สืบสานประเพณีวิถีเกษตร ต่อยอดภูมิปัญญา”ลงแขกดำนา”รักษาวัฒนธรรมไทย

“ศ.ดร.สามารถ จับโจร นำชาวบ้านสืบสานประเพณีวิถีเกษตร ต่อยอดภูมิปัญญา”ลงแขกดำนา”รักษาวัฒนธรรมไทย”

ผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 4 กันยายน 2569ว่า ที่ศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจชุมชน บ้านโคกพลวงหมู่ 11 ต.หินโคน อ.จักราช จ.นครราชสีมา ศาสตราจารย์ ดร.สามารถ จับโจร ผู้ทรงคุณวุฒิมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สายสุนีย์ จับโจร ผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาและคณะฯได้ลงพื้นที่ร่วมกันกับชาวบ้านกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนต้นน้ำ บ้านโคกพลวงหมู่ 11 ต.หินโคน อ.จักราช จ.นครราชสีมา ในการติดตามความคืบหน้า”การใช้เทคโนโลยีระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะ”และแนะนำระบบสูตรอาหารโคขุนต้นทุนต่ำ โดยใช้ Machine Learning
ได้รับเกียรติจาก นายวินัย วงศ์ด่านเจริญ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศการปศุสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา นายวชิรพล สุกรภาค นักวิชาการสัตวบาลชำนาญการ นางสาวจุฑามาศ อรรคฮาต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ นายณัชทิวัตถ์ คอนงูเหลือม ปศุสัตว์อำเภอจักราช ร่วมเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มเกษตรกร สำหรับกิจกรรมอบรมดังกล่าวสำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์ด้วยดีทุกประการ แต่ไฮไลท์สำคัญในวันนี้นอกเหนือจากการอบรมคือกิจกรรมการ”ดำนาน้ำฝน”หนึ่งปีมีครั้งนึง ทั้งนี้เพื่อเป็นการสืบสานต่อยอด อนุรักษ์ประเพณีแบบวิถีพื้นบ้านดั้งเดิม การ”ดำนาปี”หรือการลงแขกดำนาเป็น”เสน่ห์หน้าฝน”ของคนจักราช เป็นประเพณีที่แสดงให้เห็นถึงพลังของความสมัครสมานสามัคคีมีน้ำใจเป็นการอนุรักษ์วิถี วัฒนธรรมประเพณีไม่ให้สูญหายไปกับกาลเวลาที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปกับการทำเกษตรสมัยใหม่ด้วยการใช้เครื่องยนต์กลไกอย่างในปัจจุบันซึ่งชาวนาสมัยใหม่ต้องใช้เงินทุนในการทำนาที่ค่อนข้างสูง ทั้งเรื่องของค่ารถไถ ค่าหว่านข้าว ค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืช ค่าเก็บเกี่ยวและอื่นๆซึ่งสวนทางกับราคาขายข้าวของชาวนาที่ยังไม่ขยับให้สอดรับกับการลงทุนไปในแต่ละฤดูกาล

ศาสตราจารย์ ดร.สามารถ จับโจร ผู้ทรงคุณคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวเพื่มเติมว่าตนในฐานะลูกชาวนาโดยสายเลือดเกิดที่อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ในวัยเด็กได้ช่วยคุณพ่อคุณแม่และครอบครัวทำนาโดยตนมองว่าการทำนาเป็นกิจกรรมที่สนุกได้ความรู้ มีความสุขทำให้ตนเห็นคุณค่าหยาดเหงื่อแรงงานของชาวนากว่าจะได้เป็นเมล็ดข้าวให้พวกเรารับประทานไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการเติบโตของข้าวต้องใช้เวลา ต้องดูแลด้วยความใส่ใจหากเป็นนาน้ำฝนต้องรอความหวังจากน้ำฝนบนฝากฟ้าปีใหนฝนแล้ง ดินแห้งข้าวก็ตายในอดีตชาวนาใช้แรงงานของวัว ควายในการไถคราด ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืชก็หาได้น้อย เมื่อถึงฤดูการนาดำก็จะมีอาหารการกินตามฤดู เช่น ปู ปลา กบ เขียด ที่อาศัยตามรอยไถคราดนำมาประกอบอาหาร เป็นภาพจำที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายแต่มากมายด้วยความสุขของชาวนาซึ่งหาดูไม่ได้ง่ายอย่างในปัจจุบันนี้

ดังนั้นการที่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนต้นน้ำบ้านโคกพลวงหมู่ 11 ต.หินโคน อ.จักราช จ.นครราชสีมายังคงสืบสานรักษา อนุรักษ์รูปแบบการลงแขก”ดำนาปี”ให้เป็นประเพณีปฏิบัติของชุมชนแทนการใช้เครื่องจักรและการจ้างแรงงาน ถือเป็นสิ่งที่ดีเป็นประเพณีที่งดงามให้อยู่เคียงคู่กับวิถีชุมชนคนจักราชตลอดไป เป็นการสานต่อภูมิปัญญาและช่วยกันรักษาวัฒนธรรมประเพณีวิถีท้องที่ให้มีความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืนสืบต่อไปตราบนานเท่านาน

T&B Media Global x 7-Eleven เปิดตัว “Allie & The Gang” ต่อยอดสู่ Character Economy

T&B Media Global x 7-Eleven เปิดตัว “Allie & The Gang”
ใช้ IP Character สร้าง Brand Experience ภายใต้แนวคิด “แวะเติมเพื่อน”
ต่อยอดสู่ Character Economy

