Blog

UNESCO opens nominations for the 2025 UNESCO King Hamad Bin Isa Al Khalifa Prize for ICT in Education

UNESCO opens nominations for the 2025 UNESCO King Hamad Bin Isa Al Khalifa Prize for ICT in Education

Report by
Orawan Boonyathada

Manama: The United Nations Educational, Scientific and Cultural Organisation (UNESCO) has announced the opening of nominations for the 2025 UNESCO King Hamad Bin Isa Al Khalifa Prize for the Use of Information and Communication Technologies (ICT) in Education.

Dr. Mohammed bin Mubarak Juma, Minister of Education, highlighted the significance of this international award, which was established as a royal initiative by His Majesty King Hamad bin Isa Al Khalifa. He underscored its global impact in supporting and recognising innovative projects that leverage technology to enhance lifelong learning opportunities, in alignment with sustainable development goals. The 2025 edition marks the 20th anniversary of the prize.

The minister noted that the theme of the  2025 edition is “Preparing learners and teachers for the ethical and responsible use of artificial intelligence.” The award aims to honour outstanding projects from individuals, institutions, and non-governmental organisations worldwide that have been in operation for at least one year. These projects must demonstrate the effective use of modern technology to improve educational services and expand access to quality learning in line with Sustainable Development Goal 4 (SDG 4)—ensuring inclusive and equitable quality education for all.

UNESCO has set March 28, 2025, as the deadline for nominations, which must be submitted through the National Commissions of UNESCO member states or non-governmental organisations in official partnership with UNESCO. Two winners will be selected based on recommendations from an independent international

HH Shaikh Nasser bin Hamad attends HM the King’s Cup Endurance Ride Festival

HH Shaikh Nasser bin Hamad attends HM the King’s Cup Endurance Ride Festival

Report by
Orawan Boonyathada

Manama: His Highness Shaikh Nasser bin Hamad Al Khalifa, Representative of His Majesty the King for Humanitarian Work and Youth Affairs, attended His Majesty the King’s Cup Endurance Ride Festival at the Bahrain International Endurance Village. The event was organised by the Bahrain Royal Equestrian and Endurance Federation (BREEF) and featured strong participation from riders competing in various endurance categories.

HH Shaikh Nasser closely followed the race stages, particularly the 120 km Juniors race, where His Highness provided guidance and support to the young riders.

HH Shaikh Nasser highlighted the royal support for equestrian sports, noting that His Majesty King Hamad bin Isa Al Khalifa’s patronage reflects a commitment to further developing equestrian disciplines, particularly endurance racing. His Highness emphasised that His Majesty the King’s continued support has strengthened Bahrain’s position as a leading destination for endurance sports and contributed to the advancement of riders and trainers in the Kingdom.

HH Shaikh Nasser congratulated the winners of the 120 km Juniors Race and wished all participants success in the upcoming 160 km International Race and the 120 km Private Stables Race, scheduled for Saturday.

Following the event, HH Shaikh Nasser bin Hamad crowned the winners of the 120 km Juniors Race, in the presence of Sheikh Mohammed bin Nawaf Al Thani, Chairman of the Board of Directors of the Endurance Racing Club in Qatar. Nayef Mubarak Sabt from Al Fursan Team secured first place, while Isa Humaid Al Anzi from Victorious Team claimed second place. Ahmed Ali Al Mutawa from Al Zaeem Team finished in third place.

UNESCO เปิดชิงรางวัลอันอันทรงเกียรติจาก King Hamad Bin Isa Al Khalifa Prizeประจำปี 2025 สำหรับ (ICT) ในการศึกษา

องค์การสหประชาชาติ UNESCO เปิดรับสมัครชิงรางวัลอันอันทรงเกียรติจาก พระมหากษัตริย์ราชอาณาจักรบาห์เรน King Hamad Bin Isa Al Khalifa Prize
ประจำปี 2025 สำหรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ในการศึกษา

รายงานข่าวโดย
อรวรรณ บุณยธาดา

มานามา: องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศเปิดรับสมัครผู้มีสิทธิ์รับรางวัล King Hamad Bin Isa Al Khalifa Prize ประจำปี 2025 ของ UNESCO สำหรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ในการศึกษา

ดร. Mohammed bin Mubarak Juma รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของรางวัลระดับนานาชาตินี้ ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยพระราชดำริของกษัตริย์ Hamad bin Isa Al Khalifa โดยพระองค์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญระดับโลกในการสนับสนุนและให้การยอมรับโครงการนวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้อันยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนา
สำหรับรางวัลประจำปี 2025 ถือเป็นวันครบรอบ 20 ปีของรางวัลนี้

รัฐมนตรีกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการประกวดในปี 2025 คือ
“การเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนและครูสำหรับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ความรับผิดชอบอย่างมีจริยธรรม” รางวัลนี้มุ่งหวังที่จะยกย่องโครงการที่มีความโดดเด่นจากบุคคล สถาบัน และองค์กร
ต่างๆนอกเหนือจากภาครัฐทั่วโลกที่ดำเนินงานมาอย่างน้อยหนึ่งปี โครงการเหล่านี้จะต้องแสดงให้เห็นถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพเพื่อปรับปรุงบริการทางการศึกษาและขยายการเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ 4 (SDG 4) เพื่อให้แน่ใจว่าการศึกษามีคุณภาพครอบคลุมและเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน

องค์การ UNESCO ได้กำหนดวันที่ 28 มีนาคม 2025 เป็นวันสุดท้ายสำหรับการเสนอชื่อเข้าชิง ซึ่งจะต้องส่งผ่านคณะกรรมาธิการแห่งชาติของรัฐสมาชิกของ UNESCO หรือองค์กรนอกภาครัฐในความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ UNESCO
เกณฑ์คือจะคัดเลือกผู้ชนะสองคนตามเกณฑ์กฏการคัดเลือกของคณะกรรมการอิสระระหว่างประเทศ

Award event today in Thailand Host by CJAT.

