

(สแกนคิวอาร์โค้ด เพื่ออ่านฉบับเต็ม)
เช้าวันที่ 31 ธ.ค.68 ที่สำนักงานรามอินทรา ศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา ภายใต้สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงผลวิเคราะห์การสื่อสาร ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ชายแดนไทย-กัมพูชา ยุคดิจิตอล ปะทะรอบ 2 (13-27 ธันวาคม 2568) ว่า ได้พบ 2 วิธีการสร้างเนื้อหาข่าวสารปลอม และ 5 เหตุการณ์ที่น่าสนใจ
คือ 1.เขมรจ้างล็อบบี้ยิสต์สร้างเนื้อหาข่าวสารปลอม ซึ่งครั้งที่แล้วก็เคยจ้างนักข่าวปลอม มาแล้ว 2.เขมรใช้ AI สร้างข่าวปลอม ส่วน 5 เหตุการณ์ที่น่าสนใจ คือ 1.ทหารไทยมีการถล่มรังสแกมเมอร์ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้น ของ “วาระโลก ในการทำสงครามกับสแกมเมอร์ ” เพื่อช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ และการตามล่าตัวอาชญากรไซเบอร์ ต่อไปในอนาคต 2.ความไม่ศักดิ์สิทธิ์ของประเทศตัวกลาง 3.บทบาทที่โดดเด่นของกระทรวงการต่างประเทศไทย 4.ความเป็นเอกภาพของประเทศไทย 5.บทบาทที่โดดเด่นของฝ่ายค้านพลัดถิ่นกัมพูชา
ก่อนการปะทะรอบ 2 มีการสื่อสาร เชิงบ่มเพาะความขัดแย้ง ด้วยการย้ำประเด็น “ความไม่จริงใจ” เช่น “อย่าไว้ใจเขมร” “เชื่อไม่ได้ ลอบกัด” “แอบลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด” “ใช้โดรนสอดแนม” ใช้คำรุกเร้า “เสียขาอีกแล้ว จะทนทำไม” ซึ่งเป็นช่วงเปราะบาง เพราะเพิ่งปะทะกันเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว สิ่งเร้าภายนอกที่ผสมอีกประการคือ การเรียกร้อง เมื่อเกิดการตายของชาวเกาหลีใต้ การตกตึกตายของคนไทยหลายราย ชาวอินโดนีเซีย ถูกทำร้ายร่างกาย ในเขมร
ซึ่งการสื่อสารในโซเชียลมีเดีย มีบทบาทสำคัญของทั้ง 2 ฝ่าย ดังเห็นจาก ระดับผู้นำจิตวิญญาณ นายฮุน เซน ที่โพสต์ในเฟสบุ๊กว่า กุมความลับ นักการเมืองไทยเทาหลายคน อีกทั้งการระบุกร้าว ว่า “ปิดด่าน 100 ปีเขมรก็ไม่ล่มสลาย” “การขอคืนเชลยศึก 18 คน” รวมทั้งการแบนสินค้าไทย
ส่วนผู้นำไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ยังคงวาทะกรรมรัฐบาลจะไม่ยอมสูญเสียดินแดนแม้แต่นิ้วเดียว และถ้อยคำ “ใครเปิดด่าน คนนั้นเป็นหมา” “หน้าที่เรา รักษาสืบไป” เป็นต้น
ระดับผู้ปฏิบัติ ผู้ตาม คือ ทหาร และประชาชน ก็อยู่ในอาการอยากบวก เช่น วลี ให้จบที่รุ่นเรา ทวงคืนแผ่นดิน ทำลายให้สิ้นสภาพ โดยทหารได้กำหนดชื่อยุทธการ ซึ่งหมายถึง เอาจริงอย่างมีแผนการ มีแรงผลักดันที่ทรงพลังจากภายในใจ ในระดับสื่อมวลชน ทั้งสื่อหลัก และสื่อรอง นำเสนอเนื้อหาด้วยการแฉธุรกิจสีดำของเครือข่าย ในเขมร นำเสนอความเคลื่อนไหวการปะทะ อย่างต่อเนื่อง ดูได้จากฟีดข่าวขึ้นตลอดเวลา