กรุงเทพฯ — T&B Media Global (Thailand) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างและพัฒนา IP ในอุตสาหกรรมคอนเทนต์และความบันเทิงระดับโลก จับมือ ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เปิดตัว “Allie & The Gang” (ออลลี่ แอนด์ เดอะแกงค์) IP Character สัญชาติไทย 7 คาแรกเตอร์ ณ 7-Eleven สาขา Festie Town ในโครงการ Happitat แลนด์มาร์กแห่งความสุขแห่งใหม่บนทำเลบางนา-ตราด ภายใต้แนวคิด “แวะเติมเพื่อน”
การเปิดตัวครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงสร้าง Character ให้เป็นภาพจำของแบรนด์ แต่เป็นการนำ IP มาเชื่อมต่อกับ Consumer Experience และ Consumer Engagement ผ่านพื้นที่ กิจกรรม และคอนเทนต์ เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์จากการ “แวะซื้อสินค้า” สู่การ “แวะเติมเพื่อน” และสร้างความผูกพันระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ในระยะยาว
ดร.ณัฐวัฒน์ อริยวรารมย์ (ดร.แตน) ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง T&B Media Global กล่าวว่า“วันนี้ Character ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างการจดจำให้กับแบรนด์ แต่สามารถเชื่อมแบรนด์เข้ากับความรู้สึกและประสบการณ์ของผู้บริโภคได้ เราออกแบบ Allie & The Gang ทั้ง 7 คาแรกเตอร์จากความหลากหลายของผู้คนที่เข้ามาใช้บริการ 7-Eleven โดยอยากให้ทุกคนสามารถค้นพบ Character ที่เชื่อมโยงกับตัวเอง และรู้สึกว่าเป็น ‘เพื่อน’ ที่อยู่ใกล้ตัว นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด ‘แวะเติมเพื่อน’ ขอขอบคุณซีพี ออลล์ที่มอบความไว้วางใจให้ T&B ได้ร่วมสร้างสรรค์ Allie & The Gang เราเชื่อว่า Character เหล่านี้สามารถเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ และต่อยอดสู่คอนเทนต์ สินค้า กิจกรรม และประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้อีกมากในอนาคต”
Allie & The Gang สะท้อนอีกก้าวของ Character Economy ที่ Character สามารถพัฒนาจากเครื่องมือสร้างการจดจำ ไปสู่การเป็น Brand Asset ที่สร้าง Brand Affinity, Consumer Engagement และมูลค่าในระยะยาว ผ่าน Content, Merchandise, Events และ Experiences
สำหรับ Allie & The Gang ที่ Festie Town ในโครงการ Happitat ผู้มาเยือนจะได้พบกับกิจกรรมสำหรับครอบครัว ของรางวัล และธีมพาเหรด รวมถึงประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่จะสร้างสีสันให้พื้นที่อย่างต่อเนื่องจาก “แวะซื้อ” สู่ “แวะเติมเพื่อน” — เปลี่ยนทุกการแวะให้เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้บริโภคอยากกลับมาอีกครั้ง

Lake Como by Dana Alawi

Lago di Como
is a world-famous, upside-down Y-shaped glacial lake situated at the foothills of the Alps in northern Italy’s Lombardy region. Located just 45 kilometers north of Milan, it is renowned for its dramatic alpine scenery, deep blue waters, and upscale historic villas. It serves as a premier holiday destination that balances casual luxury with traditional Italian village charm.

The central area of the lake—often called the “Golden Triangle”—contains the most iconic and highly connected lakeside destinations.

Bellagio: Known as the “Pearl of Lake Como,” it sits directly on the central promontory where the lake splits into two southern branches. It features steep, cobblestone staircase streets, high-end boutiques, and upscale hotels.

Varenna: A romantic and quieter alternative on the eastern shore. It is famous for its colorful waterfront houses, the scenic Lovers’ Promenade, and the medieval ruins of Vezio Castle perched above the town.

Menaggio: Positioned on the western bank, offering a more relaxed, down-to-earth atmosphere with a wide lakefront promenade and flatter historic center.

Como City: Located at the southwestern tip, this is the historic and urban gateway to the region. It offers a majestic Gothic cathedral (Cattedrale di Santa Maria Assunta) and a funicular railway climbing up to the panoramic village of Brunate.
Iconic Villas & Gardens
The shores are dotted with opulent Renaissance and neoclassical estates, many famous for their botanical gardens and film cameos:

Villa del Balbianello (Lenno): Perched on a wooded promontory, famous for its manicured terraced gardens and as a filming location for Star Wars and Casino Royale.

Villa Carlotta (Tremezzina): Celebrated for its massive art collection and expansive spring-blooming azalea and rhododendron gardens.

Villa Monastero (Varenna): A former monastery turned international conference center with a stunning waterfront botanical pathway. สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง #lakecomo
#เลคโคโม่ #ทูตประชาสัมพันธ์นานาชาติ #เที่ยวรอบโลก #โรงแรมชื่อดัง #hotelvillacipressi
#ร้านอาหารชื่อดัง #barilmolo

Dana Alawi Visited Lake Como

Lake Como
Dana Alawi Visited Lake Como
Lago di Como
is a world-famous, upside-down Y-shaped glacial lake situated at the foothills of the Alps in northern Italy’s Lombardy region. Located just 45 kilometers north of Milan, it is renowned for its dramatic alpine scenery, deep blue waters, and upscale historic villas. It serves as a premier holiday destination that balances casual luxury with traditional Italian village charm.

The central area of the lake—often called the “Golden Triangle”—contains the most iconic and highly connected lakeside destinations.

Bellagio: Known as the “Pearl of Lake Como,” it sits directly on the central promontory where the lake splits into two southern branches. It features steep, cobblestone staircase streets, high-end boutiques, and upscale hotels.

Varenna: A romantic and quieter alternative on the eastern shore. It is famous for its colorful waterfront houses, the scenic Lovers’ Promenade, and the medieval ruins of Vezio Castle perched above the town.

Menaggio: Positioned on the western bank, offering a more relaxed, down-to-earth atmosphere with a wide lakefront promenade and flatter historic center.

Como City: Located at the southwestern tip, this is the historic and urban gateway to the region. It offers a majestic Gothic cathedral (Cattedrale di Santa Maria Assunta) and a funicular railway climbing up to the panoramic village of Brunate.
Iconic Villas & Gardens
The shores are dotted with opulent Renaissance and neoclassical estates, many famous for their botanical gardens and film cameos:

Villa del Balbianello (Lenno): Perched on a wooded promontory, famous for its manicured terraced gardens and as a filming location for Star Wars and Casino Royale.

Villa Carlotta (Tremezzina): Celebrated for its massive art collection and expansive spring-blooming azalea and rhododendron gardens.

Villa Monastero (Varenna): A former monastery turned international conference center with a stunning waterfront botanical pathway.

พระราชดำรัสพระมหากษัตริย์ราชอาณาจักรบาห์เรน

พระราชดำรัส
พระมหากษัตริย์ราชอาณาจักรบาห์เรน

รายงานข่าวโดย
อรวรรณ บุณยธาดา

สมเด็จพระราชาธิบดีทรงต้อนรับนักเรียนกลับสู่ห้องเรียนสำหรับปีการศึกษา 2026–2027

กรุงมานามา:
สมเด็จพระราชาธิบดีฮาหมัด บิน อิซา อัล คาลิฟา ทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสเริ่มต้นปีการศึกษา 2026–2027 และการกลับมาเรียนในห้องเรียนอีกครั้งในสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศบาห์เรน

สมเด็จพระราชาธิบดีทรงอวยพรให้นักเรียน ครู และผู้ปกครอง
มีปีการศึกษาที่ยอดเยี่ยม เต็มไปด้วยความเป็นเลิศ ความสำเร็จ และความเจริญก้าวหน้า

สมเด็จพระราชาธิบดีทรงกล่าวว่า บาห์เรนเผชิญกับสถานการณ์หลังจากการโจมตีของอิหร่านต่อสถานที่พลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
ซึ่งจำเป็นต้องเปิดใช้งานการเรียนการสอนทางไกลชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