Award event today in Thailand Host by CJAT.
Event name :Pid Thong Hlang Phra the meaning are The people who doing good that deserves to be praised and honored. Doing good without expecting anything in return. Honoring the good people who do good both in front and behind every success. Congratulations on your well-deserved success.
งานประกาศรางวัลวันนี้ในประเทศไทย จัดโดย CJAT.
ชื่องาน : ปิดทองหลังพระ ความหมายคือ ผู้ทำความดีสมควรได้รับการยกย่องและยกย่อง ทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ยกย่องผู้ทำความดีทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังความสำเร็จ ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จที่สมควรได้รับอย่างสมเกียรติ.

#รางวัลผู้ปิดทองหลังพระ จัดโดย #สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย CJAT

#มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

#ประธานมอบรางวัล
ท่าน ศ. วิชา มหาคุณ ประธาน

#มูลนิธิต่อต้านการทุจริต และ อดีต กรรมการ ปปช.

สิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหา จำเลยและผู้เสียหายในคดีอาญา

ที่โรงแรมแคนทารีจังหวัดระยอง ว่าที่ร.ต.ดร.ถวัลย์ รุยาพร เลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา ไปเปิดบรรยายเรื่อง สิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหา จำเลยและผู้เสียหายในคดีอาญา ซึ่งเป็นหัวข้อหนึ่ง ในโครงการ” แนวทางการพัฒนาศักยภาพการให้บริการด้านกฎหมายเพื่อประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ” ให้กับสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเนติบัณฑิตยสภา ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีทนายความอาสา ซึ่งผ่านการสอบคัดเลือกแล้วจำนวนทั้งสิ้น กว่า 120 คน เข้าร่วมสัมมนา มีดร.บุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมการบริหาร สชน.นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมาย ฯดร.สมพงษ์ สิงห์สมบุญ ดร.อรรถพล ใหญ่สว่าง นางกานดา จำปาทิพย์ ทนายวีระยุทธ สัจพันโรจน์ เป็นอนุกรรมการวิทยากร มีม.ร.ว.ประเดิมสวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ ผู้อำนวยการ กองสนับสนุนฯ ไปร่วมงาน ในการนี้ ทนายเชษฐ์ สุขสมเกษม อนุกรรมการบริหารฯ ไปร่วมสังเกตการณ์ด้วย ซึ่งทนายความผู้เข้ารับประกันอบรมจะได้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการว่าความในศาล รวมทั้งการปฏิบัติตนต่อผู้มารับคำปรึกษากฎหมาย ค่าตอบแทนและเครื่องแบบของทนายความผู้ปฏิบัติหน้าที่ โดยการสัมมนามีขึ้นระหว่าง 21-23 กุมภาพันธ์ 2568 .

รางวัลของบุลคลที่ทำความดี เสียสละเพื่อส่วนรวมและประเทศชาติ

รางวัลของบุลคลที่ทำความดี เสียสละเพื่อส่วนรวมและประเทศชาติ รางวัล “ ผู้ปิดทองหลังพระ”

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 68 เวลา 13.30 น. ณ อาคารพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร หลักสี่ บางเขน ศ.วิชา มหาคุณ ประธานมูลนิธิต่อต้านการทุจริต และ อดีต กรรมการ ปปช. ได้เป็นเป็นประธานมอบรางวัลผู้ปิดทองหลังพระประจำปี 2567 ปีที่ 16 ( เลื่อนจากปีที่แล้ว) จัดโดยสมาคมนักข่าวอาชาญากรรมแห่งประเทศไทย

โดยคณะกรรมการสมาคมฯ ได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เสียสละ ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม แลัประเทศชาติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีผลงานเป็นที่ประจัก ผู้เข้ารับรางวัล ประกอบด้วย

1 พลตรีนัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาค ที่ 2 อดีต ผู้บัญชาการกองกำลังสุระนารี นายทหารนักรบ นักพัฒนา เป็นนายทหารนักเจรจาสงบศึกในแนวชายแดนไทย กัมพูชามาหลายครั้ง นำการพัฒนานำหน้าจนมาสู่ความสงบ จับแก้งค์คอลเซ็นเตอร์มาหลายครั้ง เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

2. นางวรีพร ตันติวงษ์ แม่พระของคนโคราช เป็นผู้เสียสละและเป็นผู้ให้แก่สังคมคนโคราชมากมายมาทั้งชีวิต เช่น บริจาครถพยาบาล อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ รพ มหาราช และ รพ. อื่นๆ มอบทุนการศึกษาให้ โรงเรียน มอบทุนการศึกษาให้เด็กผู้ด้อยโอกาส คนยากไร้ พิการ คนโคราชทั้งจังหวัด รู้จักครอบครัวตันติวงษ์ในฐานะ ผู้ให้ ผู้เสียสละเพื้อส่วนรวมอย่างแท้จรืง และเป็นผู้ให้สังคมมาทั้งชีวิต โดยไม่หวังสิ่งใดๆตอบแทน