ส่วนระดับคนกลาง มหาอำนาจ อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีนที่ออกมาเรียกร้องให้หยุดยิง เกิดความไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าไว้ใจ มีความย้อนแย้ง ดูลำเอียง เช่น แอบส่งอาวุธให้ ส่งความช่วยเหลือโดยอ้างว่าช่วยด้านมนุษยธรรม จึ่งไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าศรัทธา จนหมดความศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงผู้นำของสหรัฐอเมริกา ได้ใช้คำศัพท์ที่ดูเหมือนรับข้อมูลปลอมมาจาก “ล็อบบี้ยิสต์” ซึ่งเป็นข้อมูลด้านเดียวด้วยข้อความว่า “การเหยียบทุ่นระเบิดเป็นอุบัติเหตุ”
ส่วนการโพสต์ลงเพจนายฮุน เซน ผู้นำจิตวิญาณ ประเทศกัมพูชา ได้เผยแพร่ภาพ บุน รานี ภริยาออก เยี่ยมผู้บาดเจ็บ ออกประกาศห้ามถ่ายรูปทหาร อาวุธ ห้ามวิจารณ์รัฐบาล และประกาศไม่ยอมรับแนวเขตใหม่ที่เกิดจากการใช้กำลัง ส่วนประเทศไทย ไม่มีบทบาทของผู้นำจิตวิญาณ
ผู้นำรัฐบาล/นักการเมืองกัมพูชา ภาพถ่ายกับนานาประเทศ เพื่อบอกความสำเร็จ การยอมรับ เนื้อหารณรงค์ไม่พ่ายแพ้ ดูแลประชาชนได้ พาชุมนุมฝูงชนทำกิจกรรมเรียกร้องสันติภาพ การตรวจเยี่ยมประชาชนออกพบปะการทูต และเรียกร้องต่างชาติงดขายอาวุธให้ไทย มีการจ้างล็อบบี้ยิสต์ ทั้งนี้ เพื่อสร้างสถานการณ์ ด้านข่าวสาร สร้างความชอบธรรม ให้กับประเทศกัมพูชา ที่เรียกว่า การใช้โลกล้อมไทย ซึ่งครั้งที่แล้วก็เคยจ้างนักข่าวปลอมมาแล้ว
ส่วนนายกรัฐมนตรีไทยโพสต์สั้นๆ เช่น “หน้าที่เรา รักษาสืบไป” “ไฟเขียวกองทัพตอบโต้”โพสต์ กร้าว อันวาร์-ทรัมป์ ไม่ต้องเตือนไทยถ้าอยากให้สงบไปบอกฝ่ายรุกรานให้หยุดยิงก่อน โพสต์ภาพนั่งหัวโต๊ะประชุมทหารระดับสูง ตรวจเยี่ยมประชาชน ทหารบาดเจ็บและหลั่งน้ำตา ตรวจเยี่ยมสถานที่ยึดได้ ไปร่วมงานศพ และก้มกราบศพทหาร
ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย มีบทบาทโดดเด่น นำเรื่องเข้าและกล่าวถ้อยแถลงอนุสัญญาออตตาวา ในที่ประชุมระดับนานาชาติ การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 22 ณ นครเจนีวา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 อีกทั้งการพบปะการทูตอย่างต่อเนื่อง ในเชิงรุกเพื่อหาเหตุผลหักล้างกัมพูชา สร้างความชอบธรรมให้กับประเทศไทย
