สตช.ล้มคอกม้าบก.สส.ภ.1 ยึดเงินสดได้คามือ 846,800 บาท

วันนี้(อังคาร) 4 พ.ย.68 ที่ห้องแถลงข่าวอมรวิวัฒน์ ตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1/โฆษก ตร.ภ.1 พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1 พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ๋ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1 เปิดเผยว่าทาง พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ได้แถลงข่าวการจับกุมอาชญากรรมดังต่อไปนี้

ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามแต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการ

ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ตามคำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรี

ที่ 341/2568 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ ผอ.ศปอส.ตร. , พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช./รอง ผอ.ศปอส.ตร.  ร่วมขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อยกระดับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี   ที่มีความซับซ้อน รูปแบบหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ การเผยแพร่ข่าวปลอม รวมถึงการฟอกเงินโดยการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล จนนำมาสู่ผลการปฏิบัติในครั้งนี้

 ระหว่างวันที่ 1 – 2 พฤศจิกายน 2568  ตำรวจภูธรภาค 1 โดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน  ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ภาณุเดช สุขวงศ์ รอง ผบช.สง.ก.ตร.ปฏิบัติราชการ ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.พีรศักดิ์ รอดบน รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.มณเทียร เบ้าทอง รอง ผบก.ปฏิบัติราชการ บก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิทิต จันทร์เอี่ยม รอง ผบก.สส.ภ.1 , พ.ต.อ.ชินโชติ วัฒนธนานพ ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.1 นำการปฏิบัติการโดย  พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล รอง ผบก.สส.ภ.1 , พ.ต.อ.นัฎฐพงษ์ ศรีเพ็ญประภา  ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.นภธร วาชัยยุง ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.1 , พ.ต.อ.พูนสุข  เตชะประเสริฐพร ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.1 , พร้อมกำลังข้าราชการตำรวจ  กก.สส.1 , กก.สส.2 , กก.สส.3 และ  กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.1 ได้ทำการสืบสวนกลุ่มเครือข่ายคนไทยที่เป็นผู้จัดหาบัญชีม้าและฟอกเงิน ที่เป็นเครือข่ายฟอกเงิน ให้กลุ่ม scammer 

โดยได้ทำการสืบสวนจนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลมีพฤติกรรมรวมตัวกันเป็นกลุ่ม จัดหาบัญชีม้าเพื่อ รับเงินจากกลุ่มแก๊งอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ระหว่างประเทศ โดยมีหัวหน้าชาวจีนคอยสั่งการหญิงชาวไทยให้รวบรวม จัดหากลุ่มบุคคลที่จะรับโอนเงินจากการหลอกลวง นำเงินดังกล่าวมาฟอกด้วยวิธีการนำเงินสดไปและเปลี่ยนเป็นเงิน สกุลคริปโตเคอเรนซี่ แล้วส่งต่อกลับคืนไปให้หัวหน้าชาวจีน โดยกลุ่มคอกม้าจะได้เงินเป็นเปอร์เซ็นของการกดเงิน ได้เป็นค่าตอบแทน จึงได้ทำการสืบสวนเรื่อยมาจนกระทั่งนำไปสู่การสะกดรอย เฝ้าสังเกตการณ์ และนำไปสู่การตรวจค้น จับกุมผู้ต้องหาและตรวจยึดของกลาง ในสถานที่ต่างๆ ใน จว.นนทบุรี  /ห้างสรรพสินค้าย่านลาดพร้าว / โรงแรม แขวงรัชดา เขตดินแดง กรุงเทพฯ

โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมดจำนวน 8 คน โดยมีฐานความผิดแตกต่างกันตามพฤติกรรมความผิด ดังนี้  

  1. ร่วมกันเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและ มีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่และสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเป็นซ่องโจร หรือร่วมกันประชุม ในที่ประชุมอั้งยี่หรือซ่องโจร  
  2. ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่าหรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือ ความผิดทางอาญาอื่นใด
  3. เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้ มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่า จะนำไปใช้ในการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด  4.) ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฟอกเงิน กลุ่มผู้ต้องหาประกอบด้วย

กลุ่มผู้ควบคุมและสั่งการ (หัวหน้า/ผู้บริหารเครือข่าย)    6 คน

จากการปฏิบัติการสามารถตรวจยึดของกลางได้ ดังนี้

  1. เงินสด จำนวน 846,800 บาท
  2. บัญชีธนาคาร จำนวน 13 บัญชี
  3. บัตรกดเงินสด จำนวน 14 ใบ
  4. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 18 เครื่อง
  5. ซิมโทรศัพท์มือถือ จำนวน 23 ซิม
  6. เครื่องนับธนบัตร จำนวน 1 เครื่อง

จากการซักถามทราบว่ากลุ่มคอกม้าที่ถูกจับกุมได้ย้ายฐานสแกนหน้าจากประเทศกัมพูชามาดำเนินการ

ในประเทศไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 เนื่องจากปัญหาแนวชายแดน โดยเฉลี่ยแล้วจะถอนเงินสดนำส่งให้ผู้จ้างวาน ในวงเงินประมาณ 1-2 ล้านบาท ต่อวัน จะได้ค่าตอบแทนเหมารวมร้อยละ 4 ของยอดถอนเงิน รวมมูลค่าความเสียหาย กว่า 100 ล้านบาท นอกจากนี้จากการสืบสวนขยายผลพบว่า กลุ่มผู้ต้องหามีการส่งผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำ ความผิดกลับไปยังนายทุนชาวจีน โดยใช้วิธีการให้คนไทยนำเงินสดไปแลกเหรียญดิจิทัล จากนั้นกลุ่มผู้ต้องหาจะโอน เหรียญดิจิทัลกลับไปให้นายทุนชาวจีน ซึ่งจะได้ทำการสืบสวนขยายผลต่อไป จากการปฏิบัติการดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจาก WARROOM PCT ตร.ในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และประสานติดตามผู้เสียหาย โดยในเบื้องต้นตรวจสอบพบว่า มีผู้เสียหายโอนเงินมายังกลุ่มคอกม้านี้ในวันที่ 2 พ.ย.2568 และได้ถอนเงินที่ได้จากหลอกลวงออกมาที่ห้างย่านลาดพร้าว

โดย บก.สส.ภ.1 จะได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินในรายอื่นๆประสานการคืนเงิน (Money cash back) ให้กับผู้เสียหาย ต่อไป

 

ใส่ความเห็น