3. นส. ธีรุตรา จงบารมี นักธุรกิจที่คืนกำไรสู่สังคม เสียสละเพื่อคนยากไร้ คนด้อยโอกาส มีส่วนสำคัญที่สนับสนุนช่วยเหลือชมรมแม่บ้านอัยการ และมูลนิธิการกุศล อื่นๆ โดยเฉพาะผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมทุกครั้งในจังหวัดอยุธยา ปทุมธานี อ่างทอง สิงห์บุรี มอบอุปกรณ์การกีฬาให้โรงเรียนต่างๆมากมาย ทำอย่างต่เนื่อง 4. คุณชโลทร ศิวารัตน์ จิตอาสาผู้ช่วยเด็กผู้ด้อยโอกาส เด็กที่ถูกพ่อ แม่ ทอดทิ้ง มอบทุนการศึกษาให้อย่างต่อเนื่อง

ด้านช่วยเหลือประชาชนด้านกฏหมาย ให้ความรู้ แนะแนวทางการต่อสู้ด้านกฏหมายแก่ประชาชนในทุกระดับ เป็นที่พึ่งหวังของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการนำใกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยเน้นการเจรจาตกลง อย่างสันติวิธี เป็นที่พึ่งหวังของประชาชนที่เดือดร้อน เป็นต้นแบบของข้าราชการอัยการในความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม จริยธรรม เที่ยงธรรมและการบังคับใช้กฏหมายที่เท่าเทียม

1 นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการ สำนักงานคลุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฏหมายแก่ประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุด

2 นายชัยนันท์ งามขจรกุลกิจ อธิบดีอัยการคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

3 ดร. ต่อศักดิ์ บูรณเรืองโรจน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคณะกรรมการ ( กอ.) สำนักงานอัยการสูงสุด

4 ดร. น้ำแท้ มีบุญสล้าง เลขานุการรองอัยการสูงสุด ( ดร. อดิศร ไชยคุปต์ )

5 พ.ต.อ. วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ด้านการบังคับใช้กฏหมาย และการให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการ

หน่วยงานรัฐและประชาชน

1 นายปรีชา พงษ์พานิช อดีต อธิบดีอัยการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต ภาค 3

ด้านสื่อมวลชนด้วยจิตวิญญาณ หัวใจความเป็นสื่อมวลชนที่สะท้อนความจริงสู่สังคมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ

1 นายสุนทร ช่วยตระกูล หรือ ทอนส์ 79 บรรณนาธิการ นสพ. มหาราษฏร์ นักเขียนการ์ตูนล้อเลียนการเมืองชื่อดัง คอลัมนิสต์ หนังสือพิมพ์ชั้นนำของประเทศไทย ครั้งหนึ่ง เขียนเปิดโปงการทุจริตสถาบันแห่งหนึ่งที่ทุจริต โกงชาติอย่างมโหฬารจนถูกฟ้องเป็นคดีอาญา แต่ด้วยหัวใจความเป็นสื่อด้วยหัวใจและวิญญาณที่สะท้อนความจริง ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ทำเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่ตนเอง ทึ่สำคัญปกป้องผลประโยชน์ของชาติ จึงผ่านพ้นวิกฤติมาได้ และเปิดโปงสะท้อนความจริง ปัญหาบ่อนออนไลน์ แก้งค์คอลเซ็นเตอร์ ตามแนวชายแดน รวมทั้งปัญหาทุนจีนสีเทาที่มาสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ และปัญหาของชาติมากมาย

2 นส. วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร และ คอลัมนิสชื่ิอดัง รวมทั้งเป็นนักจัดรายการที่เปี่ยมด้วยหัวใจความเป็นสื่อมวลชนด้วยหัวใจ และจิตวิญญาณ สะท้อนปัญหาที่เป็นประโยขน์ต่อสังคม ประเทศชาติ โดยเฉพาะข่าวสายทหาร วงการทหารที่ชัดเจนและตรงที่สุดในข้อมูลที่นำสํ่สาธารณะ

3 นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย นักหนังสือพิมพ์ คอลัมนิส นสพ ชั่นนำของประเทศ ที่มีเครือข่ายสื่อมวลชนทั่วทั้งประเทศที่ติดตามเสนอข่าวข้อเท็จจริงมาสู่สังคมอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ เป็นสื่อมวลชนด้วยหัวใจและจิตวิญญาณ

4 นายสุรเชษฐ์ ศิลานนท์ นักข่าวอิสระ และ อดีต ผู้สื่อข่าว นสพ หลายฉบับ ผู้มีหัวใจนักข่าวด้วยหัวใจและจิตวิญญาณที่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ที่สะท้อนความจรืงสู่สาธารณะชนที่เป็นประโยชน์ เช่น เปิดโปงธุรกิจสีเทา เปิดโปงบ่อนพนันออนไลน์ที่ทำลายเยาวชนของชาติ และสังคมไทย และเปิดโปงขบวนการทุจริตของนักการเมือง และข้าราขการในโครงการต่างๆ ซึ่งทำให้ประเทศชาติเสียหาย