ด้านทหารไทย โพสต์ภาพปฏิบัติการทางทหาร นายทหารระดับสูงเยี่ยมผู้บาดเจ็บ ตรวจเยี่ยม สถานที่ยึดได้ ภาพการปักธงชาติสถาปนา ร้องเพลงชาติ ภาพรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง การเลี้ยงสัตว์ระหว่างสงคราม คลิปยกย่องวีรกรรมหน่วยงาน คลิปสดุดีวีรกรรมผู้เสียชีวิต ภาพทหารบาดเจ็บจากเหตุต่างๆ ภาพความแม่นยำการใช้อาวุธ ภาพดัดแปลงรถหุ้มเกราะด้วยท่อนไม้ การทำลายฝ่ายตรงข้ามได้ เช่น เขมรโชว์ภาพโดรนไทยตก ภาพทหารไทยเก็บศพทหารเขมร ภาพทหารไทยยึดธนบัตรปลอม
อย่างไรก็ตามหนีไม่พ้นประเด็นละเอียดอ่อน อย่างภาพยึดอาวุธจากประเทศจีน ภาพยึดสินสงคราม อาร์มสัญลักษณ์ ภาพรื้อถอนสิ่งสมมติ ภาพวงจรปิดแบบสดๆ ของจีนเทา นาทีทหารไทยบุกเข้าตรวจค้นในตึก ซึ่งน่าวิตกกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ ซึ่งอาจมีดรามาตามมา
ประชาชน ในที่นี้ขอใช้คำว่า อินฟลูเอนเซอร์ เช่น สายพระแปรพักตร์ คลิปหลุด ขอเจรจาหยุดยิง สายวิชาการ ติง ดึงสติ ยกกฎหมายระหว่างประเทศ อิงประวัติศาสตร์ สายมู (หมอดู) ทำนาย อาถรรพ์วิญญาณ สายทหาร ข้าราชการเกษียณ ออกมาวิจารณ์ ชี้แนะ แจ้งข่าวเชิงลึก วิเคราะห์ บรรยายแสนยานุภาพ เล่าประสบการณ์
นอกจากนั้นยัง พบว่า อินฟลูเอนเซอร์ ทหารเกษียณ ที่ ลงสมัคร สส. ผู้ออกมาวิจารณ์ ชี้แนะ จนโด่งดังกลายเป็นผู้ติดโพลล์นักการเมืองที่คนไทยจะเลือก
เกี่ยวกับการต่อต้านข่าวปลอม พบว่าทางการไทยทำลายน้ำข่าวปลอมทับ มีการแถลงต่อต้านข่าวปลอมอย่างทันท่วงที รวมทั้งการทำอินโฟกราฟิก แผนที่เพื่อให้เข้าใจง่าย และออกแถลงในหลายภาษา
ในการปะทะ มีวิธีการทางอ้อม (วิธีหลังบ้าน) อย่างการสนับสนุน เช่น แฮกเกอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สนับสนุนโดรน มีการรีพอร์ต ให้ช่องปลิว และการรุมรีวิว ในเว็บอื่นๆ เช่น ความปลอดภัย ในการท่องเที่ยว เช่น trip.com เป็นต้น
ระหว่างการปะทะครั้งที่ 2 ซิงเกิลเกตเวย์ (Single Gateway) ของนายฮุน เซน น่าจะถูกทลายลง เพราะเริ่มมีความสงสัยจากชาวกัมพูชาด้วยกันเอง คือได้ข้อมูลจากนายสม รังสี ฝ่ายค้านพลัดถิ่น และสื่อฝั่งประเทศไทย กรณียึดคืนพื้นที่ จนมีความพยายามทำ AI แก้ข่าว รวมถึงมีประกาศห้ามแชร์ข่าวจากประเทศไทย โดยอ้างว่าเป็นข่าวปลอม โดยจะดำเนินคดีกับผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งเป็นการสื่อสารแนวตั้งรับ