สมเด็จพระราชาธิบดีทรงชื่นชมมาตรการที่รัฐบาลนำโดยเจ้าชายซัลมาน บิน ฮาหมัด อัล คาลิฟา มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการเพื่อให้การศึกษาดำเนินต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อการเรียนรู้ของนักเรียน

สมเด็จพระราชาธิบดีทรงยกย่องความ
ทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ครู และเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคในสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่รักษาการเรียนการสอนผ่านทางเว็บไซต์การศึกษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่า “ประสบการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการโรงเรียนแห่งอนาคต ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มในปี 2548 ในฐานะก้าวสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาด้านการศึกษาสู่ระบบดิจิทัล”

พระองค์ทรงขอบคุณ
ผู้ปกครองสำหรับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องที่มีต่อบุตรหลานตลอดช่วงเวลาการเรียนทางไกล

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงชื่นชมจิตวิญญาณแห่งชาติอันเข้มแข็งที่แสดงออกโดยประชาชนชาวบาห์เรนผ่านการประกาศความจงรักภักดีและการสนับสนุน รวมถึงการประกาศจากสถาบันระดับชาติและองค์กรชุมชนต่างๆ พระองค์ตรัสว่าสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความรักชาติอย่างลึกซึ้งและความมุ่งมั่นที่ไม่เปลี่ยนแปลงต่อเสถียรภาพของราชอาณาจักร

เยาวชนรวมพลังจิตอาสา “ทำความดี เทิดพระเกียรติพระพันปีหลวง”


เยาวชนรวมพลังจิตอาสา “ทำความดี เทิดพระเกียรติพระพันปีหลวง”
ชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม Wonder Kids Club ผนึกวัดสังเวชวิศยารามฯ และเครือข่ายอาสากาชาด ชวนเด็ก–เยาวชนทำความดี พัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม

กรุงเทพฯ –เมื่อวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2569 – ชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม Wonder Kids Club ร่วมกับ วัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร และพันธมิตรอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย จัดกิจกรรม “จิตอาสาทำความดี เทิดพระเกียรติพระพันปีหลวง” ณ วัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมีเด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง และเครือข่ายจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก
พิธีเปิดกิจกรรมได้รับเมตตาจาก พระธรรมวชิโรดม เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวเปิดกิจกรรมและให้โอวาทแก่เด็กและเยาวชน โดยเน้นย้ำถึงการประพฤติตนเป็นคนดี การมีจิตสาธารณะ และการรู้จักเสียสละเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ภายในพิธี ได้รับความเมตตาจากพระมหาสมมาศ ผู้ข่วยเจ้าอาวาสในการดำเนินพิธีการ ในลำดับแรก ตัวแทนชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม Wonder Kids Club ได้แก่ นายอรรณพ จันทะลุน และเด็กหญิงนันทิยา บุญกังวาล กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม จากนั้นตัวแทนเยาวชนจาก โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกล่าวถึงพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของพระพันปีหลวง เพื่อร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

หลังเสร็จสิ้นพิธีการ เด็กและเยาวชนได้ร่วมกิจกรรมจิตอาสา พัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม ด้วยการทำความสะอาด เก็บขยะ และดูแลพื้นที่โดยรอบวัด สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อพื้นที่สาธารณะ

บรรยากาศตลอดการจัดกิจกรรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและอบอุ่น เด็กและเยาวชนจากหลากหลายโรงเรียนร่วมแรงร่วมใจกันทำกิจกรรม พร้อมเรียนรู้การทำงานเป็นทีม การแบ่งปัน และการเสียสละเพื่อสังคม สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเยาวชนในการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่ดี
ชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม Wonder Kids Club ระบุว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้การทำความดีจากการลงมือปฏิบัติจริง ควบคู่กับการปลูกฝังจิตอาสา คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ
กิจกรรมดังกล่าวจัดโดย ชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม Wonder Kids Club ร่วมกับ วัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร และพันธมิตรอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย โดยมี พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรม

โครงดารพันธมิตรอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย

#จิตอาสา #ชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม #WonderKidsClub #สนุกเล่นสนุกคิดจิตอาสา
#เทิดพระเกียรติพระพันปีหลวง #ทำความดีด้วยหัวใจ #พัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม #ข่าวประชาสัมพันธ์ #อาสาสมัครกาขาด #กิจกรรม

ชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม ภาคีเครือข่าย ผนึกพันธมิตรอาสาสมัครกาชาด จัดกิจกรรม “สัญจร เรียนรู้ ปลูกฝัง ป้องกัน และรักษ์โลก”

ชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม Wonder Kids Club และภาคีเครือข่าย ผนึกพันธมิตรอาสาสมัครกาชาด จัดกิจกรรม “สัญจร เรียนรู้ ปลูกฝัง ป้องกัน และรักษ์โลก” เสริมทักษะเยาวชนรอบด้าน

วันที่ 31สิงหาคม 2569 -สมุทรปราการ
ชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม Wonder Kids Club ร่วมกับ พันธมิตรอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ได้แก่ สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย ฟาร์มในแม่เกษตรอินทรีย์ Friends for Future และเหล่าอาสาสมัครกาชาด เข้าร่วมจัดกิจกรรม “สัญจร เรียนรู้ ปลูกฝัง ป้องกัน และรักษ์โลก” เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ ภายในงานวิชาการของโรงเรียน
งานวิชาการ ACSP Academic Show and Share 2026 ภายใต้แนวคิด ESG ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน
🪴พิธีเปิดพิธีเปิดสุดตระการตาและบุคคลสำคัญที่เข้าร่วม
⭐️ได้รับเกียรติจาก นายเอกชัย จันทา ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี
ดร.เยาวรักษ์ พวงมะเทศโสภณ รองศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ
เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง พร้อมพัฒนาทักษะด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ การช่วยเหลือผู้อื่น และการมีจิตสาธารณะ

กิจกรรม “สัญจร เรียนรู้ ปลูกฝัง ป้องกัน และรักษ์โลก” มุ่งเน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการควบคู่กับการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยครอบคลุมทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพกาย สุขภาพใจ และการอยู่ร่วมกันในสังคม

ภายในงานมีการจัด บูธกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายฐาน อาทิ บูธเพ้นท์ถุงลดโลกร้อน เปิดโอกาสให้เยาวชนได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนถุงผ้า พร้อมเรียนรู้แนวทางลดการใช้ถุงพลาสติกและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และWoekshop บูธทำพวงกุญแจรีไซเคิลจากฝาขวดพลาสติก โดยคุณนันทิกา ซุยยังกรู ที่นำวัสดุเหลือใช้กลับมาสร้างสรรค์เป็นของใช้ เพื่อส่งเสริมแนวคิดการคัดแยกขยะและการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ซึ่งนักเรียนไ้ด้รวบรวมได้ 1000ฝา