5.นายฐากูร คงมิ่ง

ด้านข่าวกีฬา

1 นายอินทัช เพชรประสมกูล ผู้สื่อข่าวกีฬา และประธานสหภาพสถานีโทรทัศน์ Thai PBS เป็นสื่อมวลชนสายข่าวกีฬาที่สะท้อนความจริงมากที่มากที่สุด ตรงไปตรงมาที่เกิดประโยชน์ต่ิอวงการกีฬาและประเทศขาติ

2 หม่อมหลวง โอรัส เทวกุล ผู้อยู่เบื้องหลังแห่งความสำเร็จของนักกีฬากอล์ฟ กีฬาฟุตซอล ฟุตบอล มาอย่างต่อเนื่อง

ด้านศิลปินประติมากร

1 อาจารย์ สันติ พิเชฐชัยกุล โรงเรียนต้นแบบแห่งความดี งามในทุกด้าน เน้นให้นักเรียนมีความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรมจริยธรรม และเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ จนปัจจุบันนักเรียนที่จบออกไปสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้ประเทศชาติมากมาย

1 โรงเรียนปลูกปัญญา อ. เมือง จ. นครราชสีมา ( ผู้ก่อตั้งคือ คุณพ่อทศพล – คุณแม่วรีพร ตันติวงษ์ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีนักเรียน 800 คน)

2 นายอัชฌา ลีอังกูล กรรมการ บริหาร โรงเรียนปลูกปัญญา อ เมือง จ นครราชสีมา

3.คุณสาโรช ธัญญเจริญ จิตอาสาอสรพิษวิทยา

ทัพนักกีฬาคนพิการเชียงใหม่ คว้าชัยในกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 39 “อัญมณีเกมส์”

ทัพนักกีฬาคนพิการเชียงใหม่ คว้าชัยในกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 39 “อัญมณีเกมส์”

คุณกชพร เวโรจน์ (มาดามหยก) ประธานโครงการ Change Together เปลี่ยน..ไปด้วยกัน ผู้สนับสนุนความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน และความหลากหลายทางเพศ พร้อมด้วย INDY Team เชียงใหม่ นำโดย พลตรี ดร.พนม ศรีเผือด, คุณชัยศิลป์ รินแก้ว, ดร.จีรพัตร์ ธาตุตระกูลวงค์, คุณสุพจน์ ดวงอยู่สาร, คุณนิพนธ์ ศิริเจริญ, คุณธนาทิตย์ หงษ์ทอง และคุณกิตติวินท์ แก้วคำมามา ขอแสดงความชื่นชมยินดี และเป็นพลังแรงใจให้แก่ ทัพนักกีฬาคนพิการจังหวัดเชียงใหม่ ในโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน กีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 39 “อัญมณีเกมส์” ณ จังหวัดจันทบุรี

ผลการแข่งขันและรายชื่อนักกีฬาที่ได้รับรางวัล

🏓 กีฬาเทเบิ้ลเทนนิส

นางสาวญาณิศา จันทร์เปียง 🥇 เหรียญทอง (ประเภทพิการทางการได้ยิน หญิงเดี่ยว)

นางสาวญาณิศา จันทร์เปียง & นางสาวอุไรวรรณ บุญยัง 🥇 เหรียญทอง (ประเภทพิการทางการได้ยิน หญิงคู่)

นายเพชรายุทธ มูลเฟย 🥈 เหรียญเงิน (ประเภทพิการทางการเคลื่อนไหว ชายเดี่ยว 6)

นางสาวปฐมวดี อินต๊ะนน 🥈 เหรียญเงิน (ประเภทพิการทางการเคลื่อนไหว หญิงเดี่ยว 3)

นายชัยธวัช แสงลาว 🥉 เหรียญทองแดง (ประเภทพิการทางการเคลื่อนไหว ชายเดี่ยว TT 9)

คณะกรรมการชมรมและผู้เกี่ยวข้อง

นายบุญฤทธิ์ มูลเฟย

ดร.ธาม รักษ์ธรรมธัญ

นายสนั่น ยาวิละ

นางสาวบุษบาบัญ งิ้วสุบรรณ

นางบัวคำ พระสิงห์

นายชวลิต ยาวิละ

นายธนกฤต ธรรมรักษา

นางคงศักดิ์ ฟุ้งวัชรากร

นายรณรงค์ศักดิ์ จะฮือ

ขอแสดงความยินดีแก่ทุกท่านที่ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ จนสามารถนำความภาคภูมิใจมาสู่จังหวัดเชียงใหม่ ขอให้ทุกท่านก้าวต่อไปอย่างแข็งแกร่ง และประสบความสำเร็จในอนาคตต่อไป!

ChangeTogether #เปลี่ยนไปด้วยกัน

TransformThailand-StepForChange #พลิกโฉมประเทศไทยก้าวสู่การเปลี่ยนแปลง

IndyTeam #มาดามหยก

สตช.ขับเคลื่อนปราบปรามยาเสพติด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขับเคลื่อนปราบปรามยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ 3 คดี

ตามที่ นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 ก.ย.67 ว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนใน 2 เรื่องที่สำคัญ ได้แก่ ยาเสพติด
และอาชญากรรมออนไลน์ อย่างเด็ดขาดและครบวงจร นั้น