การปะทะครั้งที่ 2 เกิดความไม่มีประสิทธิภาพของข้อมูลลับ เกิดจากความเสื่อมจาก ตัวฮุน เซน เอง ในการกุมข้อมูลความลับ ของผู้อื่น ที่เป็นข้อมูลจะนำมาแบล็กเมล์ (Blackmail) เพราะประเด็นไม่แรงพอ ส่วนการขู่ว่าจะเปิดเผยรายชื่อนักการเมืองไทยเทาก็เก็บงำ ข้อมูลไว้นานจนเกินไป ที่เรียกว่า “มัวแต่ออกแขก ไม่ยอมแสดงสะที” ซึ่งคนไทยเองก็เบื่อ และสืบเสาะจนทราบเองแล้ว แตกต่างจากการปะทะครั้งที่ 1 ซึ่งประสิทธิภาพของข้อมูลลับนำมาแบล็กเมล์ (Blackmail) มีสูงมาก
การปะทะครั้งที่ 2 เกิดความมีประสิทธิภาพของการสื่อสารไทย เกิดจากความเป็นเอกภาพของประเทศไทย ซึ่งต่างจากการปะทะครั้งที่ 1 ที่มีความขัดแย้งภายใน มีการแบ่งเป็นกลุ่ม นักการเมือง ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ฝ่ายทหาร ฝ่ายประชาชน ทำให้เกิดการสื่อสารโดยอินฟลูเอนเซอร์ มาแทนที่ ซึ่งการปะทะครั้งที่ 2 มีความเป็นเอกภาพ ในภาคนักการเมือง ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายทหาร ฝ่ายประชาชน
ส่วนฝ่ายค้านตกอยู่ในสภาวะการยุบสภา ต้องเลือกตั้งใหม่ จึงไม่กล้าขวางเรือในกระแสน้ำเชี่ยว ซึ่งเกรงว่าจะคล้ายกรณี นายพลกองทัพบกเกาหลีใต้ โน แท-อู ผู้ซึ่งชนะการเลือกตั้งเพราะมีการวางระเบิดสายการบินแห่งชาติ จากฝีมือประเทศอื่น ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมด้านการทหาร มากกว่า อารมณ์ร่วมด้านเสรีภาพ
อย่างไรก็ตามการปะทะครั้งที่ 2 บทบาทของ อินฟลูเอนเซอร์ จิตอาสา เบาบางลง บทบาทตัวเอกการสื่อสารเปลี่ยนมือไปอยู่ที่ ทหาร มีคลิปการปฏิบัติการทางทหาร มีศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา คือแถลงทุกวัน ทันเหตุการณ์ ครบถ้วนทุกประเด็น หลายภาษา แถลงจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กรมศิลปากร กระทรวงสาธารณสุข ฯ (One Stop Service) ณ จุดเดียว มีกรมประชาสัมพันธ์เป็นเจ้าภาพ
ในการปะทะครั้งที่ 1 พบ 3 กลยุทธ์ คือ 1.รบด้วยปืน มีภาพ คลิป การปะทะด้วยอาวุธสงคราม การเข้ายึดพื้นที่ มีภาพเครื่องบินขับไล่ F-16 และเครื่องบิน Gripen โดรน ทิ้งระเบิด ซึ่งมีผลสะท้อนกลับ (Feedback) ทางบวก ด้านแสนยานุภาพ คลิป การยิง BM 21 ภาพ คลิปการสอนวางกับดักทุ่นระเบิด พฤติกรรมติดโซเชียล รีวิวผลงานทำลายสะพาน คลังอาวุธ ตึกสแกมเมอร์ ด้วยชาวกัมพูชาเอง ซึ่งมีผลสะท้อนกลับ (Feedback) ทางลบ คือ จับโป๊ะ เขมร เป็นต้น
2.รบด้วยปาก มีสงครามสื่อ ที่วิวาทะกัน มีสงครามข่าวปลอม กัมพูชามีการว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์