นอกจากนี้ยังมี บูธ “ปลูกป่าในใจเรา” ที่มุ่งสร้างการพัฒนาจิตใจตนเอง รับรู้ความคิดภายในจิตใจ อารมณ์ของตนเอง และเหล่าอาสาสมัครกาชาด ร่วมจัด บูธอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถ่ายทอดความรู้และทักษะพื้นฐานในการช่วยเหลือผู้ที่เจ็บป่วยหรือประสบเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้ไปใช้ในการดูแลตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม

ด้าน สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย ร่วมจัดบูธกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพจิต โดยให้ความสำคัญกับแนวคิด “Deep Listening” หรือการฟังอย่างเข้าใจ ซึ่งเป็นการรับฟังอย่างตั้งใจ เปิดใจ และไม่ตัดสิน เพื่อให้เยาวชนเรียนรู้ที่จะเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ตลอดจนรู้จักสังเกตและดูแลจิตใจของคนรอบข้าง โดยเฉพาะเพื่อนและบุคคลใกล้ตัวที่อาจกำลังเผชิญกับความเครียดหรือปัญหาทางใจ

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญภายในงาน คือ เสวนาพิเศษ รับฟังด้วยใจ Deep Listening โดย คุณศรีอรุณ ธนะรัชติการนนท์ และคุณหทัยทิพย์ แสงอาภรณ์สุข จากสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย และ คุณภีรดา ศรีสาหร่าย นักจิตวิทยาและที่ปรึกษาชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม Wonder Kids Club ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพใจ การรับฟังอย่างเข้าใจ การไม่ตัดสินผู้อื่น และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้กับคนรอบตัว

นางสาวชมพูนุท จินตอาจารีย์ ผู้ก่อตั้งและประธานชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม Wonder Kids Club กล่าวว่า โครงการสัญจร “ เรียนรู้ ปลูกฝัง ป้องกัน และรักษ์โลก” เป็นกิจกรรมที่มุ่งบูรณาการการเรียนรู้ควบคู่กับการลงมือปฏิบัติจริง เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง พร้อมพัฒนาทักษะที่จำเป็น ทั้งด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม การปกกันและการดูแลสุขภาพใจ การช่วยเหลือผู้อื่น และการมีจิตสาธารณะ
“เราอยากให้เด็ก ๆ ไม่ได้เรียนรู้เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือการช่วยเหลือทางกายเท่านั้น แต่ยังอยากให้เรียนรู้การดูแลจิตใจของคนรอบข้างด้วย Deep Listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ เป็นทักษะที่ทุกคนสามารถฝึกได้ โดยเริ่มจากการรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสิน และพยายามเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย หากเด็กและเยาวชนรู้จักสังเกต รับฟัง และเข้าใจเพื่อนหรือคนใกล้ตัว ก็จะช่วยให้ผู้ที่กำลังเผชิญความทุกข์รู้สึกว่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง และสามารถช่วยส่งต่อให้ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมเมื่อจำเป็น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาที่อาจรุนแรงขึ้น ลดโรคซึมเศร้า ลดการฆ่าตัวตาย ”

นางสาวชมพูนุทกล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมดังกล่าว ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากวัยรุ่นเยาวชน โดยเฉพาะกิจกรรมด้านการรับฟังและการดูแลสุขภาพใจ

“กิจกรรมของเราเน้นให้เด็กและเยาวชนได้ทั้งความรู้และประสบการณ์จริง ผ่านฐานกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถนำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ และเราอยากขยายโอกาสการเรียนรู้ไปยังโรงเรียนต่าง ๆ มากขึ้น โรงเรียนใดที่สนใจนำกิจกรรม ‘สัญจร เรียนรู้ ปลูกฝัง ป้องกัน และรักษ์โลก’ ไปจัดให้กับนักเรียน สามารถติดต่อชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม Wonder Kids Club เพื่อประสานงานและร่วมกันออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียนได้”  นางสาวชมพูนุทกล่าว

การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงพลังความร่วมมือระหว่าง เด็กและเยาวชน โรงเรียน อาสาสมัคร และภาคีเครือข่าย ในการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้นอกห้องเรียน ส่งเสริมให้เยาวชนมีทักษะรอบด้าน รู้จักดูแลตนเองและผู้อื่น มีจิตสาธารณะ ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม และสามารถนำความรู้ไปต่อยอดเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและร่วมสร้างสังคมที่น่าอยู่และยั่งยืนต่อไป
กิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในโครงการพันธมิตรอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย

ขอขอบคุณโล่รางวัลจากโรงเรียนอัญสัมชัญสมุทรปราการที่มอบให้กับชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคมWonder Kids Club และภาคีเครือข่าย

เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

๔ พลังแห่งมนุษยธรรม…ที่โลกยุคนี้ขาดไม่ได้

โลกทุกวันนี้ไม่ได้ขาดคนเก่ง

ไม่ได้ขาดคนฉลาด
ไม่ได้ขาดเทคโนโลยี
ไม่ได้ขาดเงิน
และไม่ได้ขาดความรู้

แต่สิ่งหนึ่งที่โลกกำลังขาดอย่างหนัก
คือ “ความเป็นมนุษย์ต่อกัน”

เรามีเทคโนโลยีที่เชื่อมคนทั้งโลกเข้าหากัน
แต่คนกลับเหงามากขึ้น

เราสื่อสารกันได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง
แต่กลับเข้าใจกันน้อยลง

เรามีความเจริญทางวัตถุมากขึ้น
แต่ความขัดแย้งกลับมากขึ้น

เรามีความสามารถที่จะสร้างโลกให้ดีขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน
มนุษย์ก็มีความสามารถที่จะทำร้ายกัน
ทำร้ายสังคม
ทำร้ายธรรมชาติ
และทำร้ายโลกได้มากกว่าที่เคย

เพราะฉะนั้น สิ่งที่โลกต้องการในวันนี้
อาจไม่ใช่เพียง “คนที่เก่งขึ้น”

แต่คือ คนที่มีเมตตาขึ้น

และนี่คือเหตุผลว่า
ทำไมคำว่า

เมตตา
กรุณา
มุทิตา
อุเบกขา

จึงไม่ใช่เรื่องเก่า
ไม่ใช่เรื่องของคนเข้าวัดเท่านั้น
และไม่ใช่เรื่องของพระหรือผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น

แต่มันคือ รากฐานของการเป็นมนุษย์


เมตตา — อย่าเพิ่มความทุกข์ให้ใคร

เมตตาไม่ใช่แค่การพูดว่า
“ขอให้ทุกคนมีความสุข”

แต่คือการมีความปรารถนาอย่างจริงใจว่า
“ฉันจะไม่ทำให้ชีวิตของคนอื่นแย่ลงเพราะการมีอยู่ของฉัน”