ในส่วนของยาเสพติด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร./ประธานอนุกรรมการป้องกัน ปราบปรามการพักคอยยาเสพติดในพื้นที่ตอนใน และสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดลงสู่พื้นที่ภาคใต้ ได้สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ตอนในรอบ กทม.และปริมณฑล รวม 9 จว. ทำการสืบสวนหาข่าวเพื่อทำลายแหล่งพักคอยและรวบรวมยาเสพติดที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านตามแนวตะเข็บชายแดนเข้ามายังพื้นที่ตอนในเพื่อรอเตรียมส่งต่อให้กับลูกค้า
หรือที่เรียกกันว่า “โกดัง” โดยตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.67 – ปัจจุบัน ตำรวจภูธรภาค 1 ได้จับกุมคดียาเสพติดรวม 9,727 คดี ผู้ต้องหารวม 9,797 คน ตรวจยึดของกลางที่สำคัญ ได้แก่ ยาบ้า
รวม 35.1 ล้านเม็ด, ไอซ์ 2,870 กิโลกรัม, เคตามีน 36 กิโลกรัม และยาอี 273,349 เม็ด ซึ่งได้มีการแถลงผลการจับกุมอย่างต่อเนื่องไปแล้ว

ในวันนี้ ขอแถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ ซี่งสามารถทำการจับกุมได้ในวันที่ 18 – 19 ก.พ.68 รวม 3 คดี

คดีที่ 1 จับกุมแหล่งพักคอย “ทีมโกดังป่างิ้ว อ่างทอง” พร้อมยาบ้า 8.4 ล้านเม็ด
ตำรวจภูธรภาค 1 นำโดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษ์ รอง ผบช. ภ.1, พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.นฤนาท พุทไธสง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, พล.ต.ต.กิตติ สกุณี ผบก.ภ.จว.อ่างทอง, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 และ พ.ต.อ.จักรพันธ์ โอสถากันต์ ผกก.ปพ.บก.สส.ภ.1 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.1
กองบัญชาการตำรวจนครบาล นำโดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น.
สำนักงาน ปปส.ภาค 1 นำโดย นาย ทิพเมษฐ์ สังขวรรณะ ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภาค 1 และ ว่าที่ร้อยตรี อากาศ ปานแย้ม นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ สำนักงาน ปปส.ภาค 1
คดีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อประมาณเดือน พ.ย.67 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ อ.พระพุทธบาท จว.สระบุรี และได้มีการสืบสวนขยายผล กระทั่งทราบว่า ยาเสพติดดังกล่าวได้รับมาจากโกดังพัก ยาเสพติด ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ป่างิ้ว อ.เมือง จว.อ่างทอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เฝ้าติดตามตรวจสอบบริเวณโกดังดังกล่าวเรื่อยมา
ต่อมาในวันที่ 18 ก.พ.68 เวลาประมาณ 22.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้ตรวจสอบพบว่า มีถุงพลาสติกสีดำจำนวนหลายถุงภายในมีสิ่งของบรรจุอยู่ ถูกวางไว้ภายในบริเวณโกดังดังกล่าว เชื่อว่า มียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายในถุงพลาสติกสีดำ และได้มีชาย 4 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาภายในบริเวณโกดังดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้แสดงตัวและเข้าทำการตรวจค้นภายในโกดัง ผลการตรวจค้น พบยาบ้า จำนวนประมาณ 8,400,000 เม็ด ซุกซ่อนมากับ ขิง ที่บรรจุรวมกันอยู่ภายในถุงพลาสติกสีดำเพื่อปิดบัง
อำพราง จึงได้จับกุมชายทั้ง 4 รายดังกล่าวซึ่งพยายามหลบหนี จากการสอบถามผู้ต้องหารับสารภาพว่ากำลัง
จะเตรียมแพคยาเสพติดดังกล่าวเพื่อส่งให้แก่ลูกค้า จึงได้ทำการขยายผลและสามารถจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นลูกค้าขณะนำรถยนต์มารอรับยาเสพติดได้อีก 1 ราย รวมทั้งสิ้น 5 ราย ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่กันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พร้อมทั้งตรวจยึดทรัพย์สินจากผู้ต้องหา ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือและยานพาหนะ รวมมูลค่า
กว่า 1 ล้านบาท ซึ่งจะได้ทำการสืบสวนขยายผลต่อไป
สำหรับ ยาเสพติดของกลางทั้งหมดที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้ หากมีการนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั่วไป จะมีมูลค่ารวมสูงถึง 160,000,000 บาท