เพื่อสร้างภาพลักษณ์ต่อผู้นำโลก ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นครั้งแรกของโลกหรือเปล่า ควบคู่กันคือมีความพยายามในการต่อต้านข่าวปลอม ด้วยการติดลายน้ำข่าวปลอม นอกจากนั้นมีการใช้ AI ในการทำข่าวปลอม อย่างมีนัยสำคัญ การฟ้องชาวโลก ด้วยภาพข่าวปลอม การขอให้ชาติที่ 3 ช่วยเจรจา การร้อง UN มีภาพข่าว สงครามประชาชน เผชิญหน้า ประชาชน (บ้านหนองจาน สระแก้ว)
3.รบด้วยท้อง ดังสำนวนที่ว่ากองทัพเดินด้วยท้อง ประชาชนกินอิ่มนอนหลับ การตัดกำลัง
เขมรด้วยการปิดด่าน ตัดไฟ ปิดการขนส่งน้ำมัน ด้วยเหตุผลด้านยุทธภัณฑ์ และเหตุผลด้านสแกมเมอร์ กาสิโน ที่เป็นทุนเติมอาวุธให้เขมรมารบกับไทย
ส่วนการปะทะครั้งที่ 2 พบ 3 กลยุทธ์ เช่นกัน คือ 1.ทัพ มีภาพ คลิป กองทัพบก เรือ อากาศ ตำรวจ ตชด. ใช้อาวุธสงคราม การเข้ายึดพื้นที่ มีภาพเครื่องบินขับไล่ F-16 และเครื่องบิน Gripen โดรน ทิ้งระเบิด อย่างแม่นยำ
2.ทูต มีการใช้วาทะทางการทูต เด่นชัด ในการ ร้องเรียน ตอบโต้ แถลงชี้แจง เพื่อสร้าง
ภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความชอบธรรม 3.ท้อง ดังสำนวนที่ว่ากองทัพเดินด้วยท้อง ประชาชนกินอิ่มนอนหลับ การตัดกำลังเขมร การส่งแรงงานเขมรกลับประเทศ การปิดด่าน ปิดการขนส่งน้ำมัน ด้วยเหตุผลด้านยุทธภัณฑ์ และเหตุผลด้านสแกมเมอร์ กาสิโน ที่เป็นทุนเติมอาวุธให้เขมรมารบกับไทย
โดยการปะทะครั้งที่ 2 ทหารไทยได้ถล่มตึกสแกมเมอร์ กาสิโนไปพร้อมๆกันด้วย ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้น ของ “วาระโลก ในการทำสงครามกับสแกมเมอร์ ” ช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ และการตามล่าตัวอาชญากรไซเบอร์
สำหรับ กติกา มีภาพข่าว การทำข้อตกลง สากล เช่น GBC อุปมาอุปไมย ดั่งการเลี้ยงโต๊ะจีน เริ่มจาก 1.เสิร์ฟน้ำ 2.ถั่วทอด 3.ปลาหม้อไฟ 4.ข้าวผัด 5.ของหวานเป็นจานสุดท้าย ก่อนแยกย้ายกลับ จะเห็นเชิงประจักษ์ว่า การปะทะทั้ง 2 ครั้ง เมื่อถึงขั้นลงนามข้อตกลง GBC ก็จะหยุดยิง อุปมาเป็นของหวานเป็นจานสุดท้าย ก่อนแยกย้ายกลับ
อย่างไรก็ตาม มีเพียงข้อตกลงหยุดยิง แต่ไม่มีการแก้ปัญหามาตราส่วนทางแผนที่ โดยประเด็นนี้
ประเทศไทยเริ่มแข็งกร้าว ใช้ไม้แข็ง ยึดหลักการว่าด้วยกฎการปะทะ คือการยึดพื้นที่ ณ จุดปัจจุบัน
ทั้งนี้ อาจริเริ่ม ศึกษา การใช้วรรคแลกว่า “ข้อตกลงใดๆที่ขัดกับข้อตกลงนี้ถือว่าข้อตกลงก่อนหน้านั้นเป็นโมฆะ”
Time Line ความขัดแย้ง ระยะที่ 1 จุดเริ่มต้น ระยะที่ 2 กระบวนการ ระยะที่ 3 ปลายทาง จุดสิ้นสุด