ก่อนจะพูดอะไร
คิดก่อนว่าเขาจะเจ็บไหม

ก่อนจะโพสต์อะไร
คิดก่อนว่ามันกำลังทำร้ายใครหรือเปล่า

ก่อนจะโกรธใคร
ลองคิดว่าเขาก็มีความทุกข์ของเขาเหมือนกัน

ก่อนจะเอาเปรียบใคร
ถามตัวเองว่า
ถ้าฉันเป็นเขา ฉันอยากถูกกระทำแบบนี้ไหม

นี่แหละคือเมตตา

ถ้าคนในครอบครัวมีเมตตา
บ้านก็จะไม่กลายเป็นสนามรบ

ถ้าคนในสังคมมีเมตตา
ความเกลียดชังก็จะลดลง

ถ้าผู้นำมีเมตตา
การใช้อำนาจก็จะไม่กลายเป็นการกดขี่

ถ้ามนุษย์มีเมตตาต่อธรรมชาติ
เราก็จะไม่ทำลายป่า
ไม่ทำลายแม่น้ำ
ไม่ทำลายอากาศ
เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

เมตตาจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ

เมตตาคือพลังที่ทำให้มนุษย์
“หยุดตัวเอง” ก่อนที่จะสร้างความทุกข์ให้โลก


กรุณา — เมื่อเห็นคนทุกข์ เราไม่เดินผ่าน

เมตตาคือ
“ฉันไม่อยากให้เธอทุกข์”

แต่กรุณาคือ
“เมื่อเห็นเธอทุกข์ ฉันจะไม่เพิกเฉย”

เห็นคนล้ม
เราไม่หัวเราะ

เห็นคนร้องไห้
เราไม่ซ้ำเติม

เห็นคนลำบาก
เราไม่ดูถูก

เห็นคนผิดพลาด
เราไม่เหยียบย่ำให้จมลงไปกว่าเดิม

นี่คือกรุณา

โลกจะเปลี่ยนไปทันที
ถ้ามนุษย์เลิกถามเพียงว่า

“เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับฉัน?”

แล้วหันมาถามว่า

“ฉันช่วยอะไรได้บ้าง?”

สังคมที่ไม่มีกรุณา
คือสังคมที่คนล้มแล้วไม่มีใครยื่นมือ

คนแก่ถูกทอดทิ้ง
เด็กถูกละเลย
คนจนถูกมองข้าม
คนพิการถูกกีดกัน
คนที่ผิดพลาดถูกตราหน้า
และคนที่กำลังทุกข์
ต้องทุกข์อยู่เพียงลำพัง

เพราะฉะนั้นกรุณาจึงเป็นหัวใจของ
การช่วยเหลือสังคม
การสาธารณสุข
การศึกษา
การดูแลผู้สูงอายุ
การช่วยเหลือผู้ประสบภัย
และการสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


มุทิตา — เมื่อคนอื่นได้ดี เราไม่ต้องทุกข์

หนึ่งในโรคที่ร้ายแรงของสังคมยุคใหม่คือ
“การเปรียบเทียบ”

เขาสวยกว่า
เขารวยกว่า
เขาประสบความสำเร็จกว่า
เขามีบ้านใหญ่กว่า
เขามีรถดีกว่า
เขามีคนรัก
เขามีชื่อเสียง
เขามีคนติดตามมากกว่า

แล้วเราก็ทุกข์

บางครั้งเราไม่ได้ทุกข์เพราะเราไม่มีความสุข

แต่เราทุกข์
เพราะเห็นคนอื่นมีความสุข

นี่คือสิ่งที่มุทิตาเข้ามาเยียวยา

มุทิตา คือการยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี

เพื่อนประสบความสำเร็จ
เรายินดี

ลูกประสบความสำเร็จ
เราภูมิใจ

คนอื่นมีชีวิตที่ดี
เราไม่ต้องอิจฉา

เพราะความสุขของคนอื่น
ไม่ได้ทำให้ความสุขของเราลดลง

ถ้าคนในสังคมมีมุทิตา
การแข่งขันจะไม่จำเป็นต้องกลายเป็นการทำลายกัน

เราจะสามารถเก่ง
โดยไม่ต้องเหยียบคนอื่น

เราจะสามารถประสบความสำเร็จ
โดยไม่ต้องอิจฉาความสำเร็จของใคร

และเราจะสามารถมองคนอื่นเติบโต
แล้วพูดได้จากหัวใจว่า

“ดีใจกับคุณด้วย”

นี่คือความงดงามของจิตใจมนุษย์


อุเบกขา — รักโดยไม่ยึด ตัดสินโดยไม่ลำเอียง

อุเบกขาไม่ได้แปลว่า
“ไม่สนใจใคร”

และไม่ได้แปลว่า
“เห็นคนทุกข์แล้วเฉย”

อุเบกขาคือ
การมีใจมั่นคง ไม่ถูกลากไปด้วยอารมณ์

รักก็ไม่หลง
โกรธก็ไม่ทำร้าย
เกลียดก็ไม่แก้แค้น
ชอบก็ไม่ลำเอียง
ไม่ชอบก็ไม่อยุติธรรม

ในโลกที่ทุกคนกำลังถูกอารมณ์ลากไป
อุเบกขาคือการหยุด

ก่อนจะตอบโต้
หยุด

ก่อนจะด่า
หยุด

ก่อนจะตัดสินใคร
หยุด

ก่อนจะโพสต์สิ่งที่เกิดจากความโกรธ
หยุด

เพราะบางครั้ง
หนึ่งวินาทีที่เราหยุดได้
อาจป้องกันความเสียหายที่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อแก้ไข

อุเบกขาจึงเป็นภูมิคุ้มกันของจิตใจ

ทำให้เราไม่กลายเป็นทาสของ
ความโกรธ
ความเกลียด
ความกลัว
ความหลง
และความอยากเอาชนะ


๔ ธรรมะนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ในวัด

มันอยู่ในบ้าน

อยู่ในโรงเรียน

อยู่ในมหาวิทยาลัย

อยู่ในบริษัท

อยู่ในโรงพยาบาล

อยู่ในรัฐสภา

อยู่ในโลกออนไลน์

อยู่ในการเมือง

อยู่ในเศรษฐกิจ

อยู่ในการดูแลสิ่งแวดล้อม

และอยู่ในทุกความสัมพันธ์ของมนุษย์

เมตตา ทำให้เราไม่ทำร้าย

กรุณา ทำให้เราไม่ทอดทิ้ง

มุทิตา ทำให้เราไม่อิจฉา

อุเบกขา ทำให้เราไม่ถูกอารมณ์ครอบงำ

ลองคิดดูว่า
ถ้าคนทั้งโลกมี ๔ สิ่งนี้มากขึ้น

จะเหลืออะไรให้มนุษย์ต้องทำร้ายกันอีกมากมาย?