คดีที่ 2 จับกุมยาเสพติด เครือข่าย “แจ็ค หนองไผ่” พร้อมยาบ้า 3.2 ล้านเม็ด
คดีนี้สืบเนื่องจาก
1)กรณีเมื่อวันที่ 29 ต.ค.67 เวลาประมาณ 02.30 น. เจ้าพนักงานตำรวจ สภ.พัฒนานิคม จว.ลพบุรี ได้พบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่น วีโก้ สีดำ เสียหลักตกถนนบริเวณพื้นที่ ต.ดีลัง อ.พัฒนานิคม
จว.ลพบุรี ภายในรถพบยาบ้า ประมาณ 3.2 ล้านเม็ด จึงได้ทำการตรวจยึดส่งพนักงานสอบสวน สภ.พัฒนานิคม จว.ลพบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย
2)กรณีเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2567 เวลาประมาณ 17.30 น. เจ้าพนักงานตำรวจ สภ.วิเศษชัยชาญ และ กก.สส.ภ.จว.อ่างทอง ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาพร้อมด้วยของกลางยาบ้า จำนวน 957,980 เม็ด และไอซ์ น้ำหนัก 1,314.3 กรัม เหตุเกิดที่ ต.สาวร้องไห้ อ.วิเศษชัยชาญ จว.อ่างทอง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.วิเศษชัยชาญ ดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากการสืบสวนขยายผลจากทั้ง 2 คดีดังกล่าว ทำให้ทราบว่า ยาเสพติดที่พบทั้ง 2 คดีนั้น มีรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้าสีขาว ตู้ทึบ หมายเลขทะเบียน ผค 8917 เพชรบูรณ์ เป็นผู้ขนลำเลียงยาเสพติดมาจากเขตอีสานเหนือมาส่งแพร่กระจายในพื้นที่ จว.ลพบุรี และ จว.อ่างทอง จึงได้ทำการสืบสวนติดตามพฤติกรรมของรถยนต์กระบะตู้ทึบคันดังกล่าว
ต่อมาในวันที่ 19 ก.พ.68 เวลาประมาณ 16.30 น. พบรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้า สีขาว ตู้ทึบ เชื่อว่ากำลังขนลำเลียงยาเสพติดจาก จว.เพชรบูรณ์ เข้ามายังพื้นที่ จว.ลพบุรี โดยมีรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นโมบิลิโอ้ สีขาว ทะเบียน กบ 5079 เพชรบูรณ์ ทำหน้าที่รถนำ จึงได้ร่วมกันติดตามจนกระทั่งพบรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้า สีขาว ตู้ทึบฯ มาจอดอยู่บริเวณบ้านหลังหนึ่ง อยู่ที่ ต.โคกลำพาน อ.เมืองลพบุรี จว.ลพบุรี จึงเข้าทำการตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 4 คน
พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางและอายัดทรัพย์สิน ดังนี้
ยาบ้า ประมาณ 3,200,000 เม็ด รถยนต์ย โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง
อายัดเงินในบัญชีธนาคาร จำนวน 521,790.84 บาท
จึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลพบุรี ดำเนินการตามกฎหมาย

คดีที่ 3 ร่วมกับ บช.ปส. สกัดจับรถลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน ได้ไอซ์ น้ำหนักประมาณ 2,464 กิโลกรัม
คดีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 19 ก.พ.68 เวลาประมาณ 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มหาราช ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ปส. ว่าได้ติดตามรถต้องสงสัยเป็นรถยนต์ตู้ทึบ จำนวน 2 คัน มีรถนำและรถ ปิดท้าย ขับตามกันมาตามถนนสายเอเชีย จากทางภาคเหนือมุ่งหน้า จว.ปทุมธานี โดยรถตู้ทึบดังกล่าวต้องสงสัยว่าเป็นรถที่ใช้ในการขนยาเสพติด จึงได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มหาราช ตั้งจุดตรวจจุดสกัดรถดังกล่าว พ.ต.อ.วุฒิชัย สุคนธวิท ผกก.สภ.มหาราช จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งจุดตรวจจุดสกัดที่ตู้ยาม ต.02 ม.4 ต.ท่าตอ อ.มหาราช จว.พระนครศรีอยุธยา ต่อมาในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 07.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สกัดจับรถยนต์ตู้ทึบ 2 คัน พร้อมรถติดตามอีก 1 คัน ตามข้อมูลที่ได้รับแจ้ง จากการตรวจค้นรถทั้ง 3 คัน พบมีวัตถุเป็นหีบห่อมีสิ่งของบรรจุไว้ ลักษณะคล้ายยาเสพติด อยู่ในรถยนต์ตู้ทึบทั้ง 2 คัน เมื่อแกะออกมาพบวัตถุเกร็ดใสคล้ายยาเสพติด (ไอซ์) ซึ่งจากการตรวจสอบด้วยน้ำยาเคมีพบว่าเป็น ไอซ์ น้ำหนักประมาณ 2,464 กิโลกรัม
จึงทำการจับกุมผู้ต้องหา 3 คน
พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์หรือไอซ์) น้ำหนักประมาณ 2,464 กก.
จากการสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 3 คน รับว่าขนยาเสพติดมาจากทางภาคเหนือ จะไปส่งที่ ปทุมธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ปส. จึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ไปดำเนินการตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค ๑ จะได้เร่งรัดสืบสวนปราบปราม และ X-ray พื้นที่ ไม่ให้เป็นแหล่งพักคอย รวมทั้งสกัดกั้น ตัดตอนการลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ตอนใน อย่างจริงจังและต่อเนื่องต่อไป

สตม.แจงเก็บข้อมูล Biometrics

จากกรณี นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร โพสเฟซบุ๊กกรณี สตม.ไม่ได้จัดเก็บข้อมูล Biometrics ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวน 17 ล้านคน เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมาซึ่งอาจเป็นโอกาสให้ทุนสีเทาแฝงตัวเข้ามาก่ออาชญากรรมในประเทศได้