จุดเริ่มต้น เมื่อตกลงกันไม่ได้ ในเรื่องเขตแดนตามมาตราส่วนของแผนที่ที่ไม่ตรงกัน จึงเข้ากระบวนการ การปะลอง ใช้ความรุนแรง ด้วยอาวุธสงคราม เพื่อหาผู้ชนะ อันเป็นปลายทาง จุดสิ้นสุด
ถึงแม้จะได้ข้อตกลง GBC , RBC ในกระดาษแผ่นใหม่ แต่ด้วย ความแตกต่างกันทั้งในด้านค่านิยม การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพศ เชื่อชาติ ศาสนา วัย การศึกษา รสนิยม ผนวก ความคลุมเครือ ลังเล ตุกติก ใต้เข็มขัด อีกทั้ง คนกลางอย่างสหรัฐอเมริกา จีน ในบทบาทกรรมการ เอนเอียง มีวาระซ่อนเร้น
ดังนั้นจุดปลายทาง จุดสิ้นสุด ณ ขณะนี้ ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหม่ หากมองในแง่ดี อาจยังไม่ถึง กาละเทศะ ในการคลายปม หรือรูปแบบ สงคราม “Hard Power” อาจต้องเปลี่ยนมาเป็น ศิลปะ “Soft Power” ในการแก้ปัญหา อย่างยั่งยืน ด้วยการเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสม การให้อภัยและการคืนดี การยอมรับความผิดพลาด, การขอโทษ, และการเปิดโอกาสให้ความสัมพันธ์กลับมาเป็นปกติ ด้วยหัวใจแห่งธรรม
ทั้งนี้ ในภาวะเร่งด่วน ระดับผู้นำ หากบรรลุธรรมได้ก็ถือว่าถึงปลายทางความขัดแย้ง แต่หากยังไม่บรรลุธรรมก็ต้องขจัดผู้นำตัวปัญหา อย่าง กรณี การกำจัด ซัดดัม ฮุสเซน เป็นต้น
เกี่ยวกับภาวะผู้นำการปะทะครั้งที่ 1 ฮุนเซน พยายามทำตัวเป็นผู้นำ แบบนามธรรม เช่น มหาเทพ ตามหลักคิดชาวเอเชีย โดยดูได้จาก ละครอิงประวัติศาสตร์ “ลูกผู้ชายใต้คืนจันทร์เพ็ญ” มีปฎิหาริย์ตอนเกิด คือมีดาวตก และปลูกฝังว่า พระเสด็จกอน อวตารกลับชาติมาเกิดเป็น ฮุนเซน
ฮุนเซน เป็นผู้นำ แบบรูปธรรม คือเป็น นายก แบบผู้นำสมัยโบราณมนุษย์ มีความเชื่อว่า ภาวะผู้นำเป็นเรื่องของความสามารถที่เกิดขึ้นเฉพาะบุคคล เฉพาะตระกูล และสามารถสืบสายเลือด เชื้อสายกัน อย่าง ฮุน เซน ส่งต่อให้ ฮุน มาเนต
ฮุน เซน ผู้นำแบบเผด็จการ เขาจะเป็นผู้วางกฎ ตัวอย่างภาวะผู้นำแบบนี้พบเห็นได้ในกองทัพ มาเฟีย หรือแก๊งข้างถนน และเชื่อว่าตนเองต้องออกคำสั่งเพื่อให้สิ่งต่างๆ สำเร็จลุล่วง มีไม้เรียวที่รุนแรงถึงเอาชีวิต ในการกำจัดผู้เห็นต่าง มีระเบียบ นอกกติกา ไม่ได้ด้วยเล่ห์ เอาด้วยกล
ส่วนการปะทะครั้งที่ 2 บทบาทของ ฮุนเซน ลดลง อย่างมีนัยสำคัญ
เกี่ยวกับสื่อสารมวลชน ซิงเกิลเกตเวย์ (Single Gateway) การปะทะครั้งที่ 1 ฮุน เซน ใช้สื่อมวลชน โทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต ในมือของ ลูกสาวคนโต “ ฮุนมานา” ฉายาเจ้าแม่สื่อ ในการสร้างความบันเทิง, การชักจูง, แถลงข่าว การแจ้งให้ทราบ