สงครามจำนวนมากเกิดจากความเกลียด

ความขัดแย้งเกิดจากการไม่เข้าใจ

ความรุนแรงเกิดจากการไม่ควบคุมอารมณ์

ความอิจฉาสร้างการแข่งขันที่ทำลายกัน

การเอาเปรียบเกิดจากการเห็นแก่ตัว

การทำลายธรรมชาติเกิดจากการคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง

เพราะฉะนั้น
สันติภาพไม่ได้เริ่มต้นที่โต๊ะเจรจาระหว่างประเทศ

สันติภาพเริ่มต้นที่
ใจของมนุษย์แต่ละคน

เริ่มจากฉัน
เริ่มจากคุณ
เริ่มจากครอบครัว
เริ่มจากชุมชน
แล้วจึงขยายออกไปสู่สังคมและโลก


ถ้าอยากเปลี่ยนโลก อย่าเริ่มจากการเปลี่ยนคนอื่น

เริ่มจากใจตัวเอง

เมตตากับคนที่อยู่ตรงหน้า

กรุณากับคนที่กำลังลำบาก

มุทิตากับคนที่กำลังประสบความสำเร็จ

อุเบกขาเมื่อถูกกระทบ

ไม่เบียดเบียน
ไม่ซ้ำเติม
ไม่อิจฉา
ไม่แก้แค้น

เพียงเท่านี้
โลกหนึ่งใบก็เริ่มเปลี่ยนแล้ว

เพราะโลกไม่ได้สร้างขึ้นจากประเทศต่าง ๆ เท่านั้น

โลกสร้างขึ้นจาก
จิตใจของมนุษย์นับพันล้านดวง

ถ้าจิตใจเต็มไปด้วยความโลภ
โลกก็เต็มไปด้วยการเอาเปรียบ

ถ้าจิตใจเต็มไปด้วยความโกรธ
โลกก็เต็มไปด้วยความรุนแรง

ถ้าจิตใจเต็มไปด้วยความอิจฉา
โลกก็เต็มไปด้วยการแข่งขันที่ทำร้ายกัน

แต่ถ้าจิตใจเต็มไปด้วย

เมตตา
กรุณา
มุทิตา
อุเบกขา

โลกก็จะมีโอกาสเต็มไปด้วย

ความเข้าใจ
การช่วยเหลือ
การแบ่งปัน
ความยุติธรรม
และสันติภาพ


ธรรมะ ๔ คำที่อาจเปลี่ยนโลก

บางคนถามว่า

“ทำไมต้องปฏิบัติธรรม?”

คำตอบอาจไม่ได้ซับซ้อนเลย

เพราะเราอยู่ในโลกที่มีการกระทบกันตลอดเวลา

ตาเห็น
หูได้ยิน
ใจรู้สึก
แล้วเกิดความรัก ความเกลียด ความโกรธ ความกลัว ความอยาก

ถ้าเราไม่ฝึกใจ
เราก็จะตอบโลกด้วยกิเลส

แต่ถ้าเราฝึกใจ
เราจะเริ่มตอบโลกด้วยปัญญา

เมตตา ทำให้เราไม่เบียดเบียน

กรุณา ทำให้เราไม่ทอดทิ้ง

มุทิตา ทำให้เราไม่ริษยา

อุเบกขา ทำให้เราไม่หวั่นไหว

นี่จึงไม่ใช่เพียงหลักธรรมสำหรับพระ

แต่เป็น ทักษะชีวิตของมนุษย์

เป็นภูมิคุ้มกันของครอบครัว

เป็นรากฐานของสังคม

เป็นวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ

และเป็นหนึ่งในหนทางสำคัญของการฝึกจิตให้พ้นจากการถูกกิเลสครอบงำ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว
การปฏิบัติธรรมไม่ได้หมายความว่า
เราจะหนีออกจากโลก

แต่คือการเรียนรู้ว่า

เราจะอยู่ในโลกอย่างไร
โดยไม่สร้างทุกข์ให้ตัวเอง
และไม่สร้างทุกข์ให้ผู้อื่น


และบางที…สันติภาพโลกที่เราตามหา

อาจไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลย

มันอาจเริ่มจาก
การที่เราหยุดทำร้ายคนหนึ่งคน

ช่วยเหลือคนหนึ่งคน

ให้อภัยคนหนึ่งคน

ยินดีกับคนหนึ่งคน

และควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้
ในวันที่ถูกกระทบ

เพราะเมื่อมนุษย์หนึ่งคนเปลี่ยนใจ
ครอบครัวหนึ่งครอบครัวก็เปลี่ยน

เมื่อครอบครัวเปลี่ยน
ชุมชนก็เปลี่ยน

เมื่อชุมชนเปลี่ยน
สังคมก็เปลี่ยน

และเมื่อจิตใจของมนุษย์เปลี่ยนมากพอ

โลกก็เปลี่ยน

ดังนั้น…

อย่าถามเพียงว่า

“โลกจะให้อะไรกับฉัน?”

ลองถามตัวเองว่า

“วันนี้…ฉันกำลังให้อะไรแก่โลก?”

ให้เมตตา
เมื่อโลกเต็มไปด้วยความเกลียด

ให้กรุณา
เมื่อโลกเต็มไปด้วยความทุกข์

ให้มุทิตา
เมื่อโลกเต็มไปด้วยความอิจฉา

และให้อุเบกขา
เมื่อโลกเต็มไปด้วยความโกรธและความวุ่นวาย

เพราะบางที…

การเปลี่ยนแปลงโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนโลก

แต่มันเริ่มจาก
การเปลี่ยนหัวใจของมนุษย์หนึ่งคน

และมนุษย์คนนั้น…

อาจเป็นเรา

แสดงโดย ธรรมจารย์ เต้าฝ่า วัดกวงหมิงซัน ไทเป ไต้หวัน
การเขียน
การเขียน
เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

๔ พลังแห่งมนุษยธรรม…ที่โลกยุคนี้ขาดไม่ได้

โลกทุกวันนี้ไม่ได้ขาดคนเก่ง

ไม่ได้ขาดคนฉลาด
ไม่ได้ขาดเทคโนโลยี
ไม่ได้ขาดเงิน
และไม่ได้ขาดความรู้

แต่สิ่งหนึ่งที่โลกกำลังขาดอย่างหนัก
คือ “ความเป็นมนุษย์ต่อกัน”

เรามีเทคโนโลยีที่เชื่อมคนทั้งโลกเข้าหากัน
แต่คนกลับเหงามากขึ้น

เราสื่อสารกันได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง
แต่กลับเข้าใจกันน้อยลง

เรามีความเจริญทางวัตถุมากขึ้น
แต่ความขัดแย้งกลับมากขึ้น

เรามีความสามารถที่จะสร้างโลกให้ดีขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน
มนุษย์ก็มีความสามารถที่จะทำร้ายกัน
ทำร้ายสังคม
ทำร้ายธรรมชาติ
และทำร้ายโลกได้มากกว่าที่เคย