วันนี้(21 ก.พ.68) เวลา 18.30 น. ที่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง รอง ผบก.ตม.3 ในฐานะโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวดังนี้  ปัจจุบัน สตม. คัดกรองและควบคุมคนต่างด้าว ที่เดินทางเข้าประเทศด้วยระบบสารสนเทศ หลายระบบ ได้แก่ ระบบ Biometrics ซึ่งสามารถบันทึกข้อมูลของทุกคนที่เดินทาง เข้า- ออก ประเทศได้  โดยก่อนอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศ จะมีการตรวจสอบว่าคนต่างด้าวเป็นบุคคลต้องห้าม บุคคลที่มีหมายจับ หรือเป็นบุคคลไม่พึงประสงค์ จากฐานข้อมูลที่ สตม.ได้รับแจ้งและจัดเก็บไว้จากหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศหรือไม่  หากคนต่างด้าวไม่มีลักษณะต้องห้าม จะอนุญาตให้เข้ามาในประเทศ ซึ่งข้อมูลการ เข้า-ออก ประเทศของคนต่างด้าวนี้  สามารถตรวจสอบได้ว่าเดินทางเข้ามาในประเทศเมื่อใด ช่องทางใด ด้วยวัตถุประสงค์หรือวีซ่าประเภทใด และเดินทางออกเมื่อใด ช่องทางใด ต่อมาเมื่อคนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้เข้ามาในประเทศแล้ว สตม. ใช้ ระบบสารสนเทศอีกระบบหนึ่ง คือ ระบบ PIBICS ในการควบคุมคนต่างด้าว  โดยเมื่อเข้าพักอาศัย ณ ที่ใด ภายใน 24 ชม. สตม.จะมีข้อมูลการรับแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวนั้น และหากคนต่างด้าวต้องการจะอยู่ในประเทศเป็นระยะเวลานาน โดยอยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถต่อวีซ่าได้ คนต่างด้าวสามารถยื่นขอต่อวีซ่า ข้อมูลการอนุญาตต่อวีซ่าจะถูกบันทึกรายละเอียดไว้ในระบบนี้ทั้งหมด เช่น วัตถุประสงค์ในการอยู่ ระยะเวลาในการที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ สถานที่พัก สถานที่ที่ทำงาน ใบอนุญาตทำงาน รายได้ บัญชีเงินฝาก การเสียภาษี ฯลฯ ตลอดจนหากคนต่างด้าวมีครอบครัวเป็นคนไทย จะเก็บหลักฐานทางทะเบียนต่างๆ เช่น ทะเบียนสมรส ทะเบียนการจดรับรองบุตร เป็นต้น นอกจากนี้ระบบยังมีการบันทึกข้อมูลที่พักของคนต่างด้าวเมื่ออยู่ในประเทศทุกๆ 90 วัน  หากคนต่างด้าวอยู่ในประเทศไทยแล้วต่อมาการอนุญาตสิ้นสุด( Overstay )   และไม่ได้มายื่นต่อวีซ่า  สตม.สามารถตรวจสอบข้อมูลจากระบบสารสนเทศได้ว่าคนต่างด้าวผู้นั้นอยู่ในประเทศโดยผิดกฎหมาย  ซึ่งจะเห็นได้จากผลการสืบสวนจับกุมของ สตม. มีผลการจับกุมคนต่างด้าวที่กระทำผิด บุคคลที่ต้องการตัว  บุคคลตามหมายจับ หรือบุคคลที่อยู่เกินกำหนดอนุญาต ( Overstay)  จำนวนมากอย่างต่อเนื่องมาตลอด โดยอาศัยข้อมูลจากระบบสารสนเทศดังกล่าวนี้

โฆษก สตม. กล่าวต่อว่า ในกรณีที่ต่อมาภายหลังหากคนต่างด้าวมีการกระทำผิดกฎหมาย หรือ ได้รับแจ้งจากหน่วยงานต่างๆ ว่าคนต่างด้าวนั้นมีลักษณะต้องห้าม จะมีการบันทึกรายชื่อคนต่างด้าวนั้นๆ ลงในบัญชีบุคคลต้องห้าม ( Blacklist )  ซึ่งการบันทึกข้อมูลต้องห้ามนี้จะถูกบันทึกลงในระบบฯ และมีการเก็บอัตลักษณ์ของคนต่างด้าวไว้เพื่อเปรียบเทียบ แม้ในกรณีที่คนต่างด้าวมีการเปลี่ยนแปลงเอกสารการเดินทาง ( Passport ) ในครั้งต่อไป  เมื่อเดินทางกลับเข้ามาในประเทศก็สามารถตรวจสอบยืนยันได้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน ทำให้สามารถปฏิเสธการเข้าเมืองได้  ซึ่งการบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมในระบบลักษณะนี้ สามารถจัดเก็บได้อย่างไม่จำกัดจำนวน  ดังนั้นจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อข้อมูลที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตแต่อย่างใด
           
ดังนั้น จากข้อมูลและข้อเท็จจริงทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นได้ว่าระบบสารสนเทศ ของ สตม. ยังสามารถควบคุม ติดตามและตรวจสอบ คนต่างด้าว ที่เดินทางเข้ามาและอยู่ในประเทศได้ ส่วนกรณีข้อมูลของคนต่างด้าวที่ถูกบันทึกลงในระบบฯ ที่ยังไม่มี License นั้น มีการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์คนต่างด้าวตามปกติ เพียงแต่ในส่วนของการประมวลผลบางรายการ อาจลดประสิทธิภาพลงบ้าง แต่ไม่กระทบต่อการควบคุมคนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาและอยู่ในประเทศไทยในภาพรวมของ     สตม. ทั้งระบบ  ซึ่งขณะนี้ สตม. ได้จัดทำโครงการระบบบริหารจัดการตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติ Thailand Immigration System (TIS) ซึ่งเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูง และหลายประเทศได้มีการใช้งานระบบที่มีลักษณะเดียวกันนี้อยู่แล้วมาทดแทน

