรือไม่ทุกครั้ง
3.ให้เร่งรัดจับกุมตามหมายจับ โดยเฉพาะหมายที่ใกล้หมดอายุความโดยใช้แนวคิด “กัดไม่ปล่อย ล่าไม่ถอย คอยไม่เลิก”
4.เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นฝ่ายสืบสวนทุกระดับ ต้องลงไปในพื้นที่เกิดเหตุทันที ไม่ต้องรอ สั่งการ ให้ออกไปพื้นที่เกิดเหตุโดยเร็ว โดยให้ผู้บังคับบัญชาระดับภาคและ ภ.จว. ลงไปเป็นผู้อำนวยการสั่งการด้วยตนเอง
5.ต้องมีข้อมูลท้องถิ่นครบถ้วน
-แผนที่เดินดิน สถานที่สำคัญ
-ข้อมูลบุคคลพ้นโทษ
-ข้อมูลกล้อง CCTV
-ข้อมูลอาชญากรรม
6.การทำงานต้องมีการบูรณาการร่วมกัน ระหว่าง สืบสวนภาค สืบสวนจังหวัด และสืบสวนโรงพัก ให้มีการประสานงานกัน มีการแบ่งหน้าที่กันทำ และทำงานกันเป็นทีม ”ยุคนี้ไม่มีเด็ดยอดหรืออาบัง
เป็นผลงานภาพรวมทุกหน่วย“
7.การให้ข่าวหรือการสัมภาษณ์ในคดีต่าง ๆ ห้ามให้ข่าวเกี่ยวกับรายละเอียดของคดีเพราะอาจทำให้เสียหายต่อรูปคดี “นักสืบต้องพูดให้น้อย ทำงานให้มาก”
8.การบริหารคดีให้มีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล
งานสืบสวน งานสอบสวน และนิติวิทยาศาสตร์
ต้องทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน มีการประสานความร่วมมือและข้อมูลซึ่งกันและกัน
9.ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ตรวจสอบควบคุม กำกับ ดูแล ผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หากพบว่ามีการกระทำความผิดให้ดำเนินการทั้งคดีอาญาทางวินัยและทางปกครองอย่างถึงที่สุด การทำงานของนักสืบต้องยึดกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ นโยบายของผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัด

ข้อสั่งการงานสอบสวน
1.พนักงานสอบสวนต้องรวบรวบพยานหลักฐาน ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จะรวบรวมได้เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องควบคุม ตรวจสอบเสนอแนะ พนักงานสอบสวน ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ที่เกี่ยวข้อง เป็นที่พึ่งของน้อง ๆ
2.กำซับให้พนักงานสอบสวนรวมทั้งผู้บังคับบัญชา ทุกระดับ ปฏิบัติตามคำสั่ง ตร. ที่ 419/2556 ลง
1 ก.ค.2556 เรื่อง การอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญา การทำสำนวน การสอบสวนและมาตรการควบคุมตรวจสอบเร่งรัดการสอบสวนคดีอาญา อย่างเคร่งครัด “อย่าปล่อยให้พนักงานสอนสวนทำงานอย่างโดดเดี่ยว”
3.กำชับพนักงานสอบสวน ให้รับเลขรับคำร้องทุกข์ให้เป็นไปตามระเบียบ อย่าให้เกิดข้อร้องเรียนว่าพนักงานสอบสวนไม่รับคำร้องทุกข์ ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนปฏิเสธการรับคำร้องทุกข์ โดยเหตุว่าการกระทำความผิดอาญานั้นมิได้เกิดใน ท้องที่รับผิดชอบของตน ให้รับคำร้องทุกข์แล้วเสนอ ผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาส่งสำนวนการสอบสวนไปยังท้องที่รับผิดชอบตามกฎหมายโดยเร็ว
4.กำชับการสั่งปล่อยตัวชั่วคราวพิจารณาด้วยความรวดเร็ว จะเรียกประกันหรือหลักประกันเกินควรแก่กรณีไม่ได้ คดีความเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์ให้พิจารณาประกันหรือหลักประกันเป็นไปด้วยความรอบคอบได้สัดส่วนในความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เป็นไปตามข้อบังคับประธานศาล ฎีกา รวมทั้งคำสั่ง ตร. ที่กำหนดไว้
5.กรณีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในคดีสำคัญหรือ คดีที่เป็นที่น่าสนใจ ตร. อาจให้นำสำนวนมาพบ เพื่อติดตามเร่งรัด การสอบสวนให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งที่เกี่ยวข้อง
6.การออกหมายจับ
-ออกเฉพาะหมายจับคุณภาพ
-กรอกข้อมูลหมายในระบบ
-ตรวจสอบหมายไม่มีคุณภาพ
7.การกระทำความผิดในลักษณะมีความต่อเนื่องหลายพื้นที่ สลับซับซ้อน ประชาชนให้ความสนใจเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล หรือคดีที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหากพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐาน เห็นสมควรโอนคดีให้ส่วนกลางหรือให้ส่วนกลางตังคณะทำงาน ให้เร่งรัดดำเนินการเสนอมา ตร. เพื่อมิให้เกิดความล่าช้าในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน

ณ ห้องประชุมสุรนารายณ์ ศฝร.ภ.3 ต.จอหอ อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา

ตำรวจลำพูนลุยหนัก


ตามปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายเครือข่ายยาเสพติด
“รวบแล้ว 2 หนุ่ม ค้ายาผ่านแอป เผยซุกไว้ในสวนลำไย กว่า 12,000 เม็ด”
สืบเนื่องจาก วันที่ 17 ม.ค.67 เวลา 07.00 น. ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน บูรณาการกำลังฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดยุทธการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายเครือข่ายยาเสพติด ในพื้นที่ จว.ลำพูน ตามนโยบายรัฐบาล เร่งรัดปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดและนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการระดมตรวจค้นเป้าหมายเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ

จึงกำหนดให้เปิดปฏิบัติการระดมปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายยาเสพติดพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อปราบปรามเครือข่ายผู้ค้ารายย่อยและรายใหญ่ในพื้นที่ไปพร้อมกัน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเร่งด่วน และจัดการปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาด ขยายผล ยึดและอายัด ดำเนินการต่อเบาะแสร้องเรียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน


โดยศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดลำพูนและศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน โดย นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผวจ.ลำพูน , พล.ต.ต.บุณยวัต เกิดกล่ำ ผบก.ภ.จว.ลำพูน ได้บูรณาการกำลัง ตำรวจ , ฝ่ายปกครอง , ทหาร , จนท.ป.ป.ส.ภ.5 , พฐ.จว.ลำพูน , ตม.จว.ลำพูน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายเครือข่ายยาเสพติด ทำการปิดทั่วจังหวัด 8 อำเภอ 12 สถานีตำรวจ ดำเนินการ 30 เป้าหมาย ผลการดำเนินการ จับกุม 23 คดี ผู้ต้องหา 24 ราย จับกุมหมายจับ 4 หมาย/ราย ของกลางยาเสพติด (ยาบ้า) จำนวน 12,829 เม็ด ตรวจยึดทรัพย์สิน มูลค่ารวมกว่า 853,100 บาท


โดยมีเป้าหมายเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ ได้แก่ ในพื้นที่ อ.ลี้ ซึ่ง จนท.ตร.ชุดจับกุม ได้ขยายผลจากผู้ต้องหาเสพไปสู่ผู้ต้องหาครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่ายกว่า 12,000 เม็ด โดยผู้เสพรับว่าได้ติดต่อสั่งซื้อยาเสพติด จากนายเจมส์บังผ่านแอปฟลิเคชั่น messenger ก่อนนัดรับกัน ซึ่งเป็นผู้ที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงได้อาศัยอำนาจเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เข้าตรวจค้นบริเวณบ้าน พบเครื่องกระสุนปืน กระสุน 9 มม 2 นัด , กระสุน .22 5 นัด และผู้ต้องหาได้ให้ถ้อยคำกับเจ้าหน้าที่ว่านำยาเสพติดไปฝังไว้ที่ใต้ต้นลำไย นำมาฝังซุกซ่อนไว้

เมื่อมีผู้ติดต่อขอซื้อยาเสพติดจึงนำเอาไปส่งให้กับผู้ซื้ออีกที เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า“ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อการค้าโดยผิดกฎหมาย และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้นั้นสมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย”


ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูนจะดำเนินการอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และเข้มข้นต่อไป ทั้งในด้านการปราบปรามยาเสพติดและป้องกันอาชญากรรมทุกรูปแบบ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับพี่น้องชาวลำพูน และมุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้หากพบเห็นอาชญากรรมหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำความผิดและยาเสพติด โปรดแจ้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูนได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง หรือ โทรสายตรง 053-569-790