เพราะฉะนั้น สิ่งที่โลกต้องการในวันนี้
อาจไม่ใช่เพียง “คนที่เก่งขึ้น”

แต่คือ คนที่มีเมตตาขึ้น

และนี่คือเหตุผลว่า
ทำไมคำว่า

เมตตา
กรุณา
มุทิตา
อุเบกขา

จึงไม่ใช่เรื่องเก่า
ไม่ใช่เรื่องของคนเข้าวัดเท่านั้น
และไม่ใช่เรื่องของพระหรือผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น

แต่มันคือ รากฐานของการเป็นมนุษย์


เมตตา — อย่าเพิ่มความทุกข์ให้ใคร

เมตตาไม่ใช่แค่การพูดว่า
“ขอให้ทุกคนมีความสุข”

แต่คือการมีความปรารถนาอย่างจริงใจว่า
“ฉันจะไม่ทำให้ชีวิตของคนอื่นแย่ลงเพราะการมีอยู่ของฉัน”

ก่อนจะพูดอะไร
คิดก่อนว่าเขาจะเจ็บไหม

ก่อนจะโพสต์อะไร
คิดก่อนว่ามันกำลังทำร้ายใครหรือเปล่า

ก่อนจะโกรธใคร
ลองคิดว่าเขาก็มีความทุกข์ของเขาเหมือนกัน

ก่อนจะเอาเปรียบใคร
ถามตัวเองว่า
ถ้าฉันเป็นเขา ฉันอยากถูกกระทำแบบนี้ไหม

นี่แหละคือเมตตา

ถ้าคนในครอบครัวมีเมตตา
บ้านก็จะไม่กลายเป็นสนามรบ

ถ้าคนในสังคมมีเมตตา
ความเกลียดชังก็จะลดลง

ถ้าผู้นำมีเมตตา
การใช้อำนาจก็จะไม่กลายเป็นการกดขี่

ถ้ามนุษย์มีเมตตาต่อธรรมชาติ
เราก็จะไม่ทำลายป่า
ไม่ทำลายแม่น้ำ
ไม่ทำลายอากาศ
เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

เมตตาจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ

เมตตาคือพลังที่ทำให้มนุษย์
“หยุดตัวเอง” ก่อนที่จะสร้างความทุกข์ให้โลก


กรุณา — เมื่อเห็นคนทุกข์ เราไม่เดินผ่าน

เมตตาคือ
“ฉันไม่อยากให้เธอทุกข์”

แต่กรุณาคือ
“เมื่อเห็นเธอทุกข์ ฉันจะไม่เพิกเฉย”

เห็นคนล้ม
เราไม่หัวเราะ

เห็นคนร้องไห้
เราไม่ซ้ำเติม

เห็นคนลำบาก
เราไม่ดูถูก

เห็นคนผิดพลาด
เราไม่เหยียบย่ำให้จมลงไปกว่าเดิม

นี่คือกรุณา

โลกจะเปลี่ยนไปทันที
ถ้ามนุษย์เลิกถามเพียงว่า

“เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับฉัน?”

แล้วหันมาถามว่า

“ฉันช่วยอะไรได้บ้าง?”

สังคมที่ไม่มีกรุณา
คือสังคมที่คนล้มแล้วไม่มีใครยื่นมือ

คนแก่ถูกทอดทิ้ง
เด็กถูกละเลย
คนจนถูกมองข้าม
คนพิการถูกกีดกัน
คนที่ผิดพลาดถูกตราหน้า
และคนที่กำลังทุกข์
ต้องทุกข์อยู่เพียงลำพัง

เพราะฉะนั้นกรุณาจึงเป็นหัวใจของ
การช่วยเหลือสังคม
การสาธารณสุข
การศึกษา
การดูแลผู้สูงอายุ
การช่วยเหลือผู้ประสบภัย
และการสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


มุทิตา — เมื่อคนอื่นได้ดี เราไม่ต้องทุกข์

หนึ่งในโรคที่ร้ายแรงของสังคมยุคใหม่คือ
“การเปรียบเทียบ”

เขาสวยกว่า
เขารวยกว่า
เขาประสบความสำเร็จกว่า
เขามีบ้านใหญ่กว่า
เขามีรถดีกว่า
เขามีคนรัก
เขามีชื่อเสียง
เขามีคนติดตามมากกว่า

แล้วเราก็ทุกข์

บางครั้งเราไม่ได้ทุกข์เพราะเราไม่มีความสุข

แต่เราทุกข์
เพราะเห็นคนอื่นมีความสุข

นี่คือสิ่งที่มุทิตาเข้ามาเยียวยา

มุทิตา คือการยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี

เพื่อนประสบความสำเร็จ
เรายินดี

ลูกประสบความสำเร็จ
เราภูมิใจ

คนอื่นมีชีวิตที่ดี
เราไม่ต้องอิจฉา

เพราะความสุขของคนอื่น
ไม่ได้ทำให้ความสุขของเราลดลง

ถ้าคนในสังคมมีมุทิตา
การแข่งขันจะไม่จำเป็นต้องกลายเป็นการทำลายกัน

เราจะสามารถเก่ง
โดยไม่ต้องเหยียบคนอื่น

เราจะสามารถประสบความสำเร็จ
โดยไม่ต้องอิจฉาความสำเร็จของใคร

และเราจะสามารถมองคนอื่นเติบโต
แล้วพูดได้จากหัวใจว่า

“ดีใจกับคุณด้วย”

นี่คือความงดงามของจิตใจมนุษย์


อุเบกขา — รักโดยไม่ยึด ตัดสินโดยไม่ลำเอียง

อุเบกขาไม่ได้แปลว่า
“ไม

ลำพูนขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาปีงบประมาณ 2570 มุ่งสู่ “เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนความพอเพียง”

จังหวัดลำพูนขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาปีงบประมาณ 2570 มุ่งสู่ “เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนความพอเพียง” ชู 4 ประเด็นหลัก ต่อยอดทุนวัฒนธรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

จังหวัดลำพูนเดินหน้ากำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายใต้เป้าหมาย “เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนความพอเพียง” มุ่งต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น และศักยภาพด้านเศรษฐกิจ ควบคู่การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน

นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เปิดเผยภายในกิจกรรม “ผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดพบสื่อมวลชนและเครือข่ายประชาสัมพันธ์” ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมบัวแก้ว โรงแรมเดอะแกรนด์จามจุรี รีสอร์ท ลำพูน อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ว่า จังหวัดลำพูนได้กำหนดประเด็นการพัฒนาสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 4 ประเด็นหลัก เพื่อใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดให้สอดคล้องกับศักยภาพและบริบทของพื้นที่