ผลงานตำรวจภูธรภาค 1

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 เปิดเผยว่าทาง ได้ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร
วันที่ 21 ก.พ.68 โดยงานประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเพจ Facebook ของ ตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 3 เรื่อง คือ

1.) วันที่ 20 ก.พ.68 เวลา 10.00 น.
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.
ประธานการประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและคนต่างด้าวถูกหลอกลวงหรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมายและอาชญากรรมข้ามชาติ
ด้วยระบบประชุมทางไกลผ่านจอภาพ กับหน่วยงานในสังกัด ตร. ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 ตร.
โดย ภ.1 มี พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษ์ รอง ผบช.ภ.1, รอง ผบก.ในสังกัด ที่รับผิดชอบ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้อง ศปก.ภ.1

2.) วันที่ 20 ก.พ.68 เวลา 09.30 น.
พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษ์ รอง ผบช.ภ.1
ประธานการประชุมขับเคลื่อนงานสืบสวนสอบสวน ภ.1 ครั้งที่ 2/2568
โดยมี รอง ผบก.ในสังกัด ที่รับผิดชอบ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้อง ศปก.ภ.1

3.) #แถลงข่าว #จับกุม #ยาเสพติด #รายสำคัญ #3คดี #แหล่งพักคอย #เครือข่าย #ลำเลียงยา #ขนยา
.
🗓️ วันที่ 21 ก.พ.68 เวลา 10.00 น.
👮‍♂‍ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ประธานการแถลงข่าว
พร้อมด้วย
👮‍♂️ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย
พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร.
พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1
พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.ภ.1
พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1
พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษ์ รอง ผบช.ภ.1
พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ รอง ผบช.ภ.1
พล.ต.ต.นฤนาท พุทไธสง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา
พล.ต.ต.กิตติ สกุณี ผบก.ภ.จว.อ่างทอง
พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น.
👮‍♂️ ป.ป.ส. นำโดย
พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส.
นายทิพเมษฐ์ สังขวรรณะ ผอ.ปปส.ภาค 1
และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
▶️ แถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ ซี่งสามารถทำการจับกุมได้ในวันที่ 18 – 19 ก.พ.68 รวม 3 คดี ดังนี้
✅ คดีที่ 1 จับกุมแหล่งพักคอย “ทีมโกดังป่างิ้ว อ่างทอง” พร้อมยาบ้า 8.4 ล้านเม็ด ภายในโกดัง พื้นที่จังหวัดอ่างทอง พบยาบ้า มูลค่ารวมสูงถึง 160,000,000 บาท ซุกซ่อนมากับ ขิง ที่บรรจุรวมกันอยู่ภายในถุงพลาสติกสีดำเพื่อปิดบังอำพราง พร้อมได้จับกุมผู้ต้องหา 4 ราย
จากการสอบถามผู้ต้องหารับสารภาพว่ากำลังจะเตรียมแพคยาเสพติดดังกล่าวเพื่อส่งให้แก่ลูกค้าพร้อมทั้งตรวจยึดทรัพย์สินจากผู้ต้องหา ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือและยานพาหนะ รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ซึ่งจะได้ทำการสืบสวนขยายผลต่อไป
✅ คดีที่ 2 จับกุมยาเสพติด เครือข่าย “แจ็ค หนองไผ่” พร้อมยาบ้า 3.2 ล้านเม็ด จากการสืบสวนขยายผลคดียาเสพติดซึ่งทำการจับกุมก่อนหน้า จับกุมผู้ต้องหาจำนวน 4 คน พร้อมทั้งตรวจยึดของกลาง รถยนต์จำนวน 3 คัน และ ทรัพย์สินอื่นฯ พร้อมอายัดเงินในบัญชีธนาคารของผู้ต้องหา
✅ คดีที่ 3 ร่วมกับ บช.ปส. สกัดจับรถลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน จับกุมผู้ต้องหา 3 คน พร้อมของกลางยาเสพติด (ไอซ์) น้ำหนักประมาณ 2,464 กิโลกรัม รถยนต์จำนวน 3 คัน ผู้ต้องหารับว่าขนยาเสพติดมาจากทางภาคเหนือ จะไปส่งที่ตลาดไท จว.ปทุมธานี
🚨 ตามที่ นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภาว่าจะเร่งแก้ไขปัญยาเสพติด อย่างเด็ดขาดและครบวงจร นั้น
🔴 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร./ประธานอนุกรรมการป้องกัน ปราบปรามการพักคอยยาเสพติดในพื้นที่ตอนในและสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดลงสู่พื้นที่ภาคใต้
ได้สั่งการให้ ตำรวจภูธรภาค 1 ทำการสืบสวนหาข่าวเพื่อทำลายแหล่งพักคอยและรวบรวมยาเสพติดที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านตามแนวตะเข็บชายแดนเข้ามายังพื้นที่ตอนในเพื่อรอเตรียมส่งต่อให้กับลูกค้า หรือ ที่เรียกกันว่า “โกดัง”
📌 ณ ตำรวจภูธรภาค 1
.

ฝ่ายอำนวยการ5 #ตำรวจภูธรภาค1 #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