อีกทั้ง Facebook บัญชีทางการ ของ ฮุน เซน ชื่อ Samdech Hun Sen of Cambodia มีผู้ติดตาม 15 ล้านคน ได้โพสต์ ส่งสารถึงประชาชนชาวกัมพูชา รวมถึงประชาชนคนไทยอีกด้วย
ผสมผสานกับการแถลงข่าวของ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา (Maly Socheata) โฆษกหญิงคนสำคัญแห่งกระทรวงกลาโหมกัมพูชาโดยไม่มีจรรยาบรรณการสื่อสาร คือสื่อสารความเท็จ FAKE (เฟค) จรรยาบรรณข้อนี้ ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ เสียเครดิต อย่างสุภาษิตเด็กเลี้ยงแกะ
ทั้งนี้ ในยุคดิจิตอล สมเด็จ ฮุน เซน และเครือข่าย ได้ใช้เทคโนโลยี AI ซึ่งสามารถทำ พร้อมเผยแพร่ข่าวปลอม ในโซเชียลมีเดีย ได้อย่างรวดเร็ว
ข้อเสนอแนะ จึงควรจัดหน่วยต่อต้านข่าวปลอม ควรแถลงข่าวต่อต้านข่าวปลอมอย่างทันท่วงที เป็นเอกภาพ แถลงหลายภาษา ส่งถึงสำนักข่าวหลักของต่างประเทศ ควรเชิญสำนักข่าวหลักของต่างประเทศ มารับฟังการแถลงข่าว และอนุญาตให้ลงพื้นที่จริงได้
ในอนาคตจะมีการแปรพักตร์ของชาวกัมพูชาควรตั้งนิคมใหม่ ในเขตประเทศกัมพูชา ที่ติดกับชายแดนไทย ที่ลึกเข้าไปในประเทศกัมพูชา 100 กิโลเมตร ควรตั้งทีมกฎหมายเพื่อดำเนินคดีสากลกับตระกูลฮุน ในทุกมิติ ควรยื่นถอดถอน ปราสาทเขาพระวิหารออกจากความเป็นมรดกโลก เนื่องจากเขมรใช้เป็นฐานทหารสู้รบ ซึ่งผิดต่อวัตถุประสงค์
ทั้งนี้ มีแนวโน้มที่จะมีการปะทะรอบ 3 ดูได้จากการโพสต์ของฮุน เซนและ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ว่า ไม่ยอมแพ้ ซึ่งพบคำรุกเร้า ต่อไปคือ “พบเห็นโดรนบินล่วงล้ำอธิปไตย หวาดวิตกว่าจะเป็นภัยต่อพี่น้องประชาชนไทย” เว้นแต่จะมีสงครามกลางเมืองแย่งชิงอำนาจภายในกันเอง เสียก่อน ซึ่งอาจมีผู้อยู่เบื้องหลังอย่าง จีน สหรัฐอเมริกา และกองกำลังไม่ทราบฝ่าย หากถึงจุดนั้น “วาระโลก ในการทำสงครามกับสแกมเมอร์ ” เพื่อช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ และการตามล่าตัวอาชญากรไซเบอร์ ไม่ควรใช้กำลังทางทหาร โดยให้ปรับเปลี่ยนไปใช้กำลังตำรวจสากล หน่วยตำรวจ SWAT สากลแทน พร้อมสอบสวน โดยหน่วยอัยการสากล
อย่างไรก็ตามบทวิเคราะห์นี้ ศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา ระบุในคำนำว่า เป็นเอกสารประกอบการฝึกอบรม สร้างมาเพื่อใช้บรรยายภายในการฝึกอบรมของศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา อาจไม่มีความเป็นวิชาการมากเพียงพอ ซึ่งผู้วิเคราะห์เป็นประชาชนคนไทย ซึ่งไม่อาจกล่าวได้ว่า จะไม่มีอคติในการวิเคราะห์ อีกทั้งมีข้อจำกัดด้านภาษาเขมรอีกด้วย

