สำหรับประเด็นการพัฒนาที่จังหวัดลำพูนให้ความสำคัญ ประกอบด้วย การพัฒนาเมืองแห่งวัฒนธรรม อัตลักษณ์วิถี และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ รวมถึงการพัฒนาเมืองแห่งอุตสาหกรรม หัตถอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้หัวหน้าส่วนราชการและเครือข่ายประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน ร่วมสื่อสารผลการดำเนินงาน ตลอดจนทิศทางการขับเคลื่อนจังหวัดในมิติเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ เพื่อถ่ายทอดไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึงและสร้างความเข้าใจร่วมกันในการพัฒนาจังหวัด

นายปิยพงศ์ กล่าวว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ได้ลงพื้นที่ครบทั้ง 8 อำเภอ เพื่อรับฟังปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอจากประชาชน รวมทั้งประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จังหวัดลำพูนได้ขับเคลื่อน “9 วาระจังหวัด” ครอบคลุม 3 มิติสำคัญ เพื่อให้การพัฒนาจังหวัดเกิดผลเป็นรูปธรรมและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

ในมิติด้านเศรษฐกิจ จังหวัดลำพูนมุ่งขับเคลื่อน “เกษตรอุตสาหกรรมสมดุลสร้างสรรค์” โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงภาคการเกษตรกับภาคอุตสาหกรรม การเพิ่มมูลค่าสินค้าและผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการรักษาสมดุลด้านสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

สำหรับทิศทางการพัฒนาจังหวัดลำพูนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จะมุ่งเน้นการบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน โดยใช้ศักยภาพและอัตลักษณ์ของจังหวัดเป็นฐานในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และสร้างการเติบโตที่สมดุล ภายใต้เป้าหมาย “เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนความพอเพียง” เพื่อให้จังหวัดลำพูนก้าวไปสู่การเป็นเมืองที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

วรกฤษณ์ มหิทธิ มหานครข่าว ลำพูนรายงาน

ลำพูนเปิด “ข่วงลานนา Lanna Space” ลานกิจกรรมแห่งใหม่

ลำพูนเปิด “ข่วงลานนา Lanna Space” ลานกิจกรรมแห่งใหม่ ประเดิม “Lanna Lantern Festival 2026” ยกระดับวัฒนธรรม–ท่องเที่ยวสู่เวทีสากล

ลำพูน – จังหวัดลำพูนเปิดตัว “ข่วงลานนา – Lanna Space” ลานกิจกรรมแห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 20 ไร่ ในตำบลศรีบัวบาน อำเภอเมืองลำพูน พร้อมประเดิมจัดงาน “เทศกาลโคมลานนา Lanna Lantern Festival: LLF 2026” รับเทศกาลลอยกระทง มุ่งนำทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของลำพูนมาสร้างมูลค่า ยกระดับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 18.00 น. ที่ตำบลศรีบัวบาน อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ข่วงลานนา” และงานโคมลอยลานนา LLF 2026 โดยมี นางณัษฐพร ชูวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดลำพูน/ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลำพูน นางสาวเบญจวรรณ มีเผือก รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายสบธนา อั๋นประเสริฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลำปาง ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดลำปางและลำพูน ตลอดจนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชน และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมงาน

โครงการ “ข่วงลานนา” เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของ คุณพ่อสอน และแม่สุนันทา อินแก้ว เจ้าของพื้นที่ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ทุ่งนา โดยมีแนวคิดปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เกิดประโยชน์และมีคุณค่า พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว ชุมชน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในจังหวัดลำพูน

ด้วยเล็งเห็นถึงทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นของจังหวัดลำพูน จึงพัฒนาพื้นที่ “ข่วงลานนา – Lanna Space” บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมทั้งในระดับจังหวัดและภาคเหนือ ตลอดจนมุ่งยกระดับงานท้องถิ่นสู่งานเทศกาลระดับประเทศและนานาชาติ พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Co-Working Event” โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการจัดกิจกรรมอย่างครบครัน

สำหรับงานแรกที่กำหนดจัดขึ้น คือ “เทศกาลโคมลานนา Lanna Lantern Festival: LLF 2026” ในช่วงเทศกาลลอยกระทง โดยนำประเพณีแขวนโคมลานนาแบบลำพูน ประเพณีโคมลอยยี่เป็ง และประเพณีลอยกระทง มาบูรณาการไว้ภายในงานเดียวกัน

ภายในงานจะนำเสนอศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์หลักในจังหวัดลำพูน 5 กลุ่ม ได้แก่ ไทยอง ไทยยวน ไทลื้อ กะเหรี่ยง และมอญ ผ่านอาหารพื้นถิ่น กิจกรรมสาธิตการทอผ้า การจักสาน การแสดงศิลปวัฒนธรรม รวมถึงกิจกรรม DIY เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้และลงมือทำด้วยตนเอง อาทิ การทำกระทง การทำโคมแขวน การทำตุง และการเขียนอักษรพื้นเมือง เพื่อสร้างประสบการณ์และความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ด้านบัตรเข้าร่วมกิจกรรมโคมลอย มีราคาสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปตั้งแต่ 3,900–9,999 บาท โดยรวมบริการรถรับส่ง อาหาร กิจกรรมสาธิตในหมู่บ้านชาติพันธุ์ กิจกรรม DIY การแขวนโคมเงี้ยว การลอยกระทง การชมการแสดงพลุไฟ และกิจกรรมลอยโคมกว่า 10,000 ดวง เต็มท้องฟ้า

ขณะเดียวกัน ผู้จัดงานได้จัดทำบัตรราคาพิเศษสำหรับคนไทยในราคา 1,999 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้สัมผัสเสน่ห์และคุณค่าของประเพณีโคมลอยล้านนา โดยการจัดงานให้ความสำคัญกับแนวทาง Low Carbon และเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากการจัดเทศกาลโคมลานนาแล้ว “ข่วงลานนา” ยังมีเป้าหมายในการใช้ศักยภาพของพื้นที่ ผู้คน จารีตประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่น มาต่อยอดและเพิ่มมูลค่าเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักเดินทางทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ควบคู่กับการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดอัตลักษณ์ของท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน และลดปัญหาการย้ายถิ่นฐานของคนในชุมชน

ทั้งนี้ มีแผนจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ งานเทศกาลของดีลำพูน เทศกาลอาหาร เทศกาลบอลลูน เทศกาลรื่นเริง คอนเสิร์ต รวมถึงเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ เช่าสถานที่เพื่อจัดงานเปิดตัว งานเลี้ยง งานแต่งงานในรูปแบบล้านนาไทย และกิจกรรมอื่น ๆ

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ทีมฝ่ายขาย ตลาดและพัฒนาโครงการ คุณวนิชดา โทร. 098-295-59962, คุณฤษดา โทร. 091-072-6293 หรือ คุณวารุณี ที่ปรึกษาโครงการ โทร. 081-885-